ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สถานการณ์กุ้งเวียดนาม
เพื่อนผู้น่าทึ่งของเรา
โดย : น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
ในกิจกรรมเฉพาะกิจ "เครือข่าย คนไทย - กุ้งไทย"



ระยะ 2 เดือนมานี้ ผมโชคดีที่เพื่อนอาสาสมัครเดินทางเข้าออกประเทศเวียดนามบ่อย ทั้งไปเที่ยว ไปดูงาน และไปร่วมงานเทศกาลเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งปีนี้เวียดนามจัดงานใหญ่ถึง 2 ครั้ง คือ งานกุ้งอินทรีย์โลก (เน่นกุ้ง) และงานเทศกาลเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (เน้นปลา) เม่อประมวลกับข้อมูลภาคธุรกิจกุ้งที่ไปทำมาค้าขายกับเวียดนามด้วยแล้ว พอจะประเมินสถานการณ์กุ้งของเวียดนามได้ระดับหนึ่ง ซึ่งในส่วนคัวของผมถือว่า เพื่อนเวียดนามของเราสามารถพัฒนาตนเองในหลายๆ ด้านที่ก้าวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกินคาด ทั้ง ด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้นผมจึงขอใช้คำจั่วหัวบทความนี้ว่า "สถานการณ์กุ้งเวียดนาม เพื่อนผู้น่าทึ่งของเรา" ซึ่งคงจะใกล้เคียงข้อเท็จจริงมากที่สุด

สถานการณ์กุ้ง รอบต้นปี 2547
ด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
ดังที่ทราบโดยทั่วไปแล้วว่า รอบต้นปี 2547 นี้ ภูมิอากาศไม่ค่อยเป็นใจ ทั้งหนาวนานและแกว่งเป็นช่วงๆ ทำให้ผลการเลี้ยงกุ้งของเวียดนามไม่ค่อยดี แม้เขาจะปล่อยกุ้งช่วงต้นปีเพียง 20% ของพื้นที่ แต่ก็เกิดโรคดวงขาวระบาดอย่างต่อเนื่องจนเสียหายหรือจับกุ้งก่อนกำหนดถึง 80% จึงทำให้การปล่อยกุ้งรอบแรกชะงักไปบางส่วน แต่ชุดที่ปล่อยเดือน เม.ษ.-พ.ค. ซึ่งเป็นการเลี้ยงรอบหลักของประเทศส่วนใหญ่มาได้ดี คาดว่ามีผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดต่อเนื่องได้
ปัญหาสำคัญสำหรับเขาในตอนนี้ คือ เรื่องลูกพันธุ์กุ้ง

เพราะเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าต้องใช้พ่อแม่พันธุ์จากนอกประเทศเป็นหลัก เกิดปัญหาพ่อแม่พันธุ์บอบช้ำ และต้องใช้ให้คุ้มค่า จึงมีผลให้ลูกกุ้งที่ได้มีคุณภาพแกว่งและค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐาน ปัจจุบันราคาลูกกุ้งกุลาดำของเวียดนามมีหลายระดับราคา ตั้งแต่เกิน 20 สตางค์ (ตรวจผ่านทุกอย่าง คุณภาพเยี่ยม) จนถึงต่ำสุดเพียง 5 สตางค์ แต่โชคดีที่ว่าส่วนใหญ่เขาเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติ ซึ่งสภาพแวดล้อมยังเอื้ออำนวยและปล่อยกุ้งบางมากๆ เพียง 2-10 ตัว/ตารางเมตร จึงทำให่สามารถเลี้ยงกุ้งได้ไซซ์ใหญ่
เมื่อกล่าวถึงผลผลิตกุ้งที่ได้ ต้องยอมรับว่า เพื่ออาสาสมัครของเราถึงกับตกใจ เพราะเขาได้กุ้งไซซ์ใหญ่ ตัวกุ้งสวยมาก สีสันสดใส เมื่อต้มสุกแล้วได้สีแดงเข้มชัดเจน รสหวานแบบธรรมชาติเหมือนกุ้งจับจากทะเลเลยทีเดียว ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะอาสาสมัครท่านได้ไปลองชิมในภัตตาคารของเขามาแล้ว แจ้งว่า กุ้งต้มสุกแกะเนื้อวางเกาะบนผลมะพร้าวอ่อนดูน่ากิน และเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก ซึ่งเขาถือเป็นเมนูเด่นของภัตตาคารทั่วไป
จุดเด่นอีกประการหนึ่ง คือ จากการที่อาสาสมัครได้ร่วมงานสัมมนา "เวียดฟิช" (เทศกาลเพาะเลี้ยงปลา) เมื่อปลายเดือนมิถุนายนนี้ ปรากฏว่า น่าทึ่งมาก 4 วัน คนเต็มตลอด บรรยากาศคึกคักและแสดงออกชัดเจนว่ามีความสนใจอย่างจริงจัง ถึงขนาดชาวต่างชาติที่มาร่วมออกบู๊ทมากมายก็ยังไม่สามารถบริการผู้เยี่ยมชมบู๊ทได้ทัน ซึ่งความจริงจังนี้ต้องยกให้คนเวียดนามเขาละ เพราะได้ทราบข่าวมาหลายงานในทุกกิจกรรมและทุกด้าน จะมีบรรยากาศสนใจและจริงจังอย่างสุดๆ เช่นนี้ทุกครั้ง จนนักการศึกษาอาวุโสท่านหนึ่งของไทยเคยรำพึงกับผมว่า ตั้งแต่ท่านเกิดมายังไม่เคยพบงานประชุมสัมมนาของไทยที่มีบรรยากาศแบบ "เอาจริงเอาจังจริงๆ" เหมือนเวียดนามเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อรายงานถึงตอนนี้คงไม่ต้องขยายความนะครับ
ในงานเวียดฟิชครั้งนี้ อาสาสมัครได้มีโอกาสเยี่ยมชมตลาดกลางปลาและสัตว์ทะเลของเขา ต้องยอมรับว่าใหญ่มาก และรัฐให้ความสำคัญสุดๆ โดยหวังจะให้เป็นแหล่งรายได้ทำเงินเข้าประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำในอนาคตอันใกล้นี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาถึงทุ่มเทในส่วนของกุ้งเต็มที่ ทั้งการผลักดันกุ้งอินทรีย์ การสร้างเสริมภาพลักษณ์ด้านการผลิตและผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนด้านการบริการส่งออกมาตามลำดับ
สำหรับการขยายการผลิตกุ้งที่น่าสนใจของเวียดนามอีกอย่างหนึ่ง คือ รัฐบาลกลางพยายามจัดตั้งกองทุน เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งรายย่อยในลักษณะคอมมูลและส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรวิสาหกิจ สร้างฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาตรฐานขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้น ต่อไปคงจะไม่แปลกใจว่าทำไมการไฟฟ้า การประปา การสื่อสาร เทศบาล หรืออื่นๆ ต่างก็มีฟาร์มเลี้ยงกุ้งขนาดใหญ่ของตนเอง แม้เพียงขณะนี้ผมยังแปลกใจเลยว่า "เขาคิดได้ไง" คงเพราะถ้ารอขยายโดยทุนเอกชนคงจะไม่ทันการณ์กระมัง เพราะระยะนี้เวียดนามค่อนข้างเนื้อหอม และประเทศคู่ค้าคาดว่าต่อไปจะเป็นผู้ผลิตกุ้งกุลาดำรายใหญ่คู่กับดินโดนีเซียและอินเดีย
ส่วนกรณีกุ้งสายพันธุ์อื่น นอกจากมีโครงการเปิดตลาดกุ้งก้ามกรามไปแล้ว

ปัจจุบัน รัฐบาลเวียดนามได้ออกหนังสืออนุญาตให้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมหลายฟาร์มแล้ว โดยถือเป็นโครงการทดลอง หากเขาได้ผลดี อาจจะแปรเปลี่ยนบางส่วนไปเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเพิ่มอีกสายพันธุ์หนึ่งก็ได้ เพราะเขามีพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมากมาย จะปลูกพืชอะไร จะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดไหน เท่าไหร่ รัฐบาลสังคมเวียดนามสามาถวางแผนและสั่งการได้ทั้งนั้น
เป็นอย่างไรบ้างครับ น่าทึ่งไหม ประเทศซึ่งผ่านภาวะสงครามและผ่านความยากลำบากมานาน แม้จะบุกตะลุยพัฒนาประเทศมาไม่มากนัก กลับตั้งฐานได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ผมเชื่อว่าเวียดนามไม่เป็นรองใคร เพราะมีพลังเสริมที่สำคัญ คือ อดีตที่ผ่านมา คนเวียดนามได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปเป็นคู่ค้าให้เกือบทุกสินค้าในเกือบทุกประเทศอยู่แล้ว ผมจึงขอจบด้วยถ้อยคำ "น่าทึ่งจริง เวียดนาม"


เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster