ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.
การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำ
โดย : ศ.นพ.ดร.บุญเสริม วิทยชำนาญกุล
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งคืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้ง?
สัตว์เลี้ยงที่เป็นอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู โค หรือแม้แต่ปลา ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ที่มาจากพ่อแม่พันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์มาแล้วทั้งสิ้น ไม่ใช่เป็นพ่อแม่พันธุ์ตามธรรมชาติ คงไม่มีใครนำไก่ป่ามาเลี้ยงให้ออกไข่และฟักเป็นตัว เพื่อเลี้ยงเป็นไก่เนื้อหรือไก่ไข่ไว้ขาย ถ้าจะทำก็คงทำเล่นสนุกๆ ไม่ใช่ทำเป็นอุตสาหกรรม เหตุผลที่ไม่มีใครทำเช่นนั้นเพราะว่าทำยาก และผลที่ได้ไม่แน่นอน ไก่ป่านำมาเลี้ยง ก็ไม่แน่ใจว่าจะออกไข่ได้ เมื่อออกไข่แล้วจะฟักเป็นตัวหรือไม่ อัตรารอดจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุดจะโตเร็วไหม ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมกลัวที่สุดและยอมรับไม่ได้
ดังนั้น การทำสัตว์ป่าให้เป็นสัตว์บ้าน คือเชื่องและเลี้ยงได้ในสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์จัดสรรให้ หรือภาษาวิชาการเรียกว่า domestication ก็เกิดขึ้น คำว่า "เลี้ยง" ได้ มีความหมายว่าสืบพันธุ์ได้ มีลูกมีหลานได้ เพิ่มจำนวนตามที่ต้องการได้ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยังต้องการให้สัตว์ที่เลี้ยงนั้นมีผลผลิตที่ดีกว่าธรรมชาติ นั่นก็คือ โตเร็วขึ้น อัตราการรอดสูงขึ้น และแข็งแรงทนทานต่อโรคมากขึ้น เมื่อมีความต้องการเช่นนั้นแล้ว ก็ต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์ หรือเรียกอย่างวิชาการว่า genetic improvement ทั้ง domestication และ genetic improvement จึงควรจะทำไปควบคู่กัน เพราะว่าทั้งสองกระบวนการต้องใช้เวลาเป็นปีๆ และต้องทำไปได้พร้อมๆ กัน ซึ่งจะช่วยเสริมการสัมฤทธิ์ผลของกันและกันด้วย

ลองหันมาดูอุตสาหกรรมกุ้งของไทย ซึ่งทำรายได้ให้แก่ประเทศปีละประมาณหนึ่งแสนล้านบาท
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่มีเลย! ไม่มีการพัฒนาด้านสายพันธุ์ใดๆ ทั้งสิ้นจนกระทั้งหกเจ็ดปีที่แล้ว แต่ก็เป็นการพัฒนาแบบ "ผู้ใดสนใจก็ทำไป บุคคลในอุตสาหกรรมกุ้งส่วนใหญ่ยังมองอยู่ห่างๆ" ทุกวันนี้ ถ้าเป็นกุ้งกุลาดำ เรายังใช้กุ้งป่าอยู่ เรายังใช้พ่อแม่พันธุ์จากท้องทะเลลึก นำมาตัดตา ให้ออกไข่ และนำลูกกุ้งไปใช้ เลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อ อายุสี่เดือนก็จับขาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? มีเหตุผลอย่างน้อยสองประการที่มองเห็นชัดๆ ประการแรก คือ ก็ใช้พ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติได้อยู่แล้วผลผลิตก็ค่อนข้างแน่นอน จะต้องไปดิ้นรนแสวงหาอะไรอีก ประการที่สองคือ คนไทยส่วนใหญ่ โดยจิตวิญญาณแล้วไม่ใช่นักวิจัย ไม่ใช่เป็นผู้ที่อยากรู้อยากทดลองมากนัก ส่วนน้อย (น้อยมากจริงๆ!) ก็ไม่มีทุนที่จะทำเป็นเรื่องเป็นราวได้ คนส่วนน้อยนี้ก็ได้ทดลองไปตามมีตามเกิดเท่าที่ทุนพอจะมี และก็ได้ผลว่า "พอทำได้ มีลูกกุ้งจากกุ้งที่ domesticated แล้ว หรือเรียกว่าพ่อแม่กุ้งจากบ่อดินผลิตออกมาได้ แต่ผลผลิตยังไม่แน่นอน" พอสรุปออกมาอย่างนั้น อุตสาหกรรมก็เบือนหน้าหนี จะไปโทษนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ เพราะเขาก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด เขาไม่ใช่มูลนิธิ! พอถึงตอนนี้คงต้องหันมาดูว่ามี "มูลนิธิ" อะไรในประเทศไทยสนใจงานพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำหรือไม่ คงจะมีแต่มูลนิธิที่บอกว่าให้เลิกเลี้ยงกุ้งเถิด เพราะการเลี้ยงกุ้งเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม (นั่นเป็นการมองด้านเดียวและเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก) คงต้องหันมาพึ่งรัฐบาล รัฐบาลที่พอมองออกว่าถ้าอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยล่มสลายในทันที จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไรบ้าง
จากการที่ประเทศไทยมีปัญหาในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแล้วไม่โต และทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเลี้ยง ทำให้เกษตรกรไทยหันมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นกุ้งในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ และเป็นกุ้งที่มี domestication และการพัฒนาสายพันธุ์อย่างจริงจังมาเกือบยี่สิบปี ผลปรากฏว่าการเลี้ยงได้ผลแน่นอนกว่า มีผลผลิตมากกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ตัวกุ้งมีขนาดไล่เลี่ยกัน ไม่มีการแตกไซซ์ แม้ว่าจะเลี้ยงให้มีขนาด 30-40 กรัม (25-30 ตัว/กก.) ไม่ได้ ในระยะเวลาเลี้ยงที่เท่ากัน แต่เกษตรกรก็ยังพอใจกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งมีความไม่แน่นอน ด้วยเหตุผลนี้ ผู้อยู่ในแวดวงการเลี้ยงกุ้งหลายท่านจึงหันมาทบทวนความคิดว่ากุ้งกุลาดำก็น่าจะมีอนาคตเหมือนกัน ถ้าได้มีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างจริงจัง มาถึงตอนนี้ ดูคล้ายๆ กับว่าจะสายเกินไป การพัฒนาด้าน domestication ของกุ้งกุลาดำแบบ "อุตสาหกรรมในครัวเรือน" ที่ทำกันมาในประเทศไทยเป็นเวลาหกเจ็ดปีนั้น จะถูกนำไปขยายเพื่อการป้อนลูกกุ้งกุลาดำคุณภาพให้แก่อุตสาหกรรมภายในอีก 2-3 ปี คงไม่สายเกินไป

หลักการของการพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง
รป้องกันความถดถอยทางพันธุกรรม วิธีการพัฒนาสายพันธุ์ของกุ้งกุลาดำจะคล้ายกับของกุ้งขาวแวนนาไม คือ เริ่มต้นด้วยสายพันธุ์ที่หลากหลาย ประมาณ 50 สายพันธุ์ เราเรียกตามภาษาวิชาการว่าเป็นผู้ก่อตั้ง หรือ founders ทำการผสมข้ามสายพันธุ์ หลีกเลี่ยงการผสมภายในสายพันธุ์เดียวกัน เพราะจะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า inbreeding และสภาวะนี้ก็จะทำให้ลูกกุ้งอ่อนแอลง โตช้า อัตรารอดต่ำ เราเรียกสภาวะเช่นนั้นว่าความถดถอยทางพันธุกรรม (inbreeding depression) ถ้าเริ่มต้นที่ 50 สายพันธุ์ ก็จะมีความเป็นไปได้ของการผสมข้ามพันธุ์โดยไม่ให้เกิด inbreeding ได้ เช่น ผสมระหว่างสายพันธุ์ที่ 1 และ 2 ผสมระหว่างสายพันธุ์ที่ 3 และ 4 เรื่อยๆ ไป แล้วก็เริ่มใหม่ด้วยการ ผสมระหว่างสายพันธุ์ที่ 1 และ 3 ระหว่างสายพันธุ์ที่ 1 และ 4 เรื่อยๆ ไป สมมุติว่าในรุ่นที่สอง เรามีลูกของสายพันธุ์ที่ 1 และ 2 เราอาจเรียกว่าสายพันธุ์ 1:2 และอาจมีสายพันธุ์ 3:4 สายพันธุ์ 5:6 สายพันธุ์ 1:3 ต่อไปเรื่อยๆ พอถึงรุ่นที่สาม เราอาจนำสายพันธุ์ 1:2 มาผสมกับสายพันธุ์ 3:5 แต่ไม่ควรนำสายพันธุ์ 1:2 มาผสมกับสายพันธุ์ 1:3 เพราะจะเกิด inbreeding ขึ้นน้อยๆ แล้ว คือ มีดีเอ็นเอของสายพันธุ์ 1 ซ้อนกันอยู่ จะเห็นว่าจากการผสมด้วยความระมัดระวังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะได้สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา ในทุกครั้งที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์ และในที่สุด (อีกประมาณ 100 ปีให้หลัง!) ทุกสายพันธุ์ก็จะมีดีเอ็นเอของ founders สายพันธุ์ละนิด และทุกสายพันธุ์ก็จะเหมือนกันหมด จนไม่มีทางที่จะผสมไม่ให้เกิด inbreeding อีกต่อไปได้ แต่กว่าจะถึงเวลานั้น โลกคงจะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เราอาจจะไม่ต้องมานั่งห่วงเรื่องนี้แล้วก็ได้
การคัดเลือกสายพันธุ์ ที่กล่าวมานั้นก็เป็นการผสมเพื่อหลีกเลี่ยง inbreeding แต่ถ้าทำเช่นนั้นอย่างเดียว ประโยชน์ที่ได้ก็จะน้อย เพราะยังไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ ขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการคัดเลือกสายพันธุ์ ในแต่ละครอบครัวที่เราได้มานี้ บางครอบครัวอัตรารอดต่ำ บางครอบครัวสืบพันธุ์ได้ดี บางครอบครัวสืบพันธุ์ไม่เก่ง บางครอบครัวมี cholesterol ในเนื้อสูง บางครอบครัวมีน้อย คุณลักษณะอย่างนี้ภาษาวิชาการเรียกว่า trait เราจึงต้องเลือกครอบครัวที่มี trait ที่ต้องการ สมมุติว่าเราเลือกครอบครัวที่มี trait โตเร็ว เช่นได้ขนาด 30 ตัวต่อกิโลกรัม ในระยะเวลา 4 เดือน ที่ความหนาแน่นการปล่อย 30 ตัวต่อตารางเมตร เราก็สามารถไปเลือกครอบครัวนั้นมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ แต่ในการปฏิบัติจริงๆ นั้น เราจะใช้วิธีเรียงลำดับความ "เก่ง" ของแต่ละครอบครัว ใน trait นั้นๆ เช่น เราจะเลือกครอบครัวที่มี trait โตเร็ว เราก็จะจัดอันดับการเจริญเติบโตที่เร็ว คือดูจากการเพิ่มน้ำหนักต่อตัวต่อวัน (average daily growth, ADG) ณ ที่ 4 เดือน จากมากไปหาน้อย แล้วก็จดบันทึกไว้ ในขณะเดียวกัน เราอาจจะจัดระดับความเก่งของ trait ที่เกี่ยวกับความแข็งแรง คือ อัตรารอด (survivalrate, SR) ที่อายุ 4 เดือน ไว้ด้วย หลังจากจัดอันดับแล้ว เราอาจจะเห็นว่าสายพันธุ์ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ใน trait โตเร็ว อาจจะอยู่ในอันดับท้ายๆ ใน trait ความแข็งแรงก็ได้ การจัดอันดับนี้ก็จะนำเราไปสู่การผสมข้ามสายพันธุ์ที่เหมาะสม เช่น อาจจะโตเร็วพอประมาณ เช่น ADG 0.35 แต่อัตรารอด 20% เช่นนี้เป็นต้น
ที่กล่าวมานั้นก็เป็นหลักการของการคัดเลือกระหว่างครอบครัว หรือเรียกตามภาษาวิชาการว่า between-family selection (ความจริงนั้น เราไม่ได้คัดเลือก เราเพียงแต่จัดอันดับ "ความเก่ง" ของแต่ละครอบครัวเท่านั้น และเรายังเก็บทุกครอบครัวไว้ใช้งาน) แต่เราจะเห็นว่าในครอบครัวหนึ่งๆ นั้นก็มีความแตกต่างของกุ้งแต่ละตัว เพราะลูกกุ้ง แม้ว่าจะมาจากพ่อแม่เดียวกัน ก็มีส่วนผสมของดีเอ็นเอที่ต่างกันอยู่บ้าง แม้ว่าลูกกุ้งที่เป็นพี่น้องกันจะโตไล่เลี่ยกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ เราจึงสามารถคัดเลือกกุ้งที่โตเร็วออกมาได้ เช่นใน 100 ตัว คัดออกมา 5 ตัว ที่เหลือ ไม่เอา เปอร์เซ็นต์ที่คัดออกมานี้ยิ่งต่ำก็ยิ่งเป็นการคัดที่เข้มข้น คือดีขึ้น แต่ถ้าเข้มข้นเกินไปก็อาจจะเหลือกุ้งไว้เลี้ยงทำพันธุ์ไม่กี่ตัว (ความจริงเราไม่ต้องการจำนวนมากๆ ดังจะอธิบายต่อไป) ยิ่งเปอร์เซ็นต์ต่ำ เราก็เรียกว่ามี selection power สูงการคัดเลือกแบบนี้ ซึ่งเรียกว่า within-family selection ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการคัดเลือกจริงๆ คือ มีการคัดตัวที่ต้องการไว้
การทำเครื่องหมายประจำสายพันธุ์ การคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่ต้องการนั้น แน่นอนต้องทำในโรงเพาะฟัก และต้องเป็นโรงเพาะฟักที่สามารถแยกลูกกุ้งแต่ละสายพันธุ์ไม่ให้ปนกันได้ แยกตั้งแต่ระยะ nauplius ถึงกุ้งขนาด 1 กรัม เหตุผลที่ต้องแยกถึงขนาด 1 กรัม ก็เพื่อให้สามารถฉีดสีพลาสติก ที่เรียกว่า elastorner tag เข้าไปในเนื้อกุ้งได้ การฉีดสีเป็นการแสดงเครื่องหมายประจำสายพันธุ์ สายพันธุ์หนึ่งก็มีหนึ่งสี และอาจจะเพิ่มการจำแนกเครื่องหมายโดยการฉีดด้านซ้ายบ้าง ด้านขวาบ้าง หรือทั้งสองด้าน ซึ่งเพียงสี่สีก็สามารถแยกสายพันธุ์ออกเป็น 50 หรือมากกว่านั้นได้อย่างไม่ลำบากนัก หลังจากฉีดสีแล้ว เราก็สามารถนำมาเลี้ยงรวมกันได้จนโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ สีนี้จะติดตัวกุ้งไปจนกุ้งโตเป็นพ่อแม่พันธุ์โดยไม่อันตรายต่อกุ้งเลย นอกจากการฉีดสีเพื่อแยกสายพันธุ์แล้ว เรายังอาจจะตรวจดีเอ็นเอของสายพันธุ์ได้ โดยการดูลายพิมพ์ดีเอ็นเอที่เรียกว่า microsatellite marking ซึ่งจะช่วยเสริมการแยกสายพันธุ์ในกรณีที่สีที่ฉีดอาจจะมองไม่ชัดหลังจากเลี้ยงกุ้งไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง และนอกจากนั้น การศึกษาดีเอ็นเอนี้ยังอาจนำไปสู่การค้นพบยีนส์ที่ควบคุม trait ที่ต้องการอีกด้วย

ศูนย์กลางการผสมสายพันธุ์คืออะไร?
โรงเพาะฟักและสถานที่เพาะเลี้ยงลูกกุ้งแต่ละสายพันธุ์ ตั้งแต่ nauplius จนถึงพ่อแม่พันธุ์นั้น (ซึ่งต้องใช้เวลาเลี้ยงอย่างน้อยหนึ่งปี) เราเรียกว่าศูนย์กลางการผสมสายพันธุ์ หรือ nucleus breeding center หรือ NBC สถานที่นี้เป็นสถานที่ปลอดโรค หรือที่เรียกว่า biosecure กุ้งทุกตัวที่อยู่ในนี้จะได้รับการตรวจเช็คเชื้อไวรัสและแบคทีเรียต่างๆ หลายชนิด เช่น ไวรัสดวงขาว ไวรัสหัวเหลือง และไวรัสอื่นๆ อีกอย่างน้อย 11 ชนิดรวมกัน กุ้งที่พบว่ามีเชื้อไวรัสจะถูกกำจัดออก บุคลากรที่ทำงานอยู่ใน NBC ก็ต้องได้รับการอบรมให้เกิดจิตสำนึกของการป้องกันโรคกุ้ง ซึ่งนำมาโดยคนหรือสัตว์หรือสถานการณ์บางอย่างที่อาจเอื้อให้เกิดการติดเชื้อได้ ใน NBC นั้นจะประกอบด้วย โรงเพาะฟักที่เน้นหนักในการผสมพันธุ์ คือมีแทงค์สำหรับให้แม่กุ้งมีการเจริญเติบโตของรังไข่ หรือ maturation tanks จำนวนมาก อาคารเลี้ยงลูกกุ้งจนถึงน้ำหนัก 1 กรัม (one-gram growout) อาคารเลี้ยงกุ้ง 1 กรัม จนถึง 100 กรัม หรือมากกว่า (broodstock growout) อาคารเตรียมความพร้อมของแม่กุ้งเพื่อให้แม่กุ้งออกไข่ได้มาก (maturity acclimation) อาคารเพาะเลี้ยงอาหารของลูกกุ้งและแม่กุ้ง (live-feed production) และระบบน้ำ ระบบไฟ ระบบฆ่าเชื้อและป้องกันเชื้อต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ NBC จะไม่มี คือจำนวนกุ้งที่มากเกิดความจำเป็น โดยทฤษฎีแล้ว เราต้องการสายพันธุ์ละหนึ่งคู่ที่สามารถออกไข่ได้เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติควรจะมีมากกว่าหนึ่งคู่ เช่น 10 คู่ ดังนั้น ถ้ามี 50 สายพันธุ์ ก็จะมีกุ้งที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้เพียง 500 คู่เท่านั้น แต่ในการเลี้ยงให้ได้ 500 คู่ ในระยะสุดท้ายนั้น คงต้องเลี้ยงจำนวนมากกว่านั้น คงต้องเลี้ยงจำนวนมากกว่านั้นในระยะที่เป็น nauplius ขึ้นมาเรื่อยๆ จะเลี้ยงเป็นจำนวนเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับอัตรารอดและ selection power ที่เรากำหนดไว้

ศูนย์เพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์คืออะไร?
ถ้าเรามีพ่อแม่กุ้งเพียงไม่กี่ร้อยคู่แล้วเราจะผลิตลูกกุ้งให้เพียงพอแก่ความต้องของประเทศ ซึ่งต้องใช้แม่กุ้งประมาณสี่แสนตัวต่อปีได้อย่างไร? ดังนั้นเราจึงต้องมีอีกสถานที่หนึ่งไว้เพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งโดยเฉพาะ สถานที่นั้นต้องปลอดโรคเช่นกัน คือ เป็น biosecure เช่นกัน เป็นสถานที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ที่เราได้คัดเลือกสายพันธุ์ไว้แล้วว่าเหมาะสม มีเพียงหนึ่งหรือสองสายพันธุ์ แต่เลี้ยงเป็นจำนวนหมื่นหรือแสนตัว พ่อแม่พันธุ์กุ้งเหล่านี้จะถูกส่งไปตามโรงเพาะฟักต่างๆ เพื่อใช้งาน เราเรียกสถานที่ที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งจำนวนมาก แต่ไม่กี่สายพันธุ์นี้ว่า "ศูนย์เพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์ หรือ broodstock multiplication center หรือ BMC" ในสถานที่นี้ ก็จะมี live-feed production และ maturation acclimation สำหรับเตรียมความพร้อมให้แก่พ่อแม่พันธุ์เช่นกัน

ด่านกักกันเชื้อโรคกุ้งคืออะไร?
ในบางครั้ง เราพบว่าบางสายพันธุ์ไม่มีการผสมพันธุ์หรืออัตราการรอดต่ำ และจำเป็นต้องหาสายพันธุ์อื่นมาทดแทน สายพันธุ์ที่นำมา "แซม" เป็นครั้งคราวนี้ อาจจะมาจากสายพันธุ์ธรรมชาติ หรือจากบ่อเลี้ยง แต่การนำกุ้งจากภายนอก ซึ่งอาจจะมีเชื้อไวรัสต่างๆ เข้ามาสู่ NBC นั้นเป็นการเสี่ยงต่อการติดเชื้อใน NBC มีวิธีที่ทำได้คือการสร้างด่านกักกันเชื้อโรคกุ้งไว้ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "quarantine" สถานที่นี้ต้องอยู่นอก NBC และอยู่นอก BMC และแบ่งออกคร่าวๆ เป็นสถานกักกันปฐมภูมิ หรือ primary quarantine และสถานกักกันทุติยภูมิ หรือ secondary quarantine ทั้งสองสถานที่นั้นต่างกัน primary quarantine เป็นที่กักกันพ่อแม่พันธุ์ที่อาจมีเชื้อโรคไว้ประมาณสองเดือน ถ้าปลอดเชื้อแล้ว เราเรียกว่า "สอบผ่าน" primary quarantine หลังจากนั้นก็ต้องไปสอบครั้งที่สอง โดยการตัดตา ให้ออกไข่ ออกลูก (ดังนั้น quarantine นั้นต้องเป็นโรงเพาะฟักด้วย) ถ้าลูกกุ้งปลอดเชื้อ ลูกกุ้งนั้นจึงเรียกว่า "สอบผ่าน" secondary quarantine กล่าวคือให้ "แม่" สอบครั้งแรก ถ้าผ่านได้ ก็ให้ "ลูก" สอบครั้งที่สอง ลูกที่สอบผ่านจึงมีสิทธิ์เข้าสู่ NBC ได้
โดยสรุปจะเห็นว่า การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งนั้นต้องมีสถานที่สามแห่ง คือ ศูนย์ NBC ศูนย์ BMC และศูนย์ quarantine

ต้องเป็นกุ้งสายพันธุ์ที่ปลอดเชื้อและต้านทานโรคอยู่ในตัวเดียวกัน
เกษตรกรอาจจะสงสัยว่ากุ้งที่ปลอดโรค หรือที่เรียกว่า specific pathogen-free หรือ SPF นั้นจะดีหรือไม่ เปรียบเสมือนเด็กที่เนื้อตัวสะอาด ไม่เคยผจญกับเชื้อโรคเลย พอไปเลี้ยงในแหล่งที่สุขอนามัยไม่ดีนัก อาจจะอ่อนแอ ป่วยง่ายนั้นก็จะเป็นความจริง ถ้ากุ้งสายพันธุ์ที่เราคัดเลือกมาเป็นแค่ SPF อย่างเดียว วิธีที่จะให้กุ้ง SPF ซึ่งโตเร็วนั้น ไม่เกิดโรคโดยง่าย ก็ต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนโรคด้วย โดยการทดลองเอาตัวอย่างกุ้งจากสายพันธุ์นั้นมาทดสอบกับเชื้อไวรัสที่เราอยากจะให้กุ้งนั้นต้านทานได้ เช่น เชื้อไวรัสดวงขาว เมื่อทดสอบดู 50 สายพันธุ์แล้ว เราน่าจะเห็นว่าแต่ละสายพันธุ์มีอัตรารอดต่างๆ กันไป เราสามารถที่จะมาจัดอันดับได้เหมือนกับการจัดอันดับการโตเร็วเช่นกัน เช่น อันดับ 1 ก็มีอัตราการตายน้อยที่สุด คือต้านทานโรคได้ดีที่สุด อันดับที่ 50 ก็มีความต้านทานน้อยที่สุด เราเรียกกุ้งที่มีการต้านทานโรคนี้ว่า specific pathogen-resistance หรือ SPR พอจัดอันดับแล้ว เราอาจจะรู้ว่าสายพันธุ์กุ้งที่โตเร็วที่สุด อาจจะไม่ใช่สายพันธุ์กุ้งที่แข็งแรงที่สุดก็ได้ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมออกมาป้อนตลาด นั่นคือสายพันธุ์กุ้งที่ดีนั้นต้องเป็นทั้ง SPF และ SPR อยู่ในตัวเดียวกัน


การพัฒนานั้นเกี่ยวข้องกับการตัดต่อยีนส์หรือไม่?
การทำ domestication และคัดเลือกสายพันธุ์ในกุ้งกุลาดำไม่ใช่เรื่องที่ทำง่ายๆ ดังนั้นลำพังแค่สองอย่างนี้ก็ลำบากแล้ว การจะไปทำถึงตัดต่อยีนส์นั้นยิ่งยากไปอีก และคงเป็นเรื่องที่เอาไว้คุยกันสนุกๆ มากกว่า ถ้าจะทำจริงๆ ก็คงจะทำได้ แม้ว่าจะต้องใช้ทุนและเวลามากขึ้น แต่เหตุผลสำคัญที่ไม่ทำก็คือการสร้างสัตว์หรือพืชสำหรับการบริโภคนั้น หากมีการตัดต่อยีนส์แล้ว ก็จะเสี่ยงต่อการยอมรับของตลาด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสี่ยง เพียงแค่คัดเลือกสายพันธุ์ที่มีอยู่หลากหลายแล้วตามธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ปัจจุบันนี้ การพัฒนาสายพันธุ์ได้ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว?
ด้วยทุนที่จำกัด และด้วยกำลังสนับสนุนที่ไม่เต็มที่ ปัจจุบันเราพอมีการคัดเลือกสายพันธุ์ไปบ้าง และมีสายพันธุ์อยู่ประมาณกว่าสิบสายพันธุ์ ทุกสายพันธุ์มีอัตราการเจริญเติบโตดีพอสมควร คือมี ADG อยู่ระหว่าง 0.20-0.35 กรัมต่อวัน โดยเลี้ยงที่ความหนาแน่นปกติ คือ 30-40 ตัวต่อตารางเมตร กุ้งสายพันธุ์ที่มาจากแม่เดียวกันนี้มีขนาดใกล้เคียงกันมาก คือ ไม่แตกไซซ์เลย ไม่มีปัญหาโตช้าเหมือนลูกกุ้งที่มาจากแม่กุ้งธรรมชาติ ปัญหาใหญ่ของเราคือไม่มีกำลังผลิตเพียงพอต่อความต้องการ อัตราการออกไข่และฟักเป็นตัวยังต่ำ อยู่ที่ 50% แม่กุ้งแต่ละตัวจะให้ nuplius ได้ ประมาณ 300,000 ตัว และเป็นกุ้ง P15 ประมาณ 100,000 ตัว เมื่อลองคำนวณดูแล้ว ถ้าจะให้ลูกกุ้งเพียงพอต่อความต้องการ เราต้องมีกำลังผลิตสูงกว่าปัจจุบัน 50 เท่า!

บทสรุป
การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งคือการผสมสายพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ที่โตเร็ว ต้านทานโรค และมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่อุตสาหกรรมต้องการ การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำในประเทศไทยยังไม่สายเกินไป ถ้าเราไม่พัฒนาก็จะมีชาวต่างชาติมาช่วยพัฒนาให้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะต้องซื้อแม่กุ้งที่มีต้นกำเนิดในประเทศไทยจากต่างประเทศก็ได้

.......ขอขอบคุณสำหรับความรู้ที่ให้จาก เจ้าของผลงาน และ ทีมงาน หนังสือพิมพ์กุ้งไทย ที่ให้ข้อมูล
//////////// เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ///////////ฝ่ายวิชาการ บ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์...........................