ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

กุ้งกุลาดำตายเฉียบพลัน?
โดย : น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ

ถาม
1.ฟาร์มในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก เลี้ยงกุ้งกุลาดำถึงอายุ 40 และ 60 วัน พบปัญหาว่า วันแรกเริ่มพบตัวตาย วันที่ 2 พบตายที่พื้นบ่อมากขึ้น วันที่ 3 ตายเกือบหมดบ่อ ตัวกุ้งที่ตายมีอาการของโรคดวงขาว
ปัญหาอยู่ที่ว่า ฟาร์มนี้ไม่เคยเสียหายเพราะโรคดวงขาว แม้เพื่อนรอบฟาร์มเสียกุ้งเพราะดวงขาว ฟาร์มนี้ก็เลี้ยงได้ผลมาตลอด อีกทั้งที่ผ่านมาข้อมูลลักษณะการระบาดของโรคดวงขาวก็ไม่มีของใครรุนแรง และตายเฉียบพลันเช่นนี้ จึงขอให้ช่วยวิเคราะห์ว่า เป็นโรคอะไร

2.ปัจจุบันกุ้งในฟาร์มเลี้ยงจำนวนมาก (บริเวณลุ่มน้ำบางปะกง) เกิดการป่วยเสียหาย ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20 - 40 วัน นักวิชาการและกลุ่มเกษตรกรในท้องถิ่นสรุปขั้นต้นว่า เป็นโรคตายเดือน แต่อาการป่วยเสียหายรุนแรงมากและบางบ่อพบโรคดวงขาวด้วย (ถาม 2 เม.ย. 47)

3.ฟาร์ม GAP (ภาคใต้) เลี้ยงกุ้งแนวชีวภาพและได้ผลดี พบว่าได้เกิดปัญหากุ้งกุลาดำอายุ 150 วัน ไซซ์เฉลี่ย 42 ตัว/กก. ประมาณ 5.5 ตัน ได้เกิดเหตุผิดปกติ กุ้งแห่เข้าเขตเลนลอกคราบและตายจำนวนมากภายใน 2 วัน เสียกุ้งไปกว่า 50% เจ้าของฟาร์มงงมาก เพราะคุณภาพน้ำทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นมีแพลงก์ตอนเรืองแสงบลูมเล็กน้อยเท่านั้น เพราะอะไรกันแน่ ? (ถาม 2 เม.ย. 47)

ตอบ
ระยะ 1 เดือนมานี้ ผมได้รับข้อมูลคำถามในลักษณะนี้บ่อยมาก โดยต่างก็สันนิษฐานว่าเป็นโรคดวงขาวบ้าง ทอร่าบ้าง แบคทีเรียบ้าง แต่ที่แน่ๆ กุ้งที่ปล่อยช่วงเดือนธันวาคม 2546 ถึงต้นเดือนมีนาคม 2547 ตายเรียบหลายบ่อและในหลายเขตเลี้ยง ทั้ง ลุ่มน้ำบางปะกง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะแหล่งเลี้ยงที่ค่อนข้างหมักหมมหรือมีฟาร์มเลี้ยงกุ้งหนาแน่นจะพบรายงานการเสียหายมากเป็นพิเศษ
ถ้าจะให้วิเคราะห์ปัญหา โดยที่ได้รับข้อมูลจำกัดและไม่เห็นกุ้งด้วยตัวเอง คงต้องสุ่มแบบเหวี่ยงแห หรือนำสาเหตุโน้มนำหลักมาสรุปพอเป็นสังเขป คือ
1.ต้นปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ภูมิอากาศไม่เอื้อต่อการเลี้ยงกุ้งเอาเสียเลย คือ ภาวะอากาศแกว่งมากทั้งในภาคกลางและภาคตะวันออก เจอปัญหา ร้อนสลับหนาว ส่วนในภาคใต้เจอปัญหาร้อนสลับฝนที่แถมอากาศเย็นเป็นครั้งคราว ที่สำคัญคือ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเร็วจนกุ้งปรับตัวไม่ทัน จึงเครียดและป่วยได้ง่าย ยิ่งในปีนี้ อากาศหนาวลงมาระลอกแล้วระลอกเล่า แถมมีนกจากเขตหนาวย้ายถิ่นมามากเป็นพิเศษ ย่อมต้องเสี่ยงโรคมากกว่าปกติ (ขนาดสัตว์ปีกยังเกิดโรคไข้หวัดนกตายเป็นแถบๆ เลยครับ)
2.นับจากปี 2546 เป็นต้นมา เกือบทุกแหล่งเลี้ยงอยู่ในภาวะเสี่ยงโรคระบาดอยู่แล้วทั้งในกุ้งดำและกุ้งขาว เมื่อเจอภูมิอากาศแกว่งในปีนี้ จึงทำให้เกิดโรคระบาดต่อเนื่องยาวนานและรุนแรง เช่น ที่ชุมพร และแหล่งน้ำบางปะกง ส่วนในเขตถิ่นอื่นแม้รุนแรงน้อยกว่าแต่โรคก็ระบาดไม่เลิกเช่นกัน ดังนั้นใครเตรียมน้ำพลาด หรือปล่อยกุ้งในช่วงที่แหล่งเลี้ยงอยู่ในภาวะเกิดโรคระบาดด้วยแล้ว ยิ่งเสี่ยงโรคกว่าปกติ ซึ่งเราสามารถหยุดโรคระบาดนี้ได้ โดยการรวมกลุ่มประชาสัมพันธ์ร่วมแก้ไข โดยเฉพาะหน้าร้อนหยุดโรคได้ง่ายอยู่แล้ว
3.ในปี 2546 มีการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ชนิดที่ปล่อยหนาแน่น และเลี้ยงด้วยระบบเปิดโดยถ่ายน้ำกันมากๆ จนเกิดปัญหา เช่น ที่ชุมพรได้เกิดปัญหาแหล่งน้ำหมักหมมจนเกิดโรคระบาดยืดเยื้อ ทั้งโรคทอร่าเดี่ยวและโรคดวงขาวควบทอร่า ส่วนในเขตลุ่มน้ำบางปะกงและภาคกลางซึ่งเจอปัญหาหมักหมมจากสภาวะน้ำหลากปลายปี และมลภาวะจากชุมชนอุตสาหกรรมด้วยอีกทางหนึ่ง จึงทำให้เกิดปัญหารุนแรงกว่าทุกปี
และโปรดอย่าลืมว่า ปีใดที่ไทยผลิตกุ้งได้มากๆ หลังจากนั้นจะเกิดภาวะโรคระบาดตามมาเสมอ ซึ่งในปี 2546 ไทยผลิตกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวรวมกันกว่า 330,000 ตัน (จนราคาตกและผู้เลี้ยงเซ็งกันเป็นแถบๆ) ย่อมจะเสี่ยงโรคของปลายปีเป็นธรรมดา และยิ่งในช่วงปลายปีเราใช้ลูกพันธ์กุ้งขาวด้อยคุณภาพจากแม่บ่อดินกันมาก ย่อมจะมีปัญหามากขึ้นไปอีก
4.และแถมท้าย คือ ปีนี้ขอให้เพื่อนเกษตรกรโปรดคำนึงถึงภาวะอากาศร้อนแล้งเป็นพิเศษด้วย เพราะเราไม่เคยเจอแดดจัดและร้อนแล้งกันมานาน ภาวะแบบนี้ จะทำให้กลุ่มแพลงก์ตอนและคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปเร็ว จะส่งผลให้กุ้งเครียดได้ง่าย และภาวะแดดจัดอากาศร้อน จะส่งผลให้อุณหภูมิน้ำแกว่งและสูงกว่าปกติจนกุ้งปรับตัวไม่ทัน อีกทั้งจะเกิดปัญหาน้ำหมัก แบคทีเรียบลูมจนขาดออกซิเจนได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มวิบริโอ และอื่นๆ ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

แนวทางป้องกันปัญหา
1.ผู้ที่มีกุ้งอยู่ในบ่อ

1.1 โปรดจัดระบบป้องกันโรคให้ดี โดยเฉพาะในบริเวณแหล่งเลี้ยงที่มีกุ้งป่วย อีกทั้ง ถ้าจำเป็นต้องเติมน้ำควรมีระบบพัก บำบัดและตรวจเช็คน้ำในบ่อพักก่อนสูบเติมลงบ่อเลี้ยง เพื่อป้องกันแพลงก์ตอนในบ่อเลี้ยงเปลี่ยนกลุ่มหรือบลูมจนกุ้งปรับตัวไม่ทัน
1.2 ควรเฝ้าระวังเรื่องการให้อาหารให้ดี หากให้อาหารพลาด หรือให้อาหารเกินจนยุ่ยเสียฟรีมากๆ จะส่งผลให้คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงเปลี่ยนแปลงและเสื่อมเร็ว หากพบว่าน้ำเข้มเร็วหรือเริ่มหมักหมม ควรลดหรือหยุดอาหารชั่วคราว จนกว่าสภาพแวดล้อมในบ่อดีขึ้น
2.ผู้ที่เตรียมปล่อยกุ้งลงเลี้ยงรอบใหม่
2.1 ควรเน้นการเตรียมบ่อและเตรียมน้ำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ให้ดินดี น้ำดี ไม่เสี่ยงโรค และมีอาหารธรรมชาติ
2.2 เลือกลูกกุ้งคุณภาพที่ผู้ขายร่วมรับผิดชอบถึงระดับพอจะคุ้มความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง ทั้งในด้านการเจริญเติบโต และการปลอดโรคที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต
2.3 ปล่อยกุ้งพอดีกับเงื่อนไขการผลิตของแต่ละฟาร์ม และหากไม่มั่นใจ ควรปล่อยกุ้งบางไว้ก่อน เพราะกุ้งบาง เสี่ยงน้อย และมีโอกาสทำกำไรได้ง่ายกว่า ทั้งไม่ถูกกุ้งบังคับขาย และสามารถทำไซซ์รอราคาได้ด้วย

สรุป
ในประเด็นโรคระบาดและกุ้งตายต้นปี 2547 นี้ มีโอกาสเกิดได้ เพราะปีก่อนเราลุยผลิตกุ้งไปมากแล้ว แหล่งเลี้ยงย่อมหมักหมมกว่าปกติ เกิดโรคได้ง่าย ประกอบกับปี 2547 ภูมิอากาศแกว่งต้นปีและร้อนจัดกลางปี ย่อมจะต้องปรับตัวหรือปรับเทคนิคการเลี้ยงกันระดับหนึ่ง
ที่สำคัญ คือ ปีนี้เราต้องมีกุ้งสวยๆ ต้นทุนไม่สูง และมากพอ ตรงไซซ์ ตรงใจตลาด เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยยืนหยัดได้ต่อไป ดังนั้นแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ก็เชื่อว่ากลางปีปัญหาโรคไวรัสจะลดลง ถ้ารวมกลุ่มร่วมมือกันดีๆ เชื่อว่า "เราไปได้ครับ" แต่ควรประสานกับภาคการส่งออกให้ลงตัวและต้องมีโครงการพัฒนา

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster