ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.


เหลือเชื่อ! เลี้ยงกุ้งดำไซซ์ใหญ่ได้ทุกรอบ

"ปกติผมตั้งเป้าเลี้ยงกุ้งไปจนครบ 4 เดือน เพราะผมชอบเลี้ยงกุ้งไซซ์ใหญ่ ตั้งแต่เลี้ยงมาผมเลี้ยงไม่ถึง 4 เดือนอยู่แค่ 2 ครั้ง ตอนนั้นผมเลี้ยง 3 เดือน 10 วัน ได้กุ้งไซซ์ 50 ตัว/กก. นอกจากนั้นผมจะเลี้ยงจนครบ 4 เดือนมาตลอด ส่วนใหญ่จะได้ไซซ์ 30 ตัว/กก. แต่ถ้ากุ้งติดบางได้ไซซ์ 20 กว่าตัว/กก.ก็มี พูดง่ายๆ ก็คือตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมเลี้ยงได้กุ้งไซซ์เล็กที่สุดอยู่ที่ 50 ตัว/กก. นอกนั้นผมจะได้ไซซ์ใหญ่ระดับ 20-30 ตัว/กก. มาตลอดไม่เคยพลาด"
นี่เป็นคำยืนยันของ คุณอนุชิต ภู่ระหงษ์ 93 ม.10 ต.โรงเข้ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร 74120 โทร. 0-1920-2991 เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ ที่เราจะพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมฟาร์มกันในฉบับนี้
คุณอนุชิต เล่าว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงกุ้งทำธุรกิจส่วนตัว แต่เห็นคนเลี้ยงกุ้งแล้วมีกำไรดีก็เกิดความสนใจ จึงหันมาขุดบ่อแล้วเลี้ยงกุ้งกับเขาดูบ้าง โดยได้ทดลองเลี้ยงกุ้งทะเลมาครบทั้ง 3 ชนิดแล้ว คือ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย และกุ้งขาวแวนนาไม แต่กุ้งแช่บ๊วยเลี้ยงยาก ส่วนกุ้งขาวราคาไม่ดี ปัจจุบันจึงยึดมั่นเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างเดียว ตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงมาจนถึงทุกวันนี้ ก็สั่งสมประสบการณ์เลี้ยงกุ้งมาประมาณ 5-6 ปีแล้ว และตนก็เลี้ยงกุ้งกุลาดำประสบความสำเร็จมาทุกรอบ ส่วนใหญ่ได้ไซซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 30-50 ตัว/กก. มาตลอด

ใช้รำละเอียดสร้างสัตว์หน้าดิน
หลังจากจับกุ้งเสร็จแล้ว ในช่วงฤดูปกติ คุณอนุชิตจะตากบ่อไว้จนแห้งแล้วนำรถแทรกเตอร์ลงไปดันเอาขี้กุ้งกลางบ่อขึ้น จากนั้นตากบ่อไว้ 1 เดือน แล้วสูบน้ำเข้าบ่อ แต่หากเป็นช่วงฤดูฝนจะตากบ่อแห้งยาก ก็จะใช้วิธีฉีดเลนขึ้นไปเก็บไว้ แล้วตากบ่อไว้ประมาณ 1 เดือนเช่นกัน แล้วจึงสูบน้ำเข้าบ่อ
"พื้นที่ที่ผมเลี้ยงอยู่พีเอชค่อนข้างสูง คืออยู่ที่ประมาณ 8 กว่าๆ ผมจึงไม่เน้นใช้ปูน เพราะหากใช้ยิ่งจะทำให้พีเอชสูงขึ้น ส่งผลให้พีเอชควบคุมได้ยาก ดังนั้นผมจะใช้ปูนในการแก้ปัญหาตามความจำเป็นเท่านั้น"
คุณอนุชิต บอกว่า หลังจากเตรียมบ่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะสูบน้ำจืดจากคลองธรรมชาติเข้าบ่อ โดยเน้นการกรองไม่ให้มีศัตรูกุ้งหลุดเข้ามาในบ่อได้ พอสูบน้ำจืดได้ระดับ 1.00 เมตรแล้ว ก็จะนำน้ำเค็มมาเติม ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนความเค็มจะลดลงเร็วก็จะมีการกั้นคอกแล้วเติมน้ำเค็มลงไปในคอก แต่ถ้าเป็นฤดูปกติจะเติมน้ำเค็มลงไปในบ่อเลี้ยงเลยโดยไม่กั้นคอก ในการเติมน้ำเค็มก็จะปรับความเค็มของน้ำให้อยู่ที่ระดับ 15 พีพีที ซึ่งเป็นความเค็มที่ไม่ต่ำมากจนเกินไป เพราะลูกกุ้งเดินทางมาไกล (จากภูเก็ต) ถ้าหากโรงเพาะฟักปรับความเค็มลูกกุ้งมาต่ำกว่า 15 พีพีที ลูกกุ้งจะอ่อนแอเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าลูกกุ้งมาที่ 15 พีพีที ถึงเดินทางไกลลูกกุ้งจะอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างแข็งแรงเป็นปกติ
เมื่อนำน้ำเค็มมาเติมและทำการปรับความเค็มน้ำเสร็จแล้ว ก็จะเริ่มทำสีน้ำและเตรียมอาหารธรรมชาติไว้สำหรับลูกกุ้ง โดยจะนำรำละเอียดมาหว่านให้ทั่วบ่อในอัตรา 4-5 กระสอบต่อบ่อ แล้วตีน้ำไปเรื่อยๆ ประมาณ 20-25 วัน ก็นำลูกกุ้งมาปล่อยได้ แต่ถ้าหว่านรำไปประมาณ 1 สัปดาห์แล้วสีน้ำยังไม่ขึ้นก็จะนำรำมาหว่านซ้ำลงไปอีกและอาจจะใส่ปูนโดโลไมท์ช่วยนิดหน่อย แล้วตีน้ำไปเรื่อยๆ สีน้ำและสัตว์หน้าดิน เช่น หนอนแดงก็จะเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนจะเตรียมน้ำนานไม่ได้ เพราะน้ำความเค็มต่ำลูกแมลงปอจะเกิดเยอะ เพราะฉะนั้นหลังจากหว่านรำไปแล้วไม่เกิน 10 วัน ก็จะนำลูกกุ้งขนาดพี 12-15 มาปล่อยในอัตรา 50,000 ตัว/ไร่
"เราสั่งลูกกุ้งมาจากภูเก็ต ถ้าลูกกุ้งมีขนาดใหญ่กว่าพี 15 การเดินทางไกลจะทำให้ลูกกุ้งเสียหายค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นลูกกุ้งที่เรานำมาปล่อยจะเป็นขนาดพี 12-15 เท่านั้น ทั้งนี้หากเรามีการเตรียมบ่อที่ดี มีการเตรียมอาหารธรรมชาติไว้สำหรับลูกกุ้ง หลังจากปล่อยไปแล้วลูกกุ้งจะมีอัตรารอดสูง"

ปรับลูกกุ้งในถังอ๊อก
การปล่อยลูกกุ้ง คุณอนุชิตจะใช้วิธีปรับสภาพความแข็งแรงของลูกกุ้งในถังอ๊อกก่อน โดยจะใช้ถังน็อคกุ้งขนาด 200 ลิตร เทลูกกุ้งลงไปในถังน็อคประมาณครึ่งถังแล้วค่อยๆ ตักน้ำในบ่อมาเติมลงไปให้เต็มถัง แล้วอัดออกซิเจนบริสุทธิ์ (ออกซิเจนถัง) ลงไปในถังน็อคประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วจึงค่อยๆ ใช้สายยางดูดปล่อยลูกกุ้งลงบ่อไปได้เลย คุณอนุชิต บอกว่า ใช้วิธีนี้ปล่อยลูกกุ้งมาตลอด ถึงแม้ลูกกุ้งจะเดินทางมาไกล หากใช้วิธีนี้ลูกกุ้งจะฟื้นตัวแข็งแรงเร็ว เมื่อปล่อยไปแล้วลูกกุ้งจะมีอัตรารอดสูง ความเสียหายไม่เกิน 5%
"ผมเน้นให้ความสำคัญกับลูกกุ้งถึง 50% ที่เหลือเป็นการจัดการดูแลในเรื่องต่างๆ เพราะผมถือว่าถ้าเริ่มต้นดี ก็ไปได้ดี โดยปกติผมจะนัดลูกกุ้งมาก่อนว่าได้วันไหน เช่น ถ้าลูกกุ้งมาวันที่ 1 อย่างน้อยเราต้องสูบน้ำเข้าบ่อวันที่ 10 เพราะเราต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า เผื่อสีน้ำไม่ขึ้น ทั้งนี้ผมจะซื้อลูกกุ้งจากฟาร์มประจำที่มีความเชื่อใจกัน ให้เขาเลือกลูกกุ้งมาให้ เป็นลูกกุ้งที่ผ่านการตรวจพีซีอาร์ และต้องผ่านการตรวจเช็คตามมาตรฐานที่เขาตรวจกันทั้งหมด"


เช็คยอเมื่อกุ้งกินอาหารเบอร์ 3
คุณอนุชิต กล่าวว่า เมื่อปล่อยกุ้งไปแล้ว ในช่วง 2-3 วันแรกจะยังไม่ให้อาหาร เพราะจะให้กุ้งกินอาหารธรรมชาติไปก่อน ซึ่งเท่าที่เคยสังเกตถ้าเตรียมอาหารธรรมชาติไว้เป็นอย่างดี ถึงให้อาหารไปกุ้งก็กินเหลือ หลังจากนั้นพอเห็นว่ากุ้งเริ่มว่ายน้ำเวียนรอบบ่อเพื่อหาอาหาร จึงค่อยให้อาหารวันละ 1 มื้อ โดยจะให้ในช่วงเย็นในอัตรา 3 กก./มื้อ ไปประมาณ 10 วัน ก็จะปรับเป็น 2 มื้อ เช้า/เย็น ในอัตรา 3 กก./มื้อ พอกุ้งมีอายุได้ประมาณ 1 เดือน ก็จะเพิ่มอาหารเป็น 3 มื้อ คือ ช่วงเช้า ช่วงบ่าย และช่วงประมาณ 3 ทุ่ม ในอัตรา 3 กก./มื้อเท่าเดิม หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ เพิ่มอาหาร โดย 2-3 วัน จะเพิ่มอาหาร 1 ครั้ง ครั้งละ 1 กก. และจะปรับอาหารเป็น 4 มื้อ หลังจากเริ่มเช็คยอได้ ซึ่งปกติกุ้งกินอาหารเบอร์ 3 ก็จะเช็คยอได้
"ในช่วงที่กุ้งกินอาหารเบอร์ 1-2 ยังไม่สามารถเช็คยอได้ เพราะอาหารมีขนาดเล็ก เวลาใส่ยอแล้วอาหารจะไม่ค่อยอยู่ในยอ ส่วนใหญ่จะหลุดไปตามช่องตาของยอ เราก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว กุ้งกินหมดหรืออาหารหลุดไปตามน้ำหมด แต่พอหลังจากกุ้งเริ่มกินอาหารเบอร์ 3 ได้ ก็จะเริ่มเช็คยอได้ เพราะอาหารเบอร์ 3 จะละลายน้ำช้า และเวลาใส่ยออาหารจะอยู่ในยอไม่ค่อยหลุดออกไป เพราะฉะนั้นใช้หลักการนี้จะเช็คยอได้อย่างค่อนข้างแม่นยำเป็นอย่างมาก"
คุณอนุชิต กล่าวว่า ในการเช็คยอช่วงแรกจะใช้อาหารใส่ยอ 5 กรัม/อาหารที่ให้ 1 กก. พอกุ้งมีอายุ 2 เดือนไปแล้วจะเช็คที่ 7 กรัม/อาหาร 1 กก. และพอเลี้ยงกุ้งเข้าสู่เดือนที่ 3 จะเช็คที่ 10 กรัม ไปตลอดจนจับ ส่วนเวลาเช็คยอจะเช็คที่ 3-4 ชั่วโมงตลอดการเลี้ยง เช่น ถ้าอาหารหมดก่อน 3 ชั่วโมงถึง 3 ชั่วโมงพอดี แสดงว่าอาหารไม่พอก็จะต้องมีการเพิ่มอาหารครั้งละ 10% ของจำนวนอาหารที่ให้ แต่ถ้าไปหมดที่ 3 ชั่วโมงกว่าๆ ไปจนถึง 4 ชั่วโมง แสดงว่าอาหารพอดีก็จะคงที่อาหารไว้ แต่ถ้าเกิน 4 ชั่วโมงไปแล้วอาหารยังไม่หมดแสดงว่าอาหารเหลือ ก็จะต้องมีการลดอาหารลง
"ทั้งนี้ในการปรับอาหารเราต้องปรับตามสภาพการกินจริงของกุ้งด้วย เพราะการเช็คยอเป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการให้อาหารเราต้องดูด้วยว่ากุ้งติดมากหรือติดน้อย ถ้ากุ้งติดดี โตเร็ว เราต้องเพิ่มอาหารตามขนาดและปริมาณของกุ้ง ผมจะไม่ได้ให้อาหารเป็นโปรแกรม ผมจะมีแค่แนวทางให้อาหาร และปรับอาหารตามความเป็นจริง"

ใช้จุลินทรีย์ตลอดการเลี้ยง
คุณอนุชิตจะเริ่มใช้จุลินทรีย์ตั้งแต่การเตรียมน้ำ โดยช่วงแรกจะใช้ 10 วันครั้ง ครั้งละ 1 กก. เป็นจุลินทรีย์ชนิดผงนำมาละลายน้ำแล้วสาดทั่วบ่อในช่วงที่มีแดด พอกุ้งมีอายุ 3 เดือนไปแล้ว ของเสียจะเริ่มมีสะสมอยู่ที่พื้นบ่อมากขึ้น ก็จะใช้จุลินทรีย์ถี่ขึ้นเป็นอาทิตย์ละครั้งไปตลอดจนจับ
"ปกติผมตั้งเป้าเลี้ยงกุ้งไปจนครบ 4 เดือน เพราะผมชอบเลี้ยงกุ้งไซซ์ใหญ่ ตั้งแต่เลี้ยงมาผมเลี้ยงไม่ถึง 4 เดือนอยู่แค่ 2 ครั้งเท่านั้น เหตุเพราะสภาพบ่อเริ่มไปไม่ไหว ตอนนั้นผมเลี้ยง 3 เดือน 10 วัน ได้กุ้งไซซ์ 50 ตัว/กก. นอกจากนั้นผมจะเลี้ยงจนครบ 4 เดือนมาตลอด ส่วนใหญ่จะได้ไซซ์ 30 ตัว/กก. แต่ถ้ากุ้งติดบางได้ไซซ์ 20 กว่าตัว/กก.ก็มี พูดง่ายๆ ก็คือตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมเลี้ยงได้กุ้งไซซ์เล็กที่สุดอยู่ที่ 50 ตัว/กก. นอกนั้นผมจะได้ไซซ์ใหญ่ระดับ 20-30 ตัว/กก. มาตลอดไม่เคยพลาด การที่ผมเลี้ยงได้กุ้งไซซ์ใหญ่ ผมคิดว่ามาจากลูกกุ้ง 50% ถ้าเริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ที่เหลือก็เป็นวิธีการเลี้ยงกับสภาพแวดล้อมอีก 50%"

นสพ.กุ้งไทย ฉบับที่ 23 ปักษ์แรก ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2547


เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster