ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ปี'47 กุ้งเวียดนามอาจแซงไทย

"น.สพ.สุรศักดิ์" วิเคราะห์อนาคตกุ้งโลก มั่นใจปี 2547 ตลาดโตกว่าปีที่แล้ว ชี้ประเด็นที่ผ่านมากุ้งมีมากล้นตลาดทำราคาตก มาถึงปีนี้คนเลี้ยงหลายประเทศหยุดลงกุ้งส่งผลราคาขยับตัวขึ้นเป็นวัฎจักรของตลาด สะกิดดูคู่แข่งระวังเวียดนามจะเป็นตัวอันตรายชิงตลาดกุ้ง ยังห่วงคนเลี้ยงหากลงกุ้งขาวแน่นจะเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง

คาดราคากุ้งโลกสูงขึ้น
น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ แกนประสานเครือข่าย คนไทย - กุ้งไทย กล่าวถึงธุรกิจกุ้งในปัจจุบันว่า ในปีนี้การซื้อขายกุ้งทั่วโลกคงจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนภาคการผลิตคาดว่าไม่น่าจะเพิ่มได้ เนื่องจากปีที่ผ่านมากุ้งมีราคาถูกมาก ส่งผลให้ผู้เลี้ยงกุ้งหลายประเทศชะลอหรือลดการเลี้ยงลงบางส่วน แต่กุ้งที่จับจากธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น เพราะยังอยู่ในช่วงแอลนิโญ่ ประกอบกับกุ้งธรรมชาติทั่วโลกน่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันทะเลมีสภาวะสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ กุ้งจึงมีอัตรารอดสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ปลาซึ่งเป็นศัตรูของกุ้งกลับลดลง เพราะมนุษย์จับปลาจากทะเลมากเกินจนทดแทนไม่ทัน
"ถ้าจะให้สรุป คือปริมาณผลผลิตกุ้งโลกในปีนี้จะค่อนข้างทรงตัว แต่เนื่องจากปีที่แล้วกุ้งเลี้ยงผลิตได้มากเกินตลาดรองรับ และแต่ละประเทศก็ส่งสินค้าเข้าขายในสหรัฐฯ กันมาก และยิ่งถูกปัญหาสหรัฐฯ ฟ้องทุ่มตลาดด้วยแล้ว ทั้ง 6 ประเทศที่ถูกฟ้องก็ต่างเร่งส่งเข้าสหรัฐฯ ดังนั้นในปีนี้ราคากุ้งโลกโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าปีที่แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการที่สหรัฐฯ ฟ้องทุ่มตลาดจะทำให้ราคากุ้งนำเข้าสูงขึ้น ส่วนการค้าในตลาดสหรัฐฯ ผู้ส่งออกไม่ควรไปแข่งเรื่องราคาเพื่อขายสินค้า เพราะยิ่งแข่งจะทำให้ราคาต่ำลง อาจจะถูกเพ่งเล็ง และถูกเก็บภาษีตามมาทีหลัง ดังนั้น ผู้ส่งออกต้องแข่งกันที่ตลาดนอกสหรัฐฯ แทน โดยรวมแล้วในปี 2547 นี้ ไทยยังขายกุ้งได้ถ้ามีของเพียงพอ โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำซึ่งมีแนวโน้มว่าไทยจะผลิตได้น้อย แต่ในปี 2548 ตลาดจะเริ่มเปลี่ยน เพราะคู่แข่งเริ่มแปรรูปมาแข่งกับกุ้งไทยมากขึ้นเรื่อยๆ"

กุ้งขาวขายตลาดใน กุ้งดำส่งออก
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์กุ้งไทย โดยส่วนตัวตนมองว่าปีนี้กุ้งไทยคงจะผลิตได้เกิน 300,000 ตัน เป็นกุ้งขาวประมาณ 200,000 ตัน และกุ้งที่ผลิตออกมาส่วนใหญ่จะเป็นกุ้งราคาถูก เพราะถ้าหวังที่จะขายตลาดในประเทศ ต้องตั้งราคาขายปลีกไซซ์ 60 - 90 ตัว อยู่ที่ 120 -100 บาท คนไทยถึงบริโภคได้ ส่วนอีก 60,000 - 70,000 ตัน ที่เหลือน่าจะเป็นกุ้งขาวไซซ์ใหญ่กว่า 60 ตัว เพื่อการส่งออก ส่วนกุ้งกุลาดำแนวโน้มต้องฝากความหวังไว้กับมืออาชีพที่ฝีมือถึงจริงๆ หรือคนรักกุ้งกุลาดำจริงๆ เพราะต้องเลี้ยงแบบปล่อยบาง เลี้ยงให้ได้ไซซ์ใหญ่ ระดับ 40 - 60 ตัว หรือใหญ่กว่า เพื่อส่งออก

ระวัง! เวียดนามแซงหน้า
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ในอนาคตกุ้งไทยจะเป็นอย่างไรในตลาดโลก น.สพ.สุรศักดิ์ ตอบว่า "อนาคตผมคิดว่า ไทยต้องเหนื่อยหน่อยจึงจะครองฐานะกลุ่มผู้นำในตลาดไว้ได้ เพราะระยะ 1 - 2 ปีมานี้ ไทยผลิตกุ้งกุลาดำน้อยลง ซ้ำกุ้งออกมาไม่สวย ไม่ตรงสเป๊กที่ญี่ปุ่นต้องการ จึงทำให้ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา เวียดนามเริ่มเนื้อหอมขึ้น ผู้นำเข้ากุ้งกุลาดำหลายประเทศเริ่มเทความสนใจให้กับเวียดนามเพิ่มตามลำดับ ทั้งญี่ปุ่นก็ดีหรือสหรัฐฯ เองก็เริ่มให้ความสนใจกุ้งกุลาดำเวียดนามมากขึ้น ทำให้ราคากุ้งกุลาดำของเวียดนามในปีที่ผ่านมามีราคาแพงกว่ากุ้งกุลาดำไทย และหากไทยยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป กุ้งกุลาดำเวียดนามจะเทียบชั้นขึ้นเป็นเจ้าตลาดแทนไทย"

กุ้งดำปล่อยบางถึงรอด
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ถ้าให้ตนประเมินสถานการณ์ มองว่าปีนี้เรายังไปได้ แต่ปีต่อๆ ไป ไทยจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ ต้องพัฒนาการเลี้ยงแบบปล่อยบางและใช้สายพันธุ์กุ้งคุณภาพ มีระบบป้องกันโรคที่ดี มีอาหารธรรมชาติช่วยถึงจะอยู่รอด ถามว่าควรปล่อยบางแค่ไหน ตรงนี้ควรจะอยู่ที่ 16,000 - 48,000 ตัว/ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการผลิต ความพร้อม และความเสี่ยง ส่วนกุ้งขาว ถ้าได้สายพันธุ์คุณภาพ คงจะไปได้ เพราะเป็นกุ้งที่เลี้ยงง่าย ต้นทุนต่ำกว่ากุ้งกุลาดำ

ห่วงกุ้งขาวปล่อยแน่น
"ที่ผมห่วงก็คือ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่น และเลี้ยงแบบใช้ระบบเปิดถ่ายน้ำมากๆ เพราะวิธีนี้ทำให้แหล่งเลี้ยงเสื่อมลง เมื่อแหล่งน้ำเสื่อมจะทำให้เกิดปัญหาโรคระบาดได้ง่าย และทำให้เลี้ยงยากทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ หรือพูดง่ายๆ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่นสูงอยู่ตรงไหน หลังจากนั้นสักปีหรือปีครึ่ง กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งดำก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ความเห็นผมจึงอยากขอให้กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาว น่าจะคำนึงถึงแหล่งน้ำและแหล่งเลี้ยงของตัวท่านเองด้วย" นส.พ.สุรศักดิ์ กล่าว

ไม่กลัวเรื่องโรค
ต่อคำถามที่ว่ากลัวปัญหาเรื่องโรคระบาดจะทำความเสียหายแก่ภาคการผลิตหรือไม่ น.สพ.สุรศักดิ์ ตอบว่า โดยส่วนตัวตนไม่ห่วงเรื่องโรคมากนัก เพราะเป็นเรื่องที่ป้องกันแก้ไขกันได้ เพียงแต่ผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องทำความเข้าใจ และต้องร่วมมือกันป้องกันแก้ไข ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเกษตรกรเองว่าให้ความร่วมมือกันมากน้อยเพียงใด ถ้าไม่ร่วมมือกันก็จะเกิดความเสี่ยงในการติดโรคมาก แต่ถ้าพบว่ามีการเสียหายที่เกิดจากโรคมากก็ต้องชะลอการเลี้ยงลง ส่วนพื้นที่ที่เลี้ยงได้ก็คงเลี้ยงกันต่อไป เกษตรกรควรเน้นการเลี้ยงแบบปล่อยบาง แต่ถ้าเลี้ยงแน่น ก็เว้นบ่อทำบ่อพักน้ำไปบางส่วน สำคัญแต่ว่าอย่าเลี้ยงกุ้งแน่นมากๆ แล้วเอาทะเลเป็นบ่อพักน้ำก็แล้วกัน
"ผมอยากให้ดูเวียดนามเป็นตัวอย่าง ผมทราบมาว่าปีนี้รัฐบาลเขาบังคับให้ปล่อยกุ้งกุลาดำ เพียง 5 -10 ตัว/ตร.ม. หรือ 8,000 - 16,000 ตัว/ไร่ และถ้าพัฒนาเต็มที่ก็ไม่เกิน 25 - 30 ตัว/ตร.ม. หรือ 40,000 - 48,000 ตัว/ไร่ ทำให้เขาเลี้ยงรอดได้ ต้นทุนก็ถูกกว่าเรา ทั้งๆ ที่หลายอย่างที่เขาซื้อใส่บ่อกุ้ง เขาซื้อในราคาที่แพงกว่าเราด้วยซ้ำ"

ส่งออกขอ 60,000 ล้าน
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า "ผมเชื่อว่า ปี 2547 - 2548 เราน่าจะยืนแถวการส่งออกอยู่ในระดับ 70,000 ล้านบาทได้ หลังจากนั้นต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์กุ้งโลกในอนาคต ถ้าในอนาคตแอฟริกาขึ้นมาเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตกุ้งรายใหม่อีก จะทำให้เราลำบาก อนาคตขอเพียงให้การส่งออกทรงตัวอยู่ที่ 60,000 ล้านบาทก็พอ"

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster