ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งขาวแนวธรรมชาติที่สามร้อยยอด

ตอนนี้กระแสกุ้งขาวมาแรงชนิดที่เรียกได้ว่า ฉุดอย่างไรก็ไม่อยู่แล้ว ดังนั้น นสพ.กุ้งไทย จึงขอนำเสนอเทคนิคการเลี้ยงกุ้งขาวแนวธรรมชาติ ของคุณเดชา บรรลือเดช เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาเป็นแนวทางให้พี่น้องเกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเลี้ยงกุ้งขาวให้ประสบความสำเร็จโดยทั่วกัน
คุณเดชา กล่าวว่า นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราเลี้ยงกุ้งกันมาหลากหลายวิธี เริ่มต้นด้วยการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ คือ หลังจากขุดบ่อเราก็สูบน้ำเข้าแล้วนำลูกกุ้งมาลง ก็สามารถเลี้ยงกุ้งได้ไซซ์ใหญ่ จากนั้นเรามีการปรับเปลี่ยนเทคนิคการเลี้ยงกุ้งมาเป็นแบบพัฒนา มีการลงกุ้งหนาแน่นขึ้น แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็ประสบปัญหาเรื่องโรค ซึ่งเราก็พยายามหาวิธีป้องกันสารพัด ทั้งการตรวจพ่อแม่พันธุ์ ตรวจลูกกุ้ง การป้องกันพาหะ แต่ก็ยังไม่สามารถยับยั้งโรคที่เกิดได้ จนมาถึงปัจจุบันเราก็ยังไม่มีแนวทางการเลี้ยงที่ชัดเจน


"เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงกลับมาทบทวนว่า ตอนที่เราเริ่มเลี้ยงกุ้งใหม่ๆ เราเลี้ยงด้วยแนวทางธรรมชาติ เราก็เลี้ยงกันประสบความสำเร็จ แล้วทำไมเราไม่ย้อนกลับไปเลี้ยงกุ้งแบบในอดีต และพอดีผมได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2537 ท่านได้นำระบบการเลี้ยงโดยใช้จุลินทรีย์มาให้ทดลองเลี้ยง ท่านบอกว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องเชื้อ เรามักพูดถึงแต่เชื้อไวรัสกัน แต่ถ้าพิจารณากันจริงๆ แล้ว เชื้อไวรัสมักจะมาหลังจากที่กุ้งอ่อนแอ สาเหตุที่ทำให้กุ้งอ่อนแอก็คือเชื้อแบคทีเรีย หากเราสามารถคุมเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ทำให้กุ้งอ่อนแอได้ กุ้งก็จะไม่ติดเชื้อไวรัส ซึ่งการใช้จุลินทรีย์ไปเป็นตัวข่มเชื้อ ในรูปของนำตัวดีไปข่มตัวไม่ดี เชื้อที่ไม่ดีก็จะไม่ทำงานจึงไม่สามารถไปสร้างความเสียหายให้กับกุ้งได้"

เลี้ยงสลับบ่อ กุ้งดำ-กุ้งขาว
คุณเดชา กล่าวว่า ปัจจุบันเลี้ยงทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ แต่แยกบ่อเลี้ยงกันอย่างชัดเจน โดยปกติจะเลี้ยงกุ้งทั้ง 2 ชนิดสลับบ่อกัน กล่าวคือ บ่อไหนที่เลี้ยงกุ้งชนิดใดไปแล้ว ก็จะทำการสลับนำกุ้งอีกชนิดหนึ่งมาลงเลี้ยงในรอบต่อไป จะไม่เลี้ยงซ้ำกัน เช่น บ่อที่ 1 ครอปนี้เลี้ยงกุ้งขาว ครอปต่อไปก็จะนำกุ้งกุลาดำมาเลี้ยงแทน เนื่องจากกุ้งขาวเป็นกุ้งที่ใช้แร่ธาตุสูง และเราเลี้ยงในอัตราหนาแน่น กุ้งขาวจะดึงแร่ธาตุจากในน้ำและในดินออกมาใช้เป็นจำนวนมาก ทำให้แร่ธาตุในบ่อลดลง ถ้าเรานำบ่อมาเลี้ยงซ้ำโดยที่เราไม่มีแร่ธาตุที่สมบูรณ์มาให้เขา และไม่มีการปรับปรุงดินให้ดี เมื่อเลี้ยงกุ้งขาวซ้ำในบ่อเดิมเป็นรอบที่ 2 มักจะมีปัญหา
สำหรับการเตรียมบ่อในการเลี้ยงกุ้งขาวกับกุ้งกุลาดำจะไม่แตกต่างกันมาก คือ หลังจากจับกุ้งแล้วถ้าเลนที่พื้นบ่อมีไม่มาก ก็จะตากบ่อแล้วสูบน้ำเข้าบ่อปล่อยกุ้งเลี้ยงได้เลย (โดยปกติจะเลี้ยงติดต่อกัน 2 ครอป จึงจะนำเลนขึ้น 1 ครั้ง แล้วตากบ่อไว้อีก 7-10 วัน จากนั้นสูบน้ำเข้าบ่อ) หลังจากสูบน้ำเข้าบ่อแล้วจะนำน้ำไปตรวจเช็คพีเอชและอัลคาไลน์ เช็คแพลงก์ตอน และนำน้ำไปเลี้ยงเชื้อดูโคโลนีสีเขียว-สีเหลือง ถ้าน้ำไม่มีปัญหาก็จะลงจุลินทรีย์แร่ธาตุ (ผลิตภัณฑ์) 3-5 กก./ไร่ จากนั้นก็นำลูกกุ้งมาปล่อยได้เลย
"มีหลายคนสงสัยว่าทำไมเราไม่เตรียมสัตว์หน้าดิน ตรงนี้เพราะเราเลี้ยงความเค็มต่ำ เราต้องเตรียมบ่อให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ลูกแมลงปอเกิดขึ้นในบ่อ เมื่อใช้เวลาเตรียมบ่อสั้น จะมีสัตว์หน้าดินเช่นหนอนแดงเกิดน้อย ไม่เพียงพอกับกุ้ง หลังจากปล่อยกุ้งไปแค่อาทิตย์เดียวกุ้งก็กินหมดแล้ว พอหมดเราจะสร้างอีกไม่ได้ เพราะเราต้องตีน้ำ ตรงนี้เป็นอุปสรรค ผมจึงมองว่าปัจจุบันมีหนอนแดงแช่เย็นขายตามท้องตลาด เพราะฉะนั้นหลังจากปล่อยกุ้งไปแล้ว เราซื้อหนอนแดงมาให้กุ้งกินวันละมื้อ ตรงนี้จะได้ประโยชน์มากกว่า"

เสริมหนอนแดงวันละมื้อ กุ้งโตเร็ว
คุณเดชา บอกว่า ปัจจุบันปล่อยกุ้งขาวในอัตรา 80,000 - 150,000 ตัว/ไร่ ซึ่งถ้าปล่อยที่ 80,000-100,000 ตัว/ไร่ กุ้งจะโตดี เราจะเลี้ยงแบบสบายๆ แต่ถ้าจะปล่อยที่ 150,000 ตัว/ไร่ เราต้องพิจารณาถึงความพร้อมของเครื่องมือด้วย ถ้ามีสไปรอลช่วยเราก็สามารถปล่อยหนาแน่นที่ 150,000 ตัว/ไร่ ได้ ทั้งนี้หลังจากปล่อยกุ้งแล้วจะให้อาหารวันละ 3 มื้อ (ช่วงท้ายๆ จะเพิ่มเป็น 4 มื้อ) ในช่วงแรกจะให้อาหารเม็ด 2 มื้อ แล้วให้หนอนแดง 1 มื้อ อัตราการให้อาหารเม็ดอยู่ที่ กุ้ง 100,000 ตัว/อาหาร 1 กก./วัน ให้ในอัตรานี้ไป 5-7 วัน จากนั้นจะเพิ่ม 2 ขีด/กุ้ง 100,000 ตัว ไปจนกุ้งอายุ 14 วัน ก็จะลงยอ ส่วนหนอนแดงจะเสริมให้กุ้งกินวันละ 1 มื้อ ให้ติดต่อกันไปประมาณ 15 วัน ในอัตราหนอนแดง 0.5 กก./กุ้ง 1 แสนตัว ซึ่งจากการให้อาหารกุ้งระบบนี้ ปรากฏว่ากุ้งโตเร็ว แข็งแรง ไซซ์เสมอ และสามารถเช็คยอได้เร็วขึ้น

เช็คยอปรับอาหารชนเพดาน
คุณเดชา แนะนำว่า ยอเช็คกุ้งขาวควรมีขนาดใหญ่กว่ายอกุ้งกุลาดำ ปัจจุบันยอเช็คกุ้งขาวของที่ฟาร์มจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 90 ซม. และเป็นยอที่มีขอบต่ำ คือสูงแค่ 1.5 นิ้ว เท่านั้น เพื่อที่จะทำให้กุ้งขาวโฉบอาหารไปกินได้คล่องตัวขึ้น การเช็คยอจะไม่ผิดพลาด แต่ถ้าเป็นยอกุ้งกุลาดำที่มีขอบสูง 2.5-3 นิ้ว กุ้งจะกินอาหารในยอได้ช้า สำหรับอัตราการเช็คยอ ช่วงแรกใช้ 3 กรัม/อาหาร 1 กก. เช็คที่ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นกุ้งกินอาหารในยอหมดก็จะเพิ่มอาหารไปเรื่อยๆ จนชนเพดานกิน คือ กุ้งจะเริ่มกินอาหารเหลือ ก็จะคงที่อาหารไว้ แล้วลดเวลาเช็คยอเหลือ 3 ชั่วโมง เมื่อลดเวลาการเช็คยอลงมากุ้งจะกินอาหารหมด ก็จะเพิ่มอาหารให้อีกเรื่อยๆ จนกุ้งเริ่มกินอาหารเหลืออีก ก็จะลดเวลาเช็คยอลงเหลือ 2 ชั่วโมงครึ่ง และจะยืนที่ 2 ชั่วโมงครึ่งไปตลอดจนจับ
"พอกุ้งมีอายุ 50 วัน ผมจะลดอัตราการเช็คยอลงเหลือ 2 กรัม/อาหาร 1 กก. แล้วใช้อัตรานี้เช็คยอไปตลอด สำหรับการเพิ่มอาหาร จะเพิ่มไม่เยอะ คือถ้าเช็คยอหมดจะเพิ่มแค่ 1 กก./มื้อ หรือถ้ากินดีๆ อาจจะเพิ่มให้แค่ 2 กก. แต่ว่าเวลากุ้งลอกคราบจะต้องถอยอาหารให้เร็ว คือลดลงอย่างน้อย 50% แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปใหม่ นอกจากนี้หลังจากกุ้งมีอายุ 60-70 วันไปแล้ว จะเริ่มสุ่มแหดูกุ้ง เพื่อประเมินอัตรารอด แล้วนำข้อมูลมาประมวลผลหาค่าต่างๆ เช่น ค่าเอดีจี โดยจะสุ่มแหทุกๆ 7 วัน ในช่วงเช้า 8.00-8.30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิยังไม่สูงมาก ทั้งนี้ปัจจุบันเกษตรกรมักไม่ค่อยสุ่มกุ้งกัน ทำให้ไม่รู้อัตราการรอด จึงคำนวณอัตราการให้อาหารไม่ถูกต้อง"

สูตรปลาหมักกล้วยสับปะรด
คุณเดชา กล่าวว่า ในการเลี้ยงจะไม่ค่อยนำวิตามินซีมาคลุกกับอาหารให้กุ้งกิน เพราะมองว่าเวลาให้ไป วิตามินจะหลุดไปกับน้ำโดยเปล่าประโยชน์ ปัจจุบันจึงนำปีกปลาหมึกหรือปลาทะเลบด จำนวน 50 กก. กล้วยสุก 50 กก. สับปะรด 50 กก. อีเอ็ม 5 ลิตร และกากน้ำตาล 100 ลิตร มาหมักรวมกันไว้ในถัง 200 ลิตร ประมาณ 10-15 วัน ก็นำมาคลุกกับอาหารให้กุ้งกินวันละ 2 มื้อ เริ่มให้หลังจากกุ้งกินอาหารเบอร์ 3 ไปแล้ว ให้ไปตลอดจนจับ "ให้จุลินทรีย์ตัวนี้แล้ว จะไม่มีปัญหาเรื่องโรคขี้ขาว นอกจากนี้ในส่วนผสมยังมีผลไม้ต่างๆ จึงช่วยเสริมวิตามินซีทำให้กุ้งแข็งแรง อีกทั้งยังมีปลาหรือปีกปลาหมึกเป็นตัวช่วยเสริมในเรื่องของโปรตีน ทำให้กุ้งโตเร็วขึ้น และยังทำให้อาหารมีกลิ่นหอมดึงดูดให้กุ้งเข้ามากินอาหารมากขึ้นอีกด้วย"
ในระหว่างเลี้ยงคุณเดชาจะตรวจวัดค่าออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้รู้การเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำตลอด ถ้าออกซิเจนเพียงพอ ในช่วง 15 วันแรกหลังจากปล่อยกุ้งไม่ต้องตีน้ำก็ได้ แต่ถ้าวัดออกซิเจนในช่วงเช้ามืด ถ้าต่ำกว่า 4.5 ก็จะเปิดเครื่องตีน้ำเบาๆ นอกจากนี้ ในช่วงเดือนแรกจะเน้นใช้จุลินทรีย์ เพราะมองว่าในช่วงเดือนแรกยังควบคุมอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควร ต้องมีอาหารเหลือแน่นอน ดังนั้นในช่วงเดือนแรกจะใช้จุลินทรีย์อย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นก็จะใช้จุลินทรีย์น้อยลง โดยจะใช้เมื่อคุณภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลง
สำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ในช่วงแรกจะเติมน้ำเข้ามาก่อน อาทิตย์ละ 5 ซม. จนกระทั่งน้ำในบ่อได้ระดับ 1-1.5 เมตร ก็จะหยุดเติม จากนั้นจะเติมน้ำทุกวันโกน โดยก่อนเติมน้ำจะใส่แร่ธาตุรวมลงไปก่อน ในอัตรา1 กก./ไร่ แล้วทำการเติมน้ำในช่วงเย็น วันรุ่งขึ้นเป็นวันพระกุ้งจะลอกคราบพร้อมกันทั้งบ่อ พอกุ้งลอกคราบก็จะมีแร่ธาตุที่ใส่ไว้นำไปสร้างเปลือกให้แข็งเร็วขึ้น เติมน้ำอย่างเดียวไปจนกุ้งมีอายุ 3 เดือน ก็จะเริ่มมีการถ่ายน้ำ โดยปกติจะถ่ายน้ำน้อยมาก บางครั้งตลอดการเลี้ยงจะถ่ายน้ำแค่ 2 ครั้ง เท่านั้น
"หัวใจในการเลี้ยงกุ้งขาว ก็คือ ต้องเน้นในเรื่องของการตีน้ำให้ออกซิเจนเป็นหลัก อีกทั้งแร่ธาตุก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ต้องเสริมแร่ธาตุให้กับกุ้งอย่างสม่ำเสมอ ถ้าทำได้แค่นี้กุ้งจะไม่มีปัญหาอ่อนแอให้เราเห็นเลย นอกจากนี้ ให้เกษตรกรลองย้อนกลับมามองถึงเรื่องการเลี้ยงกุ้งแนวธรรมชาติ นำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงของเรา ผมมองว่าเป็นแนวทางที่ทำให้การเลี้ยงกุ้งของเรายั่งยืน" คุณเดชากล่าว

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster