ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.
เลี้ยงกุ้งขาวหน้า 4 สองปีซ้อน

ในช่วง 1-2 ปีมานี้ ในขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมส่วนใหญ่ประสบปัญหาเลี้ยงกุ้งไม่โต บางคนเลี้ยง 3 เดือนกว่าๆ แล้วกุ้งยังไม่หลุดไซซ์ 100 ตัว/กก.เลย แต่สำหรับคุณอภิรักษ์ ช้างทรัพย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอยู่ที่บ้านบางพลา ต.ลีเล็ด อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ผู้ที่มีประสบการณ์เลี้ยงกุ้งกุลาดำมากว่า 20 ปี และเพิ่งหันมาเลี้ยงกุ้งขาวได้แค่ 2 ปี กลับเลี้ยงกุ้งขาวได้ไซซ์หน้า 4 มาโดยตลอด ซึ่งคุณอภิรักษ์เปิดเผยเคล็ดลับในการเลี้ยงกุ้งขาวให้เราฟังว่า "จริงๆ แล้วผมก็เลี้ยงตามปกติเหมือนที่เขาเลี้ยงกัน แต่ผมปล่อยกุ้งบางแล้วเลี้ยงเหมือนปล่อยกุ้งแน่น กุ้งก็เลยโตดี ครอปที่ผ่านมาได้กุ้งไซซ์ 43 ตัว/กก. และครอปปัจจุบันซึ่งเป็นการเลี้ยงกุ้งขาวครอปที่ 3 ของผม ตอนนี้กุ้งอายุ 60 วัน ได้ไซซ์ 80 ตัว/กก.แล้ว"
คุณอภิรักษ์ บอกว่า ปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงกุ้งอยู่ทั้งหมด 30 กว่าบ่อ เลี้ยงทั้งกุ้งกุลาดำและกุ้งขาว สำหรับการพิจารณาว่าจะเลี้ยงกุ้งชนิดใด จะดูจากสภาพบ่อเป็นสำคัญ กล่าวคือ บ่อไหนที่มีศักยภาพสามารถเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ ก็จะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่ถ้าบ่อไหนเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่ได้ผลก็จะเลี้ยงกุ้งขาว ส่วนระบบการเลี้ยงกุ้งของที่ฟาร์ม จะเป็นแบบรีไซเคิล เนื่องจากที่ฟาร์มมีบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ จึงสามารถหมุนเวียนน้ำใช้ในฟาร์มได้ตลอดทั้งปี

ปล่อยกุ้ง 70,000-80,000 ตัว/ไร่
คุณอภิรักษ์อธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมบ่อให้ฟังว่า หลังจากจับกุ้งเสร็จก็จะตากบ่อไว้ เมื่อพื้นบ่อแห้งดีแล้วก็นำรถแทรกเตอร์มาดันขี้กุ้งขึ้น จากนั้นสูบน้ำเข้าบ่อแล้วก็จะเริ่มทำสีน้ำ ซึ่งพื้นที่ที่เลี้ยงอยู่น้ำมีความเค็มไม่สูงมากนัก โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8-12 พีพีทีตลอดทั้งปี จึงทำสีน้ำได้ค่อนข้างง่าย แค่ใช้ปูนขาวและโดโลไมท์แค่นิดหน่อยเท่านั้น เมื่อสีน้ำขึ้นดีแล้วก็จะนำลูกกุ้งขาวแวนนาไมมาปล่อยในอัตรา 70,000-80,000 ตัว/ไร่ ซึ่งบ่อ 6ไร่ จะลงกุ้ง 450,000 ตัว แต่ถ้านับรวมกุ้งแถมด้วยแล้วก็จะตกราวๆ 500,000 ตัว

ใช้อาหารกุ้งกุลาดำตลอดการเลี้ยง
สำหรับแนวทางการให้อาหาร คุณอภิรักษ์ บอกว่า ตลอด 2 ปีที่เลี้ยงกุ้งขาวมาจะใช้อาหารของกุ้งกุลาดำอย่างเดียว และจะให้อาหาร 4 มื้อตลอดการเลี้ยง โดยในช่วงแรกจะให้อาหารไปตามโปรแกรม คือ ดูการกินอาหารของกุ้งเป็นหลัก จากนั้นพอกุ้งมีอายุ 30-35 วัน ก็จะเริ่มเช็คยอปรับอาหาร โดยจะวางยอ 4 ยอต่อบ่อ สำหรับอัตราการเช็คยอ จะใช้อาหารใส่ยอ 3 กรัม/อาหาร 1 กก. ตลอดการเลี้ยง ช่วงแรกจะเช็คยอที่ 3 ชั่วโมง จากนั้นลดลงเหลือ 2 ชั่วโมงครึ่ง และก่อนจับจะเช็คยอที่ 2 ชั่วโมง
"ผมใช้อัตราการเช็คยอที่ 3 กรัม/อาหาร 1 กก.ตลอดการเลี้ยงมาโดยตลอด ซึ่งก็สามารถเช็คอาหารได้ค่อนข้างแม่นยำ แต่ถ้าเลี้ยงแน่น คือ ปล่อยกุ้งไร่ละ 1-1.2 แสนตัว ผมคิดว่าควรจะเช็คที่ 2 กรัมน่าจะเหมาะสมกว่า แต่ถ้าปล่อยกุ้งในระดับ 70,000-80,000 ตัว/ไร่ ผมคิดว่าใช้ที่ 3 กรัมค่อนข้างจะลงตัว"
ต่อคำถามที่ว่าตอนนี้อาหารกุ้งขึ้นราคา ใช้อาหารของกุ้งกุลาดำซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงกว่าอาหารกุ้งขาวพอสมควรจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นหรือไม่ คุณอภิรักษ์ บอกว่า "การเลี้ยงด้วยอาหารกุ้งกุลาดำกับการเลี้ยงด้วยอาหารกุ้งขาว จริงๆ แล้วผมคิดว่าต้นทุนไม่แตกต่างกันมาก ทั้งนี้เอฟซีอาร์จะเป็นตัวฟ้องว่าต้นทุนค่าอาหารจะอยู่ที่เท่าใด ซึ่งผมเคยทดลองใช้อาหารกุ้งขาว เอฟซีอาร์จะตกอยู่ที่ 1.7-1.9 แต่ใช้อาหารกุ้งกุลาดำเอฟซีอาร์ของผมอยู่ที่ 1.4 เท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อคำนวณย้อนกลับ ต้นทุนค่าอาหารก็น่าจะพอๆ กัน สรุปแล้วก็คือ ถ้าเราสามารถคุมเอฟซีอาร์ได้ ใช้อาหารแพงขึ้นมาอีกสักนิดแล้วใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมว่าคุ้มค่ากับการลงทุน"

ทอดแหสุ่มไซซ์ทุกๆ 7 วัน
คุณอภิรักษ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเช็คอัตรารอดเมื่อกุ้งมีอายุประมาณ 60 วัน โดยใช้วิธีการทอดแหสุ่มกุ้งขึ้นมานับจำนวนและดูจากอาหาร หลังจากนั้นจะทอดแหสุ่มไซซ์กุ้งทุกๆ 7 วัน ไปตลอดจนจับ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งอัตราความหนาแน่นต่ำ กุ้งจะค่อนข้างมีความสมบูรณ์แข็งแรง ปัญหากุ้งเป็นซู หนวดกุด หรือหางกร่อนจะไม่มีให้เห็นเลย
"ในการคำนวณอัตรารอด ถ้าเราคิดจากจำนวนกุ้งที่เราสั่งไป เราจะพบว่ากุ้งมีอัตรารอดถึง 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่จริงๆ แล้วการคำนวณอัตรารอด ต้องนับรวมกุ้งที่แถมมาด้วย ซึ่งผมจะคิดตรงนี้ทั้งหมด แล้วจะคำนวณออกมาได้อย่างแม่นยำ อัตรารอดของผมก็จะอยู่ที่ประมาณ 95% ซึ่งก็ถือว่ากุ้งมีอัตรารอดที่ดีพอสมควร"

ตีน้ำเหมือนปล่อยกุ้งแน่น
คุณอภิรักษ์ กล่าวว่า ในการเลี้ยงกุ้งขาว ถึงจะปล่อยกุ้งบาง แต่ทางฟาร์มจะเน้นตีน้ำค่อนข้างมาก คือ จะตีน้ำเหมือนปล่อยกุ้งแน่น บ่อขนาด 6 ไร่ จะวางใบพัดตีน้ำทั้งหมด 8 แขน แขนละ 18 ใบพัด สำหรับการเปิดปิดใบพัดตีน้ำ ในช่วงกลางวันจะตีน้ำตามความจำเป็น ส่วนช่วงกลางคืนจะตีน้ำตลอดจนถึงเช้า ถ้าวัดปริมาณออกซิเจนในบ่อแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 4 กว่าตลอดทั้งวัน
สำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำ โดยปกติจะพิจารณาจากสีน้ำเป็นหลัก หากน้ำเริ่มมีสีเขียวเข้มก็จะทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ส่วนจะเปลี่ยนมากหรือน้อยก็ดูตามสภาพของน้ำตามความเป็นจริง ไม่ได้เปลี่ยนเป็นโปรแกรม ซึ่งทางฟาร์มจะสามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ตลอดเวลา และเปลี่ยนได้ค่อนข้างเยอะ เพราะมีบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่
"2 ปีที่ผ่านมาผมปล่อยกุ้งบางมาตลอด ส่วนใหญ่จะเลี้ยงที่ 130 วัน ได้กุ้งไซซ์ใหญ่ระดับหน้า 4 หรือหน้า 5 แต่โดยเฉลี่ยจะได้ไซซ์หน้า 4 มาตลอด ซึ่งกุ้งขาวไซซ์ใหญ่ ปัจจุบันห้องเย็นมีความต้องการสูง ถ้าเราทำได้ก็จะทำให้เราขายกุ้งได้ราคา"

เลี้ยงกุ้งบางได้เปรียบ
คุณอภิรักษ์ กล่าวต่อไปว่า การเลี้ยงกุ้งบางจะทำให้กุ้งมีอัตรารอดดี โอกาสผิดพลาดมีน้อย และกุ้งค่อนข้างโตเร็ว คือ กุ้งจะโตไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสะดุด แต่คนที่เลี้ยงกุ้งหนาแน่นบางครั้งออกซิเจนไม่เพียงพอหรือน้ำดรอป การเจริญเติบโตของกุ้งก็จะชะงัก จึงทำให้ดูเหมือนว่ากุ้งโตช้า ข้อดีของการเลี้ยงกุ้งบางอีกประการหนึ่งก็คือ จะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ เพราะเมื่อกุ้งโตเร็ว ผู้เลี้ยงก็สามารถจับกุ้งได้เร็วขึ้น ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าอาหารและค่าพลังงานลงไปได้อีกมาก นอกจากนี้ปัจจุบันเราพยายามรณรงค์ให้ทุกคนปล่อยกุ้งบาง เพื่อที่เราจะได้เลี้ยงกุ้งกันนานๆ หากปล่อยกุ้งแน่นสภาพแวดล้อมก็เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาเรื่องโรคระบาดก็เกิดขึ้นมา ทำให้อาชีพการเลี้ยงกุ้งไม่ยั่งยืน
"ผมยอมรับว่าผมได้ความรู้มาจากการอ่านหนังสือค่อนข้างเยอะ เราต้องยอมรับความจริงและไม่ปิดกั้นตัวเอง บางครั้งเราต้องนำความรู้ที่ได้จากการอ่านมาประยุกต์กับประสบการณ์ของเราบ้าง เพื่อที่จะทำให้เราเลี้ยงกุ้งได้ง่ายขึ้น บางคนทำตัวเหมือนน้ำเต็มแก้วไม่ค่อยยอมรับอะไรใหม่ๆ ผมคิดว่าในสถานการณ์ปัจจุบันถ้าเราปิดกั้นตัวเอง ยิ่งจะทำให้เราเลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จได้ยาก" คุณอภิรักษ์กล่าว


เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster