ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ถกปัญหาคาใจ "นายเจ็บฉันเจ็บ"

เกษตรกรถือโอกาสระบาย เหตุไม่ลงกุ้ง เพราะปัญหารุมเร้าสารพัด แทงคำถามจี้ให้ผู้ส่งออกตอบ ด้านส่งออกแจงหมดไส้ชี้ปัญหาราคา ถ้าขายถูกผมก็ตาย เกษตรกรบ่นเลี้ยงตายขายไม่ได้กำไร สู่อยู่เฉยๆ สบายกว่า
จากการติดตามงานสัมมนาเรื่อง "วิกฤตหรือโอกาส สำหรับการส่งออกกุ้งไทย หลังสหรัฐฯ ฟ้องทุ่มตลาด"
อย่างใกล้ชิดมาอย่างตลอด ทำให้ทีมข่าวได้รวบรวมข้อมูลคำถามของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และทุกคำถาม มีคำตอบจากห้องเย็น ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

อย่าเอาภาษีมากดราคากุ้ง
นายนิธิศ ภัทรกุลชัย นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด ตัวแทนของเกษตรกรเปิดประเด็นคำถามแก่ผู้ส่งออกว่า หลังจากการฟ้องทุ่มตลาดของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ราคาขายกุ้งไทยกับสหรัฐฯ จะมีราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากระบบภาษีที่สูง ซึ่งเกษตรกรหลายท่านกังวลว่า ผู้นำเข้าจะนำอัตราภาษีนี้มากดราคากับเกษตรกรอีกต่อ?
นายอุดม จริยวิลาศกุล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกุ้งไทย ตอบว่า ที่บอกว่าราคากุ้งจะถูกกดราคาเนื่องจากต้องไปเสียภาษี ประเด็นก็คือว่าถ้าห้องเย็นอย่างผมต่อไปนี้ ผมก็ต้องเลือกผู้ซื้อเหมือนกันใครมากดราคาผม ผมก็ไม่ขาย และอีกประเด็นก็คือ ถ้าวันนี้ขบวนการการเสียภาษียังคงใช้อยู่อีก 5 ปี และถ้าผมได้ภาษีต่ำแล้วขายกุ้งราคาถูกอีก ผมก็ตาย ปีหน้าผมโดนภาษีเพิ่มขึ้นแน่ เหมือนกับเป็นการทำโทษตัวเอง ตอนนี้ผมเริ่มเลือกลูกค้าแล้ว และเริ่มทิ้งลูกค้าที่ไม่ดีต่อพวกเรา วันนี้แรงต่อรองกลับมาอยู่ที่เรา เพราะฉะนั้นขอตอบคำถามนี้ว่า ไม่มีผลที่เราจะต้องให้เขาบีบเราอีกแล้ว
ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวเสริมว่า ถ้าจะลดราคา บอกได้เลยว่าอย่าเอาเรื่องภาษีมาอ้าง ผมบอกอย่างนี้ เพราะว่าผู้ส่งออกไม่มีทางที่จะขายให้ถูกกว่าที่เคยขาย เพราะกว่าจะครบ 5 ปี มันจะกระอักเลือดแน่ ตรงนี้ถ้าบอกว่ามันมีต้นทุนเพิ่มก็ว่ากันไป แต่ถ้าบอกว่ามันมีเรื่องภาษีที่เพิ่มขึ้น เรื่องนี้มันไม่เกี่ยว

ราคาจะไหลลงไหม
นายนิธิศ ถามต่อว่า ช่วงต้นปีราคากุ้งขึ้นเนื่องจากห้องเย็นรีบซื้อ รีบส่ง เราทราบกันดี แต่พอหลังเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ราคาก็ลงอีก จากราคากุ้งกุลาดำไซซ์ 60 ตัว/กก. ราคา 200 บาท ตอนนี้ลงมาเหลือ 180 บาท ส่วนกุ้งก้ามกรามไซซ์ 10-12 ตัว/กก. ลงมากิโลกรัมละ 140 กว่าบาท ตรงนี้จึงเป็นคำถามว่าราคาจะไหลลงไปอีกหรือไม่?
นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่น จำกัด ตอบว่า สิ่งที่เกษตรกรห่วงมากที่สุด คือ เรื่องราคา เรื่องการเลี้ยงคิดว่าฝีมือเราไม่แพ้ใคร ราคาที่ท่านถามว่า ทำไมราคากุ้งกุลาดำ 60 ตัว/กก. เคยขึ้นถึง 240 บาท อย่างที่บอก วันนี้ต้องเอาข้อมูลห้องเย็นจะอยู่ติดกับตลาดมากกว่า สิ่งที่มาบอกกับเกษตรกร เราจะได้ไม่หลงทาง ผมกลัวว่าเวลากุ้งกุลาดำมาที คุณก็เฮไปลงกุ้งกุลาดำกันหมด ถึงเวลากุ้งขาวทีก็เฮไปกุ้งขาวกันหมด สุดท้ายมันก็เสียทั้งระบบ ราคาในตลาดตอนนั้นมันเป็นราคาเกินจริงของกุ้งกุลาดำ ภายในเดือนเดียวราคาขึ้น 50 บาท เดือนที่สองขึ้นอีก 50 บาท ภายใน 2 เดือนขึ้นถึง 100 บาท แล้วราคาก็กลับมาหาความเป็นจริง คำถามคือ ต่อไปราคามันจะอยู่ที่ไหน ผมถึงบอกว่าวันนี้เราอาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่าราคามันเป็นอย่างไร จากที่เราใกล้ชิดกับตลาดถ้าเราเลี้ยงดำไซซ์ 70-100 ตัว/กก. อนาคตราคามันไม่ต่างกับกุ้งขาว ผมกล้าฟันธงเลยว่าอนาคตราคากุ้งกุลาดำจะต่างกับราคากุ้งขาว อาจจะเป็น 50-100 บาท ถ้าฟาร์มไหนทำได้ทำเลย ตลาดต้องการกุ้งกุลาดำไซซ์ใหญ่แต่กุ้งขาวคงทำไม่ได้

อยู่เฉยๆ ดีกว่า
ตัวแทนเกษตรกรจาก จ.ฉะเชิงเทรา ท่านหนึ่ง
ถามวิทยากรว่า คนเลี้ยงกุ้งหลายคนตอนนี้หมดเงินที่จะลงกันแล้ว และคิดว่าเกษตรกรที่เคยเลี้ยงกุ้งกว่า 70% หันไปประกอบอาชีพอื่นแทน เกษตรกรหลายท่านต้องการทราบว่ากุ้งที่มหาชัยมีเข้าตลาดไม่มากแต่ทำไมราคาถึงไม่ดีขึ้น ที่คนไม่ลงกุ้งเพราะต้องการทราบราคาจากห้องเย็นว่าเป็นอย่างไร หลายคนมองว่าไม่มีความแน่นอนในอาชีพตรงนี้ ไม่มีหลักประกันเลย ตอนนี้ต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งสูงขึ้น ผมมองว่าเลี้ยงรอดก็ขาดทุน เลี้ยงตายก็ขาดทุน จึงคิดว่าเกษตรกรหลายท่านก็คิดเหมือนผม คือ ขออยู่เฉยๆ จะดีที่สุด? หลังคำถามนี้จบลงเกษตรกรที่เข้าร่วมฟังสัมมนา ต่างปรบมือกันอย่างเกรียวกราว
เมื่อจบคำถาม นายอุดม ตอบว่า การอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรมันจะอยู่ได้นานสักแค่ไหน เพราะการอยู่เฉยๆ นี้นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า ถ้าอยู่เฉยๆ ก็เหมือนการดูถูกปัญญาคน และถ้าชวนคนอื่นอยู่เฉยๆ ด้วยก็เหมือนกับดูถูกปัญญาคนอื่นด้วย ผมค่อนข้างที่จะไม่สบายใจที่พวกเราคิดเช่นนี้ จริงๆ แล้วการจัดสัมมนาแต่ละครั้ง เรานำข้อมูล นำเหตุผลบนพื้นฐานของปัญหามาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราไม่เคยทำนอกเหนือกว่าสิ่งที่เราทำ
เมื่อปีที่แล้ว ณ ห้องประชุมห้องนี้ (รร.วังธารา แอนด์ รีสอร์ท จ.ฉะเชิงเทรา) มีคนบอกว่า "ฟ้าประทานกุ้งขาวมาเพื่อเลี้ยงฝ่าหนาว" หลังจากสัมมนาเสร็จลูกกุ้งขาวแวนนาไม ราคาตัวละ 30 สตางค์ และ ทำไมกุ้งที่ปีที่แล้วบอกว่า เป็นกุ้งฟ้าประทานให้เลี้ยงฝ่าหนาว และมาปีนี้พาพวกเราเจ๊ง ตอบคำถามนี้ไม่ได้ไม่เป็นไร ผมเพียงฝากไว้เท่านั้นเอง ตอนนี้ตัวท่านต้องช่วยตัวเองก่อน เลิกคิดแบบเดิมเสีย หรือจะรอจนกว่าคนอื่นจะมาบังคับให้ท่านเลิกคิดก่อน วันนี้ถ้ามีโอกาสก็เลิกคิดแบบนี้ ถ้าท่านไม่ต้องการเลี้ยงก็ไม่เป็นไร ถ้ายังมีอาชีพอื่นที่ดีกว่านี้ก็เชิญ การเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงแล้วมีตลาด เลี้ยงแล้วขายได้ทุกไซซ์ทุกตัว ปีหนึ่งเลี้ยงได้ 2 ครั้ง มีคนนำเงินสดๆ มาซื้อท่าน ถ้าคิดว่าปลูกข้าวดีกว่า ปลูกมันสำปะหลังดีกว่า เลี้ยงไก่ดีกว่าก็ไม่เป็นไร ทั้งนี้ถ้ามีกุ้งต่ำกว่า 40 ตัน/วัน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเปิดโรงงานไปทำไม ซื้อมาผมก็ขายไม่ได้ ทุกครั้งที่ผมขายกุ้งผมต้องขายอย่างต่ำ 20 ตัน/ครั้ง ในไซซ์เดียวกันงานใครลำบากกว่ากัน วันนี้ตั้งใจนำมุมมองจากคนคนหนึ่งมาบอก เป็นความตั้งใจที่กลั่นกรองกันมาแล้ว เรารู้ดีว่าทุกท่านลำบาก ประเทศชาติก็ลำบาก ดังนั้นเราต้องร่วมมือกัน

รวมเป็นทีมเดียวกัน
นายฤทธิรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า
ผมมองว่าธุรกิจหรืออาชีพต่างๆ ต้องมีช่วงลำบากและช่วงสบาย ผมอยากให้กำลังใจเกษตรกรไม่อยากให้ท้อถอย ผมรู้ว่าปัญหาของเกษตรกรกังวลมากที่สุด ก็คือ เรื่องราคา วันนี้เราต้องการมาชี้ทางออกให้ ทุกวันนี้ตลาดญี่ปุ่นต้องการกุ้งกุลาดำไซซ์ 60-70 ตัว/กก. และเวียดนาม อินโดนีเซียก็ไม่มีสินค้า เพราะเขาเลี้ยงไซซ์ 20-30 ตัว/กก. และถ้าคุณเป็นส่วนน้อยของตลาด ตลาดมันก็ไปของมันเองได้ สุดท้ายสิ่งที่เราต้องดู คือ เรื่องต้นทุนที่ต้องทำให้ต่ำที่สุด และเลี้ยงให้รอด ผมเชื่อว่าเราอยู่ได้ ไม่มีใครไปควบคุมตลาดโลกได้ ไม่มีใครไปบีบคอสหรัฐฯ ไม่มีใครบีบคอญี่ปุ่นได้ วันนี้เราต้องมาดูกันทั้งโลก ไม่ใช่มองเพียงตลาดกลางในประเทศอย่างเดียว เราต้องร่วมมือกัน ไม่มีการแบ่งแยกข้างคุณ ข้างผม ต่อไปนี้ต้องเป็นทีมเดียวกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ปัญหานี้เรามีทางออกและเชื่อว่าเราอยู่ได้ ไม่ใช่ไทยลำบากเพียงประเทศเดียว ประเทศจีน เวียดนาม อินเดียก็ลำบากเหมือนกันหมด ดังนั้นเราต้องก้าวข้ามความลำบากให้ได้ทุกเรื่อง อย่าไปกลัวมาก ผมยืนยันว่าถ้าคุณเลี้ยงรอดโตเร็วคุณเลี้ยงเป็นอาชีพได้ ผมยืนยัน

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster