ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ผู้เลี้ยงสับสน 'ขาว-ดำ'
กระแสพลิกตลอด หวั่นตลาดพัง
โดย : น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
แกนประสาน เครือข่าย "คนไทย-กุ้งไทย"
(ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับ21)

จากต้นปี 46 ที่ได้เกิดกระแสขยายการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม เพราะถ้าได้ลูกพันธุ์ดี จะเลี้ยงง่าย ได้ผลผลิตมาก ต้นทุนต่ำ จนเกิดปัญหาสับสนในการทำตลาดส่งออกระดับหนึ่ง ถึงปลายปี 46 และต้นปี 47 ราคากุ้งขาวลดลงมาก กระแสพลิกกลับไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น แต่ถึงปัจจุบันราคากุ้งดำและกุ้งขาวเริ่มเบียดกันอีกครั้ง ทำให้กระแสพลิกกลับไปเลี้ยงกุ้งขาวกันอีก จากข้อมูลสำรวจปัจจุบัน พบว่ามีปัญหาหลายประการ คือ
1.ฟาร์มเพาะลูกกุ้งสับสนและขาดทุนมาก เนื่องจากเก็งอารมณ์ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อไม่ถูก ปลายปี 46 กลุ่มเพาะลูกกุ้งดำขาดทุนเพราะขายไม่ออกก็ปรับไปเพาะลูกกุ้งขาว ถึงต้นปี 47 ฟาร์มเพาะปรับลดกุ้งดำไปเพิ่มลูกกุ้งขาวก็ขายไม่ได้ ขาดทุนกันเป็นรอบที่ 2 แต่พอหันมาเพาะกุ้งดำเพิ่มขึ้นทำท่าจะขายได้ กระแสฟาร์มเลี้ยงพลิกกลับไปทำกุ้งขาวอีกครั้ง จนฟาร์มเพาะลูกกุ้งดำขาดทุนรอบที่ 3 กันถ้วนหน้า ดังนั้น ในด้านโรงเพาะฟักลูกกุ้ง เจอเหตุการณ์เช่นนี้ เชื่อว่าคงจะกรอบเป็นข้าวเกรียบเกือบทั้งหมด ยกเว้นรายใหญ่ที่สายป่านยาวและมีศักยภาพด้านการตลาดเป็นพิเศษ ก็คงจะถือว่าเป็นโอกาสได้ระดับหนึ่ง
2.ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อเองก็สับสน ปรับตัวไม่ถูกและเริ่มเสี่ยง เพราะรายที่เลี้ยงกุ้งขาวเป็นหลักและเลี้ยงในช่วงแรกๆ ก็ได้กำไรดี แต่ระยะหลังมีเสียหายและโตช้า เมื่อเจอราคาตกต่ำด้วยแล้ว บางส่วนก็ตามกระแสไปหากุ้งดำ แต่รายที่ยึดกุ้งขาวและรายที่มาทีหลังหากได้ลูกกุ้งขาวดีหน่อยแถมราคาถูกเป็นพิเศษ และเจอฟลุ๊คราคาตีกลับหลังเดือน ก.พ. 47 ก็ยิ้มแก้มปริไป แต่ส่วนที่เลี้ยงกุ้งดำมาอย่างต่อเนื่องและที่เปลี่ยนจากขาวเป็นดำถึงกับยืนซึม เพราะดำเลี้ยงยากแถมราคาปัจจุบันไม่ค่อยดี ทำให้กระแสสุดท้ายกลายเป็นว่า หลากหลายหรือตัดสินใจเลี้ยงทั้งขาวทั้งดำเสียเลย
หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ถ้าไม่มีระบบจัดการอุตสาหกรรมที่ดีพอ เป็นที่น่าหวั่นว่า แหล่งเลี้ยงกุ้งไทยจะกลายเป็นแหล่งอมโรค อีกหน่อยคงจะเลี้ยงยากทั้งขาวและดำ เพราะลืมนึกไปว่าแหล่งน้ำและแหล่งเลี้ยงมีขีดจำกัด หากคิดแต่จะเอาผลผลิตมากเข้าว่าโดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขสิ่งแวดล้อม ไม่นานจะเกิดปัญหากรรมตามสนองเอาง่ายๆ
3.ด้านตลาดส่งออก เริ่มเข้าสู่ภาวะที่น่าเป็นห่วง เพราะปี 2546 เป็นปีที่ไทยเปิดตลาดกุ้งขาวแปรรูปแทนกุ้งดำเป็นปีแรก จนเป็นที่มั่นใจของประเทศผู้เลี้ยงกุ้งขาวแล้วว่า ตลาดกุ้งขาวแปรรูปเดินได้ (เมื่อก่อนกล้าๆ กลัวๆ เพราะไทยเป็นเจ้าตลาดกุ้งแปรรูปมูลค่าเพิ่ม และเป็นกุ้งดำล้วนๆ กุ้งขาวจึงขายเฉพาะกุ้งติดหัวและหักหัวแช่แข็งเท่านั้น แม้ในตลาดอเมริกาเองจากการสำรวจของกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทยในปี 2544 พบว่า ผู้ขายปลีกยังไม่กล้าใช้กุ้งขาวต้มโชว์เทียบกับกุ้งดำเลย) ภาวะเช่นนี้ จะเสี่ยงต่อปัญหาการแข่งขันทางการตลาด 2 ทาง คือ
3.1 กุ้งดำที่เคยครองตลาดโลกมาโดยตลอด ในอัตรา ดำ : ขาว เท่ากับ 6 : 4 มาถึงปี 46 เจอกุ้งขาวไทย จีน ตีตลาดเข้ามาเพิ่ม ทำให้ตลาดกุ้งโลกพลิกกลับจน ดำ : ขาว เป็น 4.5 : 5.5 แทน และคาดว่า ปี 47 หากกระแสของไทยเป็นเช่นนี้ และบวกกับกระแสผลิตกุ้งขาวอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นด้วยแล้ว เชื่อว่าถึงสิ้นปี 47 กุ้งดำ : กุ้งขาว จะกลายเป็น 4 : 6 หรือ 3.5:6.5 ซึ่งหมายถึงกุ้งขาวเริ่มครองตลาดกุ้งโลกถาวร (ตามคำทำนายของ ดร.แมคอินทอช ที่กล่าวกับคุณหมอสุรพลไว้ตั้งแต่ปี 42)
3.2 การที่กุ้งขาวแปรรูปเริ่มเป็นที่ยอมรับ ในขณะที่หลายประเทศเริ่มมุ่งมั่นทำกุ้งแปรรูปกันมากขึ้น เชื่อว่า กุ้งแปรรูปของไทย จากที่เคยมีส่วนแบ่งตลาด 85% .ในอดีต และลดมาเหลือ 65% ในปี 46 เชื่อว่าจะเริ่มลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 50% ในอีกไม่เกิน 2 ปี ประกอบกับปัญหาปัจจุบันที่ไทยหากุ้งดำส่งลูกค้าไม่ค่อยได้ ถึงวันนั้น คาดว่า ไทยต้องแข่งขันมันหยดในทุกผลิตภัณฑ์ ทั้ง ดิบ สุก และแปรรูป เพราะศักยภาพการต่อรองทางการตลาดทั้งขาวและดำเราจะลดลงอย่างน่าเสียดาย

โดยสรุปจึงมีความเห็นว่า น่าจะมีการทำความเข้าใจเร่งด่วนอย่างน้อย 2 ประการ คือ
1.กรณีกุ้งขาวแวนนาไม ในเมื่อกระแสกุ้งขาวครองตลาดโลกกำลังมาแรงและคงจะไม่มีใครยับยั้งได้ไทยเองก็ต้องปรับตัวผลิตทั้งขาวและดำ โดยเน้นที่พันธุ์กุ้งขาวคุณภาพล้วนๆ ทั้งคุณสมบัติสายพันธุ์และการปลอดโรคพร้อมกับต้องปรับการผลิตให้เหมาะสมกับเงื่อนไขการผลิต เช่น อย่าเลี้ยงกุ้งแน่นเกินจนบ่อเน่าอีก หรือ ถ่ายน้ำจนแหล่งน้ำรับไม่ไหว เพราะระยะยาวแล้วฟาร์มเลี้ยงจะมีปัญหาเสียเอง ทุกฟาร์มต้องนึกถึงผลกำไรที่คุ้มค่าและความยั่งยืนของอาชีพพร้อมกันไปด้วยเสมอ


2.กรณีกุ้งกุลาดำ แม้กุ้งดำจะเสียฐานะเจ้าตลาดโลกไปแล้ว แต่ก็มีข้อดีที่เลี้ยงกันไม่กี่ประเทศ แถมการเลี้ยงให้ได้กุ้งใหญ่สวยๆ ก็ยากกว่ากุ้งขาว (เพราะหากเลี้ยงไซซ์เล็กราคากุ้งขาวคงลงเหวไปด้วย) ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาสายพันธุ์กุ้งให้บรรลุผลโดยเร็ว พร้อมกับในระยะที่ยังต้องใช้พันธุ์กุ้งธรรมชาติกันอยู่ ก็ต้องร่วมกันในขบวนคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ เช็ดสกัดการติดเชื้อ และผลิตลูกกุ้งให้ได้คุณภาพสูงสุดและนิ่งกันให้ได้ ส่วนฟาร์มเลี้ยงที่มือถึง หรือรักและพร้อมจะเลี้ยงกุ้งดำ ก็ต้องพัฒนาเทคนิคการเลี้ยง ให้สามารถเลี้ยงกุ้งไซซ์ใหญ่ได้เช่นกัน ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้เลี้ยงกุ้งส่วนหนึ่งปรับตัวได้ ที่เชื่อเช่นนั้นเพราะคุณประยูร หงษ์รัตน์ ท่านได้ย้ำในที่สัมมนาหลายครั้ง และพิสูจน์ให้เห็นมานมนานว่า "เราทำกุ้งดำไซซ์ใหญ่และต้นทุนต่ำได้ไม่ยาก ถ้าเข้าใจและปรับเทคนิคการเลี้ยงได้" (ซึ่งเราจะได้ผลิตกุ้งดำ หนีไซซ์จี๊กโก๋ของคู่แข่ง พร้อมหนีไซซ์กุ้งขาวไปด้วยในตัว)
ที่สรุปมานี้ ผมไม่ตำหนิใคร เพียงแต่ตำหนิตัวเองที่เป็นผู้ปฏิบัติงานในนามสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย ขออนุญาตกรมประมงเพื่อเลี้ยงกุ้งขาวเสริมระบบการผลิตกุ้งไทย แต่ไม่สามารถประสานให้เกิดกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหา "ดำและขาว" ให้ก้าวหน้าสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายได้ เพราะคำว่า "เงิน " ไม่เข้าใครออกใคร ก็เท่านั้นเอง

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster