ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.
สมาคมกุ้งไทยวอนอย่าตกใจเอดี
ไม่ลงกุ้งอาจพลาดโอกาสงาม (ข้อจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย)

" ย้ำไทยยังมีศักยภาพ

เกรงเอดีเป็นน้ำพึ่งหยดเดียว
นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย ได้เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์กุ้งไทยถึงสถานการณ์กุ้งของประเทศไทยว่า ขณะนี้เรื่องเอดีที่ถูกสหรัฐฯ ฟ้องทุ่มตลาด อาจกลายเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานภาพการเป็นประเทศผู้นำการผลิตและส่งออกกุ้งของโลก เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมากตื่นตระหนก เนื่องจากไม่มั่นใจ และไม่เข้าใจสถานการณ์ ถึงขั้นหยุดเลี้ยงกุ้ง รวมถึงหลายพื้นที่ประสบปัญหาโรคระบาด ซึ่งทั้งหมดนี้ อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยโดยรวม อย่างต่อเนื่อง
โดยในเรื่องนี้ สมาคมกุ้งไทย ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งในส่วนผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการโรงเพาะฟัก รวมถึงผู้ส่งออก ได้ติดตามเรื่องนี้ด้วยความเป็นห่วง จนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา จึงเป็นแกนนำในการเชิญประชุมสมาชิกและผู้เกี่ยวข้อง จากสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย สมาคมกุ้งตะวันออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด และชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดต่างๆ โดยได้รับเกียรติจากนายกสมาคมทั้ง 3 ท่าน และประธานชมรมมาร่วมหารือ เพื่อหาแนวทางการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากการชะงักงันของผลผลิตกุ้งได้
"จากการร่วมแชร์ความคิดในที่ประชุม เราได้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่กลุ่มชาวประมงสหรัฐฯ ฟ้องทุ่มตลาด และสถานการณ์แนวโน้มตลาดกุ้งโลก จากผู้ที่มีความรู้ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จึงอยากจะเรียนให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจข้อมูลที่ตรงกัน ก็คือ อย่างแรก ต่อกรณีเอดีที่ประเทศไทยถูกฟ้องร่วมกับอีก 5 ประเทศ ได้แก่ บราซิล เอกวาดอร์ จีน อินเดีย และเวียดนามนั้น ขอให้มีความเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติในการทำการค้าระหว่างประเทศ เรื่องเอดีนี้เป็นกติกาสากลที่องค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ยอมรับให้ทุกประเทศสมาชิก นำมาเป็นประเด็นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศได้"

สหรัฐฯ เลื่อนพิจารณาภาษีเป็น 22 มิ.ย.
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเองก็ได้มีการฟ้องร้องไต่สวนการทุ่มตลาด ในอุตสาหกรรมเหล็ก และหลอดภาพโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ การต่อสู้แก้ต่างก็ต้องทำกันในด้านข้อมูล แต่อย่าให้เรื่องนี้มามีอิทธิพลทำลายอุตสาหกรรมกุ้ง ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาทของไทยลง อุตสาหกรรมนี้ เป็นอุตสาหกรรมที่ได้มีความเพียรพยายามพัฒนาร่วมกันของหลายๆ ฝ่าย จนเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นภูมิปัญญาของไทยอย่างแท้จริง มากว่า 15 ปี จนปัจจุบันไทยเป็นผู้นำทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิตและการส่งออก
"แน่นอนว่าตลาดส่งออกกุ้งของไทย ไม่ได้มีเฉพาะสหรัฐฯ แต่หากนำเหตุการณ์ฟ้องร้องของสหรัฐฯ มาทำให้ตื่นตระหนก เลิกเลี้ยงกุ้งกันไปหมดแล้ว อุตสาหกรรมที่มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,500,000 คน ก็ย่อมได้รับผลกระทบ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ก็พี่น้องที่เคยร่วมสร้างอุตสาหกรรมนี้มา และเมื่อไม่มีกุ้งส่งออก ตลาดอื่นๆ ก็จะพลอยหายไปด้วย ตรงนี้จึงอยากให้คิดดีๆ อย่าเพิ่งถอดใจกันไปหมด มันก็เป็นแค่สถานการณ์ที่เราจะร่วมกันฝ่าไปเหมือนอุปสรรคที่เราเคยฟันฝ่ากันมาจนถึงวันนี้ เพราะสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นวิกฤต แต่ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน และร่วมมือกันต่อสู้กับปัญหา วิกฤตนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของไทยนะครับ" นายสมศักดิ์กล่าว
ข้อมูลที่ได้รู้มาใหม่นี้ เป็นมุมมองที่ค่อนข้างต่างจากการพูดคุยเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ ทีมงาน "กุ้งไทย" จึงถามถึงความมั่นใจในโอกาสของกุ้งไทยต่อกรณีการฟ้องร้องการทุ่มตลาด จึงได้รับการเปิดเผยจากนายสมศักดิ์ว่าจากการติดตามและประมวลภาพจากผู้รู้หลายๆ ท่าน ซึ่งตามกำหนดผลการพิจารณาอัตราภาษีเบื้องต้นจะออกมาในวันที่ 22 มิถุนายน นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเป็น 8 มิถุนายน แต่เนื่องจากข้อมูลที่บริษัทต่างๆ ยื่นให้กับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ หรือดีโอซี (DOC) มีจำนวนมาก แต่ทุกบริษัทที่ถูกดีโอซีสหรัฐฯ เลือกเป็นตัวแทนในการให้ข้อมูล ตอบคำถามต่างๆ ได้แก่ บมจ.ไทยแลนด์ฟิชเชอรี่ บจก.จันทบุรีซีฟู้ด บจก.ยูเนี่ยนโฟรเซ่น และ บจก.ไทยเอกมัยห้องเย็น ซึ่งทั้ง 4 บริษัทต่างก็มีความพร้อมเต็มที่ทุกบริษัท ซึ่งถือเป็นโชคดีของประเทศไทย ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือผิดพลาด เพราะตลาดที่ 4 บริษัทนี้ส่งไปมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ คือตลาดแคนาดา การเปรียบเทียบราคาขายตลาดแคนาดากับสหรัฐฯ น่าจะส่งผลให้ภาษีหรือ Dumping margin ที่จะเกิดขึ้นอยู่ในอัตราที่ต่ำ อาจจะต่ำกว่าอีก 5 ประเทศ หรือสูงกว่าไม่มากนัก ด้วยภาษีระดับนี้น่าจะเป็นโอกาสของไทย เราไม่ควรกลัวเกินไป

เอดีส่งไทยได้เปรียบ
สำหรับภาวะการตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่ระยะนี้ ไม่ค่อยมีใครกล้าซื้อขายกัน เพราะกลัวเรื่องภาษี เนื่องจากมีโอกาสถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 90 วัน หลายคนจึงยังรอดูท่าทีสถานการณ์เฉยๆ นั้น ได้มีการสรุปสถานการณ์ภาพรวม ว่า "...สหรัฐฯ รู้ตัวเองดีว่าอีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะไม่มีของ คนที่มีสินค้าอยู่ในมือ ต่างก็เก็งตลาด เพื่อดึงราคาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ขึ้นมาพอสมควร อาจจะ 10-20% จากอดีต คาดว่าน่าจะมีสินค้าในตลาดจนถึงช่วงหลังอีสเตอร์ หรือหลังสงกรานต์ ก็ประมาณเดือนพฤษภาคม ผมว่าสินค้าในสหรัฐฯ ก็หมดแล้ว ดังนั้น แนวโน้มของราคาในสหรัฐฯ น่าจะสูงขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม
ที่สำคัญสหรัฐฯ เองโดยปกตินำเข้าจาก 6 ประเทศที่โดนฟ้องเอดี รวมประเทศไทย มีปริมาณรวมกันกว่า 70-75% ของปริมาณนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งหมด ส่วนประเทศที่ไม่โดนฟ้อง ไม่ว่าจะเม็กซิโก อินโดนีเซีย หรือประเทศอื่นๆ ไม่มีปริมาณผลผลิตมากพอที่จะทดแทนปริมาณของทั้ง 6 ประเทศได้ เพราะฉะนั้น ยังไงก็แล้วแต่สหรัฐฯ ก็ต้องซื้อจาก 6 ประเทศนี้แน่ๆ เพียงแต่ตอนนี้อาจจะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องภาษีว่าเป็นเท่าไหร่
และอีกอย่างที่ถือเป็นข้อได้เปรียบข้อใหญ่ของไทยก็คือ ถ้าพูดถึงเรื่องประเทศที่ส่งออกกุ้งต้ม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการบริโภคของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นทุกปี และประเทศไทยประเทศเดียวที่ทำได้ ถ้าประเทศไหนที่คิดจะไปเริ่มต้นอุตสาหกรรมกุ้งต้มใหม่ หรือสร้างห้องเย็นใหม่ รับรองว่าแพงกว่าเรา 10-20% โดยยังไม่รวมภาษีด้วยซ้ำ
อีกประเด็นที่อยากเสริมก็คือ ในส่วนของตลาดญี่ปุ่น เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็มีการเกิดเรื่องของไข้หวัดนกรอบ 2 จากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อต้นปี ซึ่งมีการแจ้งมาว่าการบริโภคไก่ในญี่ปุ่นลดลง และเชื่อว่าน่าจะมีผลให้คนหันมาบริโภคอาหารทะเล รวมทั้งกุ้งมากขึ้น
สรุปสถานการณ์ของตลาดกุ้ง เราค่อนข้างได้เปรียบกว่าคนอื่นมาก ภาษีเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ที่ได้ต่ำสุดคงไม่ต่ำกว่า 20% แน่นอน ดังนั้น เรื่องของ AD เป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจ และไม่มีประโยชน์ที่จะตระหนกจนเลิกเลี้ยงกันไปหมด ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องล่มสลาย ปล่อยให้ประเทศอื่นๆ ที่เสียเปรียบกว่าทั้งในด้านภูมิประเทศ เทคโนโลยีการเลี้ยงการแปรรูป กลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่เราอุตสาห์สร้างและพัฒนามากว่า 15 ปี ไปในที่สุด"
นายสมศักดิ์ ได้ทิ้งท้ายฝากถึงพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกท่านว่า สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมกุ้งไทย และสมาคมชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดต่างๆ จะจัดการสัมมนาเรื่อง "วิกฤตหรือโอกาส สำหรับการส่งออกกุ้งไทย หลังถูกสหรัฐฯ ฟ้องร้องไต่สวนการทุ่มตลาด" ในวันเวลาและพื้นที่ ซึ่งได้ฝากมาประชาสัมพันธ์นี้ เพื่อให้เกษตรกรทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาด และกฎระเบียบต่างๆ ที่ยังไม่ชัดเจน เป็นปัญหาอยู่ในการปฏิบัติ เพื่อให้มีความมั่นใจที่จะลงกุ้งเลี้ยงอีกครั้ง รวมถึงความอยู่รอดของอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

สนับสนุนนำข้อมูลขึ้นเวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com