ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

16 ปีของการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย โดยเริ่มจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งได้ลอกเลียนแบบการเลี้ยงตลอดจนการสร้างฟารม์เลี้ยงกุ้งมาจากประเทศไต้หวัน โดยมี ผศ.ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ นักวิชาการประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ร่วมการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงมาโดยตลอด ซึ่ง 16 ปีที่ผ่านมาคงไม่ผ่านเลยไป ผู้เขียนหวังว่าจะเกิดความรู้ (knowledge) ที่เป็นประโยชน์ หรือว่ามีแต่ร่องรอยของความเสียหายจากการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร ไม่มีคำว่าปราณีสำหรับบุคคลที่ละเลยความรู้ที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ทรัพย์สิน บ้าน เงินทอง หรือความเสียหายจากพื้นดินที่ถูกขุดเป็นบ่อจำนวนมาก ดังนั้น 16 ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นบทเรียนที่ล้ำค่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อออกมาให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ รวมถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้องทุกท่าน คงต้องขออภัยที่เราต้องเริ่มต้นกันใหม่ แต่เพื่อพื้นฐานและความเข้าใจที่ตรงกัน

บทเรียนที่ 1 การใช้กากชาและปูนขาว เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งในยุคปี 2530 - 2532 ทุกฟาร์มจะต้องมีไว้ใช้ในฟาร์ม กากชาใช้สำหรับการฆ่าปลาและกระตุ้นในการลอกคราบ ตลอดจนถึงการทำสีน้ำควบคู่กับการถ่ายน้ำจำนวนมาก ปูนขาวใช้สำหรับปรับสภาพดินและปรับ pH ของน้ำ ซึ่งปูนในสมัยแรกก็ใช้แต่ปูนหอยเผา ซึ่งทำให้ได้ pH ที่สูงมาก แต่ในช่วงการเลี้ยงเดือนที่ 3 - 4 จะต้องลงปูนกันเกือบทุกวัน เนื่องจาก pH ของน้ำในบ่อจะค่อนข้างต่ำ คือ อยู่ที่ 7.6 - 7.8

บทเรียนที่ 2 ในปี 2533 - 2536 การเลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จมาก มีการลงกุ้งในอัตรา 60,000 - 100,000 ตัว/ไร่ ทำให้เริ่มมีปัญหาในการเลี้ยง และเริ่มมีการใช้เคมีภัณฑ์
- การใช้ บี.เค.ซี. 50% สำหรับการทำสีน้ำและกระตุ้นการลอกคราบ
- การใช้ ไอโอดีน อ๊อกซี่ฯ นอร์ฟล๊อกฯ และอื่นๆ ซึ่งเป็นสาร แอนตี้ไบโอติก สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และยังใช้สารเคมีที่มีอนุพันธ์สูงขึ้นเรื่อยๆ ในการฆ่าเชื้อ ถือว่าเป็นช่วงที่มีการเคมีภัณฑ์มากที่สุด ควบคู่กับการถ่ายน้ำในการแก้ปัญหาการเลี้ยงกุ้งขณะนั้น

บทเรียนที่ 3 ในปี 2536 เริ่มมีการระบาดของโรคหัวเหลืองที่รุนแรง
การเลี้ยงกุ้งมีความพยายามที่จะใช้สารเคมีตลอดจนถึงสารแอนตี้ไบโอติกและสารแอนตี้เซฟติกจำนวนมากลงไปในบ่อกุ้ง เพื่อรักษาอาการตายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง มีการนำสมุนไพร ตลอดจนถึงความเชื่อเรื่องโชคลางต่างๆ นา นา แม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน เช่น ผงซักฟอก ยาธาตุ กระเทียม น้ำปลา บอระเพ็ด เป็นต้น ทำให้เกิดบทเรียนว่า การใช้สารเคมีทั้งหลายไม่ว่า ยาปฏิชีวนะ หรือเคมีภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บี.เค.ซี. ไอโอดีน ฟอร์มาลิน ล้วนแต่ใช้ไม่ได้ผลทั้งสิ้น ช่างเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าจริงๆ และแพงมากที่ต้องเสียทั้งกุ้งในบ่อและเสียเงินในการรักษา

บทเรียนที่ 4 ในปี 2537 ดร.บุญเสริม วิทยชำนาญกุล จากฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้เสนอการเลี้ยงกุ้งระบบปิด (Close System) และการกำจัดพาหะ
ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติระบบของการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย ในช่วงแรกของการเลี้ยงในระบบปิด มีการสร้างความรู้จำนวนมาก เช่น แพลงก์ตอน มีการจำแนกชนิดของแพลงก์ตอนที่ดีและไม่ดี โดยไม่ได้พูดถึงความหลากหลาย และการอยู่ร่วมกันของแพลงก์ตอน จึงมีการใช้เคมีภัณฑ์จำนวนมาก ซึ่งต่อมาก็รู้ว่าไม่สามารถที่จะควบคุมโดยการใช้สารเคมีได้

บทเรียนที่ 5 ในปี 2538 - 2539 การคัดเลือกคุณภาพลูกกุ้ง โดยใช้วิธี "วนัชสุนทร" เสนอโดย คุณเปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และนำวิธีนี้มาใช้ได้จนถึงปัจจุบัน และมีการใช้เครื่อง PCR ในการตรวจหาไวรัสตัวแดงจุดขาว ควบคู่ไปกับการใช้กระบวนการตรวจลูกกุ้งแบบ "วนัชสุนทร"
โดยเฉพาะชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานีได้นำเครื่อง PCR มาบริการให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วย

บทเรียนที่ 6 จากปี 2539 - 2545 ความสนใจในการตรวจ PCR ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมาก ทำให้การป้องกันไวรัสตัวแดงจุดขาวที่ทำลายธุรกิจกุ้งถูกควบคุม แต่หลังจากที่การเลี้ยงกุ้งประสบผลสำเร็จอีกครั้ง ทำให้เกษตรกรมักจะละเลยการตรวจสอบอย่างเข้มงวด นับเป็นบทเรียนที่เกษตรกรต้องจดจำ ความสำคัญของการตรวจลูกกุ้ง "วนัชสุนทร" และ "PCR"

บทเรียนที่ 7 ในช่วงปี 2545-2546 มีการนำกุ้งแวนนาไม สายพันธุ์จากประเทศฮาวาย
โดยการส่งเสริมการเลี้ยงผ่าน บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดชุมพร โดยได้ผลผลิตสูงถึง 3 ตัน/ไร่ ความสำคัญอย่างมากของความสำเร็จ คือ การที่ลูกกุ้งได้ผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์มาแล้วจะมีอัตรารอดที่ดีมากกว่าอัตราร้อยละ 90 และเจริญเติบโตเร็วมาก คือ โดยใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเพียง 90 วัน เท่านั้นก็ได้ขนาดกุ้ง 50 - 60 ตัว/กก.

บทเรียนที่ 8 ก้าวแรกของการพัฒนาสายพันธุ์ทั้งกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไม ผู้เขียนคงต้องเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการด้านพันธุกรรมต้องเข้ามาดูแลและพัฒนาสายพันธุ์กุ้งในประเทศไทย เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งที่จะต้องรักษาความเป็นที่ 1 ของโลกสืบต่อไป ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากพันธ์กุ้งขาวแวนาไมที่ทั้งโตเร็ว และอัตรารอดเกือบอัตราร้อยละ 90

บทเรียนที่ 9 ในปี 2547 ต้องเป็นปีสำหรับคำว่า "การจัดการคุณภาพครบวงจร" (Total Quality Management)
สำหรับอุตสาหกรรมกุ้ง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ เริ่มตั้งแต่ที่กระบวนการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ สู่โรงเพาะฟัก ลงสู่บ่อดิน จนถึงการจับกุ้ง และสุดท้ายที่การแปรรูป เพื่อให้ได้ คุณภาพสวย สด สะอาด ปลอดภัย ไร้สารพิษ

กุญแจสู่ความสำเร็จสำหรับบ่อดิน จากทั้ง 9 บทเรียนในอดีต ผู้เขียนขออนุญาตสรุป ปัจจัยของความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง ดังต่อไปนี้
1.ตากบ่อหลังจากจับกุ้งแล้วอย่างน้อย 45 วัน
2.นำขี้กุ้ง และดินที่ไม่จับตัว ขาดคุณภาพ ออกจากบ่อ
3.ปรับปรุงคุณภาพดินให้อุดมสมบูรณ์มากขึ้น โดยใช้ปูนขาว หรือ ฮิวมัส
4.กรองน้ำด้วยผ้าดิบก่อนนำเข้าสู่บ่อเลี้ยง โดยน้ำที่จะนำเข้ามาควรจะมาจากบ่อพักน้ำ
5.ใช้สารกำจัดพาหะของไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพ
6.การเลือกลูกกุ้งที่จะลง โดยดูจากความเค็มของน้ำ คือ ถ้าความเค็มน้ำอยู่ที่ 5 - 15 PPT ควรเลี้ยงกุ้งกุลาดำเท่านั้น ถ้าความเค็มน้ำมากกว่า 15 PPT ขึ้นไป จึงจะเหมาะในการเลี้ยงกุ้งขาว
7.ใช้กระบวนการคัดเลือกพันธุ์กุ้ง โดยวิธี วนัชสุนทร, PCR และตรวจเช็คแบคทีเรียเรืองแสง ตลอดจนถึงไวรัสอื่นๆ เท่าที่ห้องแลปในปัจจุบันจะตรวจได้
8.ความหนาแน่นในการลงกุ้ง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของอุปกรณ์ กุ้งกุลาดำ ความหนาแน่นไม่ควรเกิน 50,000 ตัว/ไร่ ส่วนกุ้งขาวไม่ควรเกิน 120,000 ตัว/ไร่
9.ความสำเร็จที่สำคัญของการจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้ง คือ
9.1.การจัดการบุคลากรในฟาร์ม
9.2.การจัดการอาหารกุ้งที่มีประสิทธิภาพ
9.3.การจัดการอุปกรณ์เครื่องให้อากาศที่มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ 2 ส่วน คือ การหมุนเวียนของน้ำ ต้องหมุนเวียนอย่างทั่วถึง และปริมาณออกซิเจนต้องมากกว่า 5 PPM
9.4.การเลี้ยงควรเป็นระบบปิดเท่านั้น และใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นโดยต้องเป็นสารเคมีที่ได้รับอนุญาตจากกรมประมงเท่านั้น
9.5.การจัดการด้านการเงิน
10.เป้าหมายการเลี้ยงจะต้องกำหนดให้ชัดเจน เช่น ขนาดของกุ้งที่ต้องการจับ หรือระยะเวลาในการเลี้ยง ตลอดจนถึงฤดูกาล ซึ่งมีผลต่อการเลี้ยงกุ้งอย่างมาก
11.การจับกุ้งต้องมีวิธีการจับอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ได้กุ้งที่มีสภาพสด 100%
12.จดทะเบียนฟาร์มเลี้ยงกุ้งและ GAP กับกรมประมง ตลอดจนถึงการสมัครเป็นสมาชิกของชมรมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ เพื่อการได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตลอดเวลา

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่า 12 ปัจจัย ของความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งเป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงกุ้งทุกคนควรจะต้องทำโดยไม่เว้นแม้แต่ข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าเป็นกฎเหล็ก และน่าจะใช้ได้ในทุกพื้นที่ ส่วนในรายละเอียดที่จะทำเพิ่มเติมนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่และชนิดของกุ้ง สำหรับในปี 2547 นี้ ขอให้ผู้เลี้ยงกุ้งทุกท่านประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจของตัวเองและความเป็นที่หนึ่งของโลกในการผลิตและส่งออกกุ้งสู่ตลาดโลกของประเทศไทย

9 บทเรียนสู่ความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้ง
โดย : นายเอกพจน์ ยอดพินิจ
รองประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย