ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สมดุลของธรรมชาติในบ่อกุ้ง
โดย : ธนพล สามย่านฟาร์ม ระยอง

ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำถ้าไม่มีระบบกลไกในการกำจัดของเสีย จะทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นไปแทบจะไม่ได้เลย แม้แต่ในธรรมชาติซึ่งมวลของน้ำมีปริมาณมหาศาลต่อจำนวนของสิ่งมีชีวิตในน้ำ ก็ยังคงต้องมีระบบกลไกของจุลินทรีย์ที่มาช่วยย่อยทำลายซากพืชซากสัตว์ต่างๆ และทำการแปลงของเสียให้เป็นของดี
ระบบและกลไกในการขจัดของเสียที่เป็นพิษในบ่อกุ้งนั้น ก็เหมือนกับในธรรมชาติทั่วๆ ไปที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนมากทีเดียว ในขั้นแรกของขบวนการนี้ ของเสียที่เป็นสารอินทรีย์จะถูกขับถ่ายจากตัวกุ้งเข้าไปสู่น้ำในบ่อ ของเสียนี้จะเพิ่มปริมาณขึ้นอีกจากการเสื่อมสลายของเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่ จากซากแพลงก์ตอนพืชแพลงก์ตอนสัตว์ จุลินทรีย์ที่ตาย องค์ประกอบของของเสียเหล่านี้ค่อนข้างซับซ้อน ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน โปรตีน ยูเรีย และสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ มีจุลินทรีย์หลายชนิดที่สามารถย่อยสลายสารอินทรีย์เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวมัน และให้แอมโมเนียออกมา จุลินทรีย์พวกนี้ได้แก่จุลินทรีย์พวกเฮทเทโรทรอฟิก (Heterotrophic bacteria) หมายถึงกลุ่มของจุลินทรีย์หลายชนิดซึ่งมีทั้งใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจนที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ให้กลายเป็นแร่ธาตุหรือสารอนินทรีย์ ถ้าจะเปรียบจุลินทรีย์พวกนี้กับจุลินทรีย์ที่ใช้ในบ่อกุ้งทั่วๆ ไป ก็จะได้แก่ จุลินทรีย์ที่เป็นผงทุกยี่ห้อ
ขบวนการนี้เรียกว่ามินเนอร์ไรเซชั่น (Mineralization) แอมโมเนียที่ได้จะถูกเพิ่มจำนวนด้วยแอมโมเนียที่ขับถ่ายออกจากตัวกุ้ง และพวกสัตว์น้ำอื่นๆ โดยตรง แอมโมเนียนี้จะเป็นพิษอย่างมากต่อกุ้ง
ขั้นต่อไปก็คือขบวนการไนตริฟิเคชั่น (Nitrification) ซึ่งแอมโมเนียจะถูกย่อยลดโมเลกุลลงมาเป็นไนไตรท์ แล้วไนไตรท์ก็จะถูกย่อยให้กลายเป็นไนเตรทอีกที จุลินทรีย์กลุ่มที่สามารถใช้สารอนินทรีย์พวกนี้เป็นอาหารเรียกว่า ออโตทรอฟิก (Autotrophic bacteria) ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ที่สำคัญที่สุดมีอยู่สองชนิด ได้แก่ จุลินทรีย์ไนโตรโซโมแนซ (Nitrosomonas bacteria) ซึ่งจะเปลี่ยนแอมโมเนียให้เป็นไนไตรท์ที่มีพิษน้อยกว่าแอมโมเนียมาก และจุลินทรีย์ไนโตรแบคเตอร์ (Nitrobacter bacteria) ที่จะเปลี่ยนไนไตรท์ให้เป็นไนเตรท ซึ่งเกือบจะไม่มีพิษเลย ถ้าปราศจากขบวนการทั้งสองนี้แล้วการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยปกติแล้วจุลินทรีย์ทั้งสองชนิดนี้ไม่สามารถเข้าสปอร์ได้ ดังนั้นในจุลินทรีย์อย่างผงที่ขายกันโดยทั่วไปจึงไม่ควรที่จะจุลินทรีย์ทั้งสองกลุ่มนี้อยู่ แต่ก็มีจุลินทรีย์แบบผงหลายยี่ห้อในท้องตลาดที่โฆษณาว่ามี แต่ถ้าเป็นจุลินทรีย์น้ำนั้นเป็นไปได้ ถึงแม้จะเป็นจุลินทรีย์ชนิดน้ำ ก็จะมีจุดอ่อนอยู่คือมีช่วงอายุในการเก็บเพียงแค่ 6 เดือน
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับไนเตรท ในธรรมชาติทั่วๆ ไปมันดูเสมือนว่าที่ใดก็ตามที่มีสารอาหารอยู่ ที่นั่นก็จะมีพวกแมลงหรือหนอนหรือสัตว์เล็กๆ หรือแม้กระทั่งจุลินทรีย์เข้าไปกินอาหารนั้น มีจุลินทรีย์อยู่หลายจำพวกด้วยกันที่สามารถใช้ไนเตรทให้เป็นประโยชน์ได้ แต่ส่วนมากจะเป็นพวกที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการหายใจ หรือแอนแอโรบิค (Anaerobic) พวกนี้จะอาศัยและเติบโตได้ดีในที่ที่ไม่มีออกซิเจนหรือมีออกซิเจนอยู่น้อย จุลินทรีย์พวกแอนแอโรบิคนี้จะใช้ไนเตรทเป็นอาหารแล้วให้แอมโมเนียซึ่งเป็นพิษออกมา ส่วนใหญ่แล้วบ่อกุ้งที่มีระบบการให้อากาศที่ดี จะมีออกซิเจนอยู่มาก ดังนั้นพวกจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจนที่สามารถย่อยไนเตรทได้จึงมีปริมาณน้อยกว่าจุลินทรีย์ไนโตรโซโมนาสมาก ปริมาณของไนเตรทจึงมีการสะสมเพิ่มปริมาณขึ้นอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ดีภายในบ่อก็ยังมีซอกมีมุมที่ออกซิเจนไปได้ไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงยังคงมีพวกแอนแอโรบิคอาศัยอยู่บ้าง พวกนี้จะกินไนเตรทเป็นอาหารและเปลี่ยนไนเตรทให้เป็นแอมโมเนีย ขบวนการนี้เรียกว่าดิสซิไมเลชั่น (Dissimilation) แต่ก็โชคดีที่โดยปกติแล้วจะมีจุลินทรีย์พวกนี้อยู่น้อยมากในบ่อ ยกเว้นในบ่อที่ปล่อยกุ้งหนาแน่นเกินไปและตีน้ำไม่พอ
ยังมีจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการหายใจอีกชนิดที่สามารถย่อยไนเตรทให้เป็นก๊าซไนโตรเจนและไนตรัสออกไซด์ ขบวนการนี้เรียกว่า (Denitrification) ปกติขบวนการนี้จะเกิดน้อยกว่าขบวนการไนตริฟิเคชั่น (Nitrification) มาก โดยปกติขบวนการไนตริฟิเคชั่น (Nitrification) จะเกิดมากที่สุด ดังนั้นปริมาณไนเตรทจึงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปริมาณไนเตรทในระดับปกติก็ไม่มีอันตราย และการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ทำให้ปริมาณไนเตรทลดลง
ขบวนการดิสซิไมเรชั่น (Dissimilation)จะเป็นตัวอธิบายได้ว่า ทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่การตีน้ำต้องสะดุดหยุดลงเป็นเวลานานๆ ถ้ากุ้งไม่ตายในตอนนั้นเพราะขาดออกซิเจน ก็จะตายในอีกวันหรือสองสามวันให้หลัง โดยเฉพาะในบ่อที่ปล่อยกุ้งหนาแน่น เมื่อขาดอากาศจุลินทรีย์พวกที่ไม่ใช้ออกซิเจนจะเจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่พวกไนโตรโซโมนาส ปริมาณแอมโมเนียที่เป็นพิษจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้กุ้งตายได้ ถ้าการตีน้ำต้องหยุดไปนานๆ พวกไนโตรโซโมนาสก็อาจจะตายไปบ้าง ถึงแม้ว่าจะมีการตีน้ำใหม่ แต่ขบวนการ (Nitrification) ก็ถูกรบกวนไปแล้ว กว่าระบบจะกลับเข้าสู่สมดุลได้ใหม่ก็ต้องใช้เวลา อาจจะหลายวันหรือเป็นอาทิตย์ก็เป็นได้
ประชากรของจุลินทรีย์ในบ่อกุ้ง มีผลต่อคุณภาพน้ำในบ่อโดยเฉพาะในเรื่องของความเข้มข้นของปริมาณไนโตรเจน (แอมโมเนีย ไนไตรท์ ไนเตรท) และการจะเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์สามารถทำได้โดยการเสริมแหล่งคาร์บอน (อาจจะเป็นธัญพืชที่ให้กุ้งกิน หรือจะเป็นกากน้ำตาล) เพิ่มลงในบ่อ ทั้งนี้เรารู้อยู่แล้วว่า จุลินทรีย์จะช่วยบำบัดน้ำ และปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งให้ดีขึ้น และถ้ามีการรวมตัวเป็นตะกอนที่แขวนลอย ตะกอนจุลินทรีย์นั้นก็จะสามารถเป็นอาหารให้กับกุ้งได้
การให้อาหารแก่กุ้ง ก็เท่ากับว่าเป็นการไปเพิ่มโปรตีนหรือไนโตรเจนลงในบ่อ ส่วนที่กุ้งกินและดูดซึมไปใช้ได้ก็จะกลายเป็นเนื้อกุ้ง ส่วนที่กินเหลือและขี้กุ้งที่ขับถ่ายอออกมาก็จะกลายไปเป็นแอมโมเนีย แต่ถ้ามีออกซิเจนมากพอก็จะเปลี่ยนไปเป็นไนไตรท์ แล้วเปลี่ยนไปเป็นไนเตรทอีกทีหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วออกซิเจนจะไม่พอ ก็จะมีแอมโมเนียค้างอยู่ แพลงก์ตอนก็จะมาใช้แอมโมเนียแล้วขยายพันธุ์เพิ่มจำนวน ขบวนการสังเคราะห์แสงก็จะมีมากขึ้น ทำให้พีเอชสูงขึ้น เมื่อพีเอชสูงขึ้นแอมโมเนียก็จะเป็นพิษต่อกุ้งมากขึ้น ถ้าต้องการกำจัดแอมโมเนียก็ต้องปรับสัดส่วนของคาร์บอนกับไนโตรเจนให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม โดยการเติมแหล่งคาร์บอนลงไปในบ่อ (เช่นการเติมปุ๋ยอินทรีย์ รำ แป้งมันหรือน้ำสกัดชีวภาพ) เมื่อเติมคาร์บอนลงไปจุลินทรีย์จะนำคาร์บอนมาเป็นแหล่งพลังงาน แล้วก็จะดึงไนโตรเจน (แอมโมเนีย) ที่อยู่ในน้ำมาเป็นตัวสร้างเซล ดังนั้นถ้าเติมคาร์บอนลงไปเยอะๆ ไนโตรเจน (แอมโมเนีย) ที่อยู่ในน้ำก็จะถูกจุลินทรีย์ดึงมาใช้ ปริมาณแอมโมเนียก็จะลดลง ในขณะเดียวกันจุลินทรีย์ก็จะเพิ่มปริมาณขึ้น
ระบบในบ่อจะกลับไปกลับมา ระหว่างเฮทเทโรทรอฟิก (Heterotrophic) ที่มีจุลินทรีย์เป็นตัวเด่น และออโตทรอฟิก (Autotrophic) ที่มีแพลงก์ตอนเป็นตัวเด่น นี่คือสิ่งที่อธิบายถึงการเข้มของสีน้ำและสีน้ำล้ม และนี่อธิบายได้ว่าพอย่างเข้าเดือนที่ 3-4 สีน้ำจะเข้มและเกิดแอมโมเนีย และเอาไม่ค่อยจะลง แต่ถ้ามีการเติมแป้งมัน กากน้ำตาล (อีเอ็ม) หรือกากส่าเหล้าลงไป แอมโมเนียจึงลดลง
มีข้อน่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือในบ่อที่สามารถควบคุมให้จุลินทรีย์เป็นตัวเด่นอยู่ตลอดเวลานั้นคือเป็นแบบเฮทเทโรทรอฟิก (Heterotrophic) ถึงแม้ว่าระดับของแอมโมเนียจะขึ้นถึง 3.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และไนไตรท์จะขึ้นถึง 8.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกุ้งน้อยมาก
ตอนนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัดส่วนปริมาณคาร์บอนต่อปริมาณไนโตรเจน (C:N ratio) ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวถึงเรื่องของการย่อยสลายที่สัมพันธ์กับปริมาณคาร์บอนและปริมาณไนโตรเจนก่อน ไนโตรเจนนี่เราจะหมายถึงสารประกอบที่มีไนโตรเจนอยู่ด้วยเช่น ในอินทรียวัตถุ อาทิ หญ้า ฟางข้าว กิ่งไม้ใบไม้ พวกนี้จะมีไนโตรเจนประกอบอยู่น้อยมาก ส่วนปุ๋ย โปรตีน ขี้กุ้ง เศษอาหารที่เหลือตกค้างกุ้งกินไม่หมด นี่ถือว่ามีไนโตรเจนประกอบอยู่สูงมาก ดังนั้นในในดินเลนก้นบ่อที่มีขี้กุ้ง เศษอาหารกุ้งที่เหลือตกค้างอยู่จะมีซีเอ็นเรโชต่ำ ส่วนคาร์บอนนั้นก็คือพวกเซลลูโลส กากใย หรือไฟเบอร์ในพืช ในพวกฟางข้าว หญ้า กิ่งไม้ใบไม้ถือว่าไฟเบอร์มากหรือมีคาร์บอนมาก จึงพูดได้ว่ามีซีเอ็นเรโชสูง เพื่อให้มองภาพได้ชัดเจนขึ้นขอเสนอซีเอ็นเรโชเป็นตัวอย่างสักนิด

ค่า C:N ratio
ปุ๋ยหมัก 15 - 20 : 1 ฟางข้าว 80 - 125 : 1 ต้นข้าวโพด 60 : 1
ชานอ้อย 104 - 190 : 1 ฟางข้าวแห้ง 140 : 1 บ่อเลี้ยงกุ้ง < 5 : 1

ซีเอ็นเรโชนี้มีผลต่อการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์อย่างมาก พูดง่ายๆ ก็คือ ซีเอ็นเรโชต้องพอเหมาะจึงจะทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีค่าสูงไปก็ไม่ดี ต่ำไปก็ไม่ดี เช่นในกรณีที่เราจะทำปุ๋ยหมักที่ใช้เศษวัชพืชมาทำปุ๋ย จะเห็นว่าในธรรมชาติกองฟาง กองหญ้านั้น จะย่อยสลายได้ช้ามาก บางทีเป็นปีแล้วยังคงรูปเดิมอยู่เลย แต่ถ้าเราเอามาเพิ่มยูเรียและจุลินทรีย์ก็จะทำให้กองฟาง กองวัชพืชนั้นย่อยสลายลงเป็นปุ๋ยในเวลาไม่กี่เดือน แท้จริงแล้วในธรรมชาติย่อมจะมีจุลินทรีย์อยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำงานได้ ในการทำปุ๋ยหมักนั้นเราใส่ยูเรียซึ่งก็คือไนโตรเจนลงไปทำให้ซีเอ็นเรโชสมดุลขึ้น การย่อยสลายโดยจุลินทรีย์จึงทำได้ดี ปฏิกิริยานี้เป็นเช่นเดียวกับในพื้นบ่อกุ้งซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่กลับกัน คือมีซีเอ็นเรโชต่ำ ในบ่อกุ้งจะมีพวกขี้กุ้งและอาหารที่เหลือตกค้างอยู่ ซึ่งพวกนี้ก็คือโปรตีนหรือไนโตรเจนนั่นเอง สัดส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนในพื้นบ่อกุ้ง ก็จะไม่เหมาะสมต่อการย่อยสลาย ทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ไม่ดี จึงต้องมีการเติมคาร์บอนลงไป สิ่งที่เราจะเติมลงไปก็คือปุ๋ยอินทรีย์ ถ้าการย่อยสลายของของเสียในดินเป็นไปแบบไม่ค่อยจะดีนัก ทำให้ของเสียก็ยังคงสภาพอยู่ในบ่อ แล้วทำให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง
มาวันนี้เรามีข้อสรุปว่า การไถพรวนและตากอย่างเดียวไม่สามารถให้ผลการผลิตที่ดีได้ทุกครั้ง แต่การไถพรวนร่วมกับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักนั้นจะให้ผลผลิตที่ดีมาก การจัดการจะง่ายเรียกได้ว่าเกือบไม่ต้องทำอะไรเลย พีเอชและสีน้ำจะค่อนข้างนิ่งตลอดการเลี้ยง ในช่วงแรกอาหารธรรมชาติจะเกิดขึ้นมากจนเกือบจะไม่ต้องให้อาหารเลยก็ได้ แต่ก็ควรให้บ้างเล็กน้อย (แค่ 1-2 ขีดต่อแสนโดยไม่ต้องเพิ่มสัก 7 วัน หลังจากนั้นให้สังเกตลูกกุ้งเอา) เพื่อหัดให้ลูกกุ้งรู้จักอาหาร และไปช่วยเสริมสร้างสีน้ำ และเป็นอาหารแก่พวกสัตว์หน้าดินบ้าง ตอนนี้ก็ได้มีการจับกุ้งกันไปบ้างแล้ว ปรากฏว่ากุ้งไม่แตกไซซ์ ไม่มีปัญหากุ้งไม่โต กุ้งจะโตดีกว่าที่เคยเป็น อัตรารอดค่อนข้างสูง ความคงทนต่อโรคค่อนข้างดี เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหา แต่ก็มีบ้างก็เป็นบ่อที่ไปพลาดเรื่องการจัดการ การจัดการเรื่องอาหารมีเคล็ดลับอยู่ข้อเดียวคือ มีแต่งดไม่มีลด ถ้ายอเหลืองดเลย การเลี้ยงสัตว์น้ำมีกฎอยู่หนึ่งข้อคือหิวไม่ตาย อิ่มตาย
โดยปกติถ้าการจัดการดี เลนก้นบ่อจะมีอยู่ไม่มากเลย ในปัจจุบันก็เริ่มมีหลายฟาร์มที่จะไม่เอาเลนออก แต่จะใช้วิธีบำบัดแทน เพราะเริ่มเข้าใจกันแล้วว่า เลนไม่ใช่ของไม่ดี เลนเป็นของที่เราเสียสตางค์ซื้อมา การทิ้งไปเฉยๆ นั้นน่าเสียดาย ที่ว่าเลนเป็นสิ่งที่เราเสียเงินซื้อมาก็คือ มันเป็นขี้กุ้ง อาหารที่เหลือตกค้างส่วนหนึ่ง นั่นก็คืออาหารที่เราซื้อมาใส่ลงบ่อให้กุ้งกิน เมื่อเราเข้าใจว่าของเสียและขยะต่างๆ สามารถนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้ เราก็ไม่น่าจะทิ้งเลนออกไป เพราะเราสามารถบำบัดเลนให้กลับมาอยู่ในรูปของปุ๋ย ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร ที่จะกลับมาเป็นอาหารให้กุ้งในบ่อได้ ทำให้เราประหยัดเงินในการซื้ออาหารมาเลี้ยงกุ้ง และเมื่อเรามีจุดเริ่มของห่วงโซ่อาหารในบ่อ อาหารธรรมชาติก็จะเกิดขึ้นได้มาก นอกจากเรื่องการประหยัดเงินซื้ออาหารสำเร็จมาใส่ลงบ่อแล้ว ที่สำคัญอาหารธรรมชาติยังเป็นส่วนที่ช่วยเสริมคุณค่าทางอาหาร ที่อาหารเม็ดไม่มีหรือสูญเสียไปเนื่องจากความร้อนในขบวนการผลิต คุณค่าทางอาหารที่อาหารเม็ดไม่มีนี่แหละจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มภูมิต้านให้แก่ลูกกุ้ง ทำให้ลูกกุ้งแข็งแรง ไม่ติดโรคง่าย
เนื่องจากว่าในขณะนี้ก็เริ่มมีการทยอยลงกุ้งกันแล้ว จึงขอให้วิธีการเตรียมบ่อที่หลายๆ คนทดลองทำดูแล้วได้ผลอย่างดี
1.เรื่องเลนจะฉีดหรือไม่ฉีดก็ได้ ถ้าทำใจไม่ได้ก็ฉีด ตากบ่อให้แห้งแล้วตรวจสอบพีเอชของดินพื้นบ่อ ถ้าพีเอชต่ำกว่า 5.5 ให้ใส่ปูนมาร์ลในอัตรา 500 กก.ต่อไร่ หรือใส่หินฟอสเฟต (0-4-0 หรือ 0-3-0) ในอัตรา 500 กก.ต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่วทั้งบ่อ ถ้าพีเอชของดินประมาณ 5.5 ให้ใส่ปูนมาร์ลในอัตรา 200 กก.ต่อไร่ หรือใส่หินฟอสเฟตในอัตรา 200 กก.ต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่วทั้งบ่อ แล้วทำการไถพรวนพื้นบ่อ เพื่อกลบวัสดุปูนให้คลุกลงไปในดินพื้นบ่อ
2.หว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักในอัตรา 500 กก.ต่อไร่ โดยโรยให้ทั่วทั้งบ่ออย่างสม่ำเสมอ ทำการไถกลบ ไถคราด ไถกลับไปกลับมา เพื่อให้ดินได้รับออกซิเจน ของเสียที่ตกค้างอยู่ในดินจะได้ย่อยสลาย ถ้าต้องการเร่งอัตราการย่อยสลาย ให้นำน้ำชีวภาพหรืออีเอ็มขยายมาละลายน้ำในอัตรา 1:250 สาดให้ทั่วทั้งบ่อ หรือใช้ปุ๋ยปลาหมักที่ปรับพีเอชให้เป็นด่างแล้วราดให้ทั่ว
3.หว่านปุ๋ยเคมีสูตร 18-46-0 หรือสูตร 8-24-24 อัตรา 2-4 กก.ต่อไร่ แล้วนำฟางข้าวมาคลุมดินให้ทั่วทั้งบ่อ
4.สูบน้ำที่เตรียมจากบ่อพักน้ำ โดยผ่านตาข่ายสีฟ้าหลายๆ ชั้น หรือผ้าหลายๆ ชั้น เพื่อกรองไข่ปลาและสัตว์น้ำที่จะติดเข้ามาในบ่อ ไม่ให้หลุดเข้าไปในบ่อ สูบน้ำให้ได้ 10 ซม. ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวริ้นมาวางไข่ ครบอาทิตย์นำน้ำเข้าให้ได้ระดับ 80 ซม. พร้อมทั้งเปิดเครื่องตีน้ำเบาๆ ไว้ 1 อาทิตย์
5.ปล่อยกุ้งในอัตราไม่เกิน 50,000 ตัวต่อไร่
สรุปก็คือดินพื้นบ่อที่มีไนโตรเจนสูง เมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคาร์บอนสูง แล้วเติมจุลินทรีย์ลงไป จะช่วยให้การย่อยสลายสมบูรณ์ขึ้น ของเสียในดินก็จะกลายเป็นของดี

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster