ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ตามไปดูคนเลี้ยงกุ้งขาวระยอง ทำกำไรได้อย่างไร

จากฟาร์ม คุณนิรุตติ เจริญรื่น

ทีมงานได้รับคำแนะนำจากเกษตรกรหลายท่านในพื้นที่ภาคตะวันออกให้ช่วยตามเก็บข้อมูลของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับตัวเมืองแกลง เนื่องจากเป็นเกษตรกรที่มีความใฝ่รู้ในทุกด้านการเลี้ยงกุ้งอยู่เสมอ และสามารถก้าวผ่านการเลี้ยงกุ้งเป็นอย่างดี เมื่อได้ยินเช่นนั้นจะนิ่งเฉยได้อย่างไรทีมงานจึงติดต่อไปยังพนักงานขายของบริษัทฯให้ช่วยติดต่อเกษตรกรรายนั้นเพื่อขอให้ได้เล่าและ
ถ่ายทอดประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งขาวและมุมมองที่มีต่อการเลี้ยงกุ้งขาวปัจจุบัน ให้กับผู้ที่สนใจและเกษตรกรที่ได้อ่านสวัสดีสัตว์น้ำไทยเล่มนี้
เกษตรกรผู้ที่เราพูดถึงและเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรใจดีที่ยินดีเล่าประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งทะเลให้กับเราอย่างเต็มใจท่านนี้ก็คือ คุณนิรุตติ เจริญรื่น หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซีโอซีระยอง ซึ่งมีลักษณะเทคนิคการเลี้ยงกุ้งขาวที่ว่าด้วยพื้นฐานของความไม่ประมาทและพื้นฐานของหลักวิชาการ พี่นิรุตติ บอกกับพวกเราว่าเนื้อหาที่จะสื่อออกไปต่อไปนี้ ขอให้เพื่อนเกษตรกรและท่านผู้อ่านบทความนี้ ถือหรือคิดเสียว่าเป็นการเล่าเรื่องและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเองที่ได้ทำขึ้นในฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวแห่งนี้

ฟาร์มของ คุณนิรุตติ เจริญรื่น ตั้งอยู่ที่ ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีพื้นที่ฟาร์มประมาณ 80 ไร่โดยมีทั้งหมด 12 บ่อ ซึ่งมีบ่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดบ่อ 3.5 ไร่ จำนวน 3 บ่อ และบ่อขนาด 4 ไร่จำนวน 9 บ่อ การเลี้ยงนั้นจะใช้หลักของการจับคู่บ่อ คือแต่ละรุ่นเลี้ยงเพียง 6 บ่อ(บ่อเลี้ยงจริง) อีก6 บ่อจะถือเป็นบ่อพักเปียก ซึ่งจะมีการจับคู่กับบ่อเลี้ยงจริงเพื่อเป็นแหล่งน้ำในการเปลี่ยนถ่ายน้ำระหว่างการเลี้ยงนั้นเอง หลักอีกอย่างของฟาร์มแห่งนี้คือ เมื่อใดที่เลี้ยงกุ้งขาวไปแล้ว ระหว่างเลี้ยงหากประเมินแล้วพบว่าผลผลิตกุ้งในบ่อตอนไหนที่กุ้งในบ่ออยู่ที่สองตันต่อไร่ จะทำการพาเชียล เอากุ้งออกไปประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์
ที่ฟาร์มแห่งนี้เริ่มเลี้ยงกุ้งในปี2543 โดยเริ่มต้นจาก 5 บ่อซึ่งขณะนั้นเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และ เปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาวในปี 2547 ซึ่งในเวลานั้นคนเลี้ยงกุ้งกุลาดำ มีปัญหากับพันธุ์กุ้งกุลาดำที่ไม่มีความแน่นอนในด้านสายพันธุ์และเราควบคุมสายพันธุ์กุ้งกุลาดำไม่ได้ แต่ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งเป็นกุ้งสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยในตอนนั้น เลยจำเป็นต้องไปดูของจริงและไปเรียนรู้การเลี้ยงกุ้งขาวจากคนรู้จักที่เลี้ยงกุ้งขาวอยู่ก่อนแล้วทางภาคใต้ เพราะการเรียนลัดในการเลี้ยงกุ้งขาวที่ดีที่สุดคืออาศัยเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ทำมาก่อนแล้วนำมาประยุกต์ปรับใช้ให้เข้ากับตัวเราได้ อีกทั้งเมื่อจะนำมาใช้เราต้องคิดก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งการเลี้ยงรอบนั้นก็ก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ในมุมมองของพี่ นิรุตติ บอกว่า การเลี้ยงกุ้งขาวประกอบด้วยปัจจัยสำคัญคือ สายพันธุ์ อาหาร การจัดการ ดินฟ้าอากาศ และ ตลาด จาก 5 ปัจจัยนี้ เกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งสามารถควบคุมได้เพียงอย่างเดียวคือ การจัดการ ดังนั้นเราต้องทำการจัดการทุกขั้นตอนในฟาร์มให้ดีที่สุด เท่าที่ทำได้
จุดหลักของการจัดการ คือ การปรับตัวและควบคุมปัจจัย ดิน -น้ำ- ลม- ไฟ อธิบายง่ายๆคือ
ดิน ก็คือดินในบ่อ ดินพื้นบ่อที่เราต้องทำการปรับปรุง บำรุงดูแลทั้งก่อนและหลังการเลี้ยง โดยในฟาร์มกุ้งของที่นี่ ได้มองแล้วว่าค่าพีเอชดินที่เราต้องปรับปรุงให้คือ ดินของเราต้องมีพีเอชดินไม่ต่ำกว่า 7.5-8 หรือทำให้ได้ 8 จึงจะเหมะสม อีกทั้งเรายังต้องสนใจในปริมาณสารอินทรีย์ที่อยู่ในบ่อด้วย โดยเราจะบำบัดจนได้ค่าของสารอินทรีย์ในบ่อเหลือน้อยที่สุด
การที่เราต้องทำให้พีเอชของดินสูงกว่า 7.5 ก็เพราะตรงจุดนี้เวลาเลี้ยงกุ้งน้ำจะเปลี่ยนแปลงน้อย เป็นจุดที่ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกุ้งในบ่อนั้นเอง

น้ำ สำหรับกุ้งขาวบทบาทของน้ำก็มีความสำคัญแต่อาจจะไม่เด่นเท่าดิน ซึ่งเรื่องของน้ำเราจะสนใจที่ความเค็มไม่ควรจะต่ำกว่า 10 พีพีที และไม่ควรเกิน 35 พีพีที เพราะถ้ามากหรือน้อยกว่านี้จะทำให้เราควบคุมแพลงก์ตอนได้ยาก
ส่วนค่าพีเอชน้ำก็น่าจะอยู่ที่ 7.8-8 หากเจอค่าแตกต่างออกไปเช่นพีเอชตอนเช้าต่ำกว่านี้ก็จะปรับแต่งค่าพีเอชให้เพิ่มขึ้นโดยการใส่ปูนขาว สำหรับค่าอื่นๆของน้ำก็สร้างตามเกณฑ์ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งขาวตามหลักวิชาการ เช่นต้องมีค่าอัลคาไลน์ไม่ต่ำกว่า100 พีพีเอ็มเป็นต้น
ลม คือ ออกซิเจน ในการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งผู้เลี้ยงต้องทำให้มีออกซิเจนเพียงพอต่อความต้องการของกุ้งในบ่อตนเอง และต้องคิดคำนึงหาวิธีการที่เหมาะสมในการให้ออกซิเจนในบ่อโดยสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเป็นเงินน้อยที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดสำหรับฟาร์ม เช่นจะเลือกพลังงานแบบไหน ไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ส

ไฟ คือ อุณหภูมิ สภาพอากาศ ถ้าพูดถึงอุณหภูมิเป็นตัวที่ควบคุมยาก แต่คนเลี้ยงต้องรู้ทัน ว่าอุณภูมิต่ำขนาดนี้กุ้งจะกินอาหารลดลง เราต้องลดอาหารให้ทัน อุณภูมิเปลี่ยนแปลงแบบนี้กุ้งจะกินอาหารอย่างไร เช่นถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง 1-2 องศาเซลเซียส คนเราไม่รู้สึกถึงความแตกต่างนี้ แต่กุ้งในบ่อเขารู้สึกได้ ดังนั้นต้องจัดการให้ทันและเหมาะสมตามอุณหภูมิ

การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงกุ้งที่ฟาร์มแห่งนี้ ดินพื้นบ่อเราต้องการปรับปรุงดิน ให้มีค่าพีเอชดินไม่ต่ำกว่า 7.8 ทางฟาร์มจึงมีวิธีการหนึ่งที่เรียกว่า การแกล้งดิน

การแกล้งดิน คือ หลังจากเราไถพรวนดินจนได้ที่แล้ว เราจะนำน้ำมาขังให้ท่วมพื้นบ่อ เพื่อให้จุลินทรีย์หน้าดินได้ย่อยสลายสารอินทรีย์ทำงานได้ดีถ้าพีเอชดินอยู่ที่ประมาณ 7.8-8 แต่ถ้าพีเอชมีค่าน้อยกว่านี้ จุลินทรีย์กลุ่มย่อยสลาย ก็จะถูกสนิมเหล็กควบคุมทำให้จุลินทรีย์ทำงานไม่ได้ แต่ถ้าจุลินทรีย์ทำงานได้มันจะดึงสนิมเหล็กก็จะออกมา ซึ่งเราจะแช่น้ำขังไว้แบบนี้นานประมาณ 7 วัน แล้วเราก็ถ่ายน้ำออก สนิมเหล็กส่วนหนึ่งก็จะถูกถ่ายออกไปพร้อมกับน้ำ เอาดินไปตรวจเช็ค เราอาจต้องแกล้งดินซ้ำประมาณ 2-3 ครั้งจนกว่าดินจะเหมาะสม เมื่อเราแกล้งดินจบ จะเห็นว่าค่าของดินที่เราส่งตรวจมีค่าพีเอชดิน7.8-8 และค่าสารอินทรีย์ในดินก็ต่ำมาก เราก็จะนำน้ำเข้าเต็มบ่อเพื่อเตรียมตัวเลี้ยงกุ้งต่อไป

บ่อที่จับกุ้งไปแล้วจะเปลี่ยน เป็น บ่อพักเปียก (ยังไม่เลี้ยงกุ้งทันที)
หลังจับกุ้งไปแล้ว บ่อนั้นเราจะล้างเลนออกทันที ไม่เกินสองวันหลังจับ(อย่าให้เลนแห้ง) เนื่องจากดร.สุริยา บอกไว้ว่าดินที่มีความชื้น50% จุลินทรีย์ทำงานดีที่สุด เราจะเริ่มไถพรวนด้วยรถไถนา หรือใครจะประยุกต์อุปกรณ์อะไรเพื่อไถพรวนก็ได้ เราจะทำการไถพรวนจนกระทั่ง ดินสีดำเปลี่ยนสีมาเป็นสีเทาออกขาว (อันนี้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคนงานขยันหรือไม่) เช่น เราจะทำการไถบ่อเช้า 1 รอบ จากนั้นพอตกเย็นเราก็พลิกกลับอีก 1 รอบ โดยส่วนใหญ่บ่อของเราทำแบบนี้ประมาณ 5 วันเราก็จะเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจแล้ว จากนั้นก็จะเอารถอัดบด เพื่อให้ดินแน่น แล้วทำการพักเปียก(เอาน้ำเข้าเต็มบ่อ เพื่อเป็นบ่อที่สำรองน้ำไว้ใช้ให้บ่อที่เลี้ยงจริงซึ่งเป็นคู่ของบ่อนี้ต่อไป) ในบ่อพักเปียกนี้ เรามีกิจกรรมที่ทำในบ่อคือ เราก็มีการลากโซ่ในบ่ออยู่เรื่อยๆ มีการให้เครื่องตีน้ำในบ่อนี้หนึ่งตัว และ เราก็ยังเอาลูกกุ้งขาวมาปล่อยประมาณ 50,000 ตัวต่อบ่อ ไม่ได้ให้อาหารกุ้งเลยแต่จะให้ก็ต่อเมื่อกุ้งเริ่มโตและเริ่มฟ้องว่ามันต้องการอาหาร มักจะพบตอนกุ้งที่ปล่อยไปโตได้ไซส์ 100 ตัว/กก สำหรับบ่อพักเปียกก็จะให้อาหารสองมื้อคือเช้า กับ เย็น หลังจากกุ้งฟ้องไปแล้ว

บ่อพักเปียก จะกลายเป็น บ่อเลี้ยงจริง
บ่อที่จะเลี้ยงกุ้งจริงๆ มีการจัดการดังนี้
บ่อที่จะเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งจริงๆคือบ่อที่ผ่านการพักเปียกแล้ว หนึ่งรอบ โดยเราจะเอาน้ำออกจากบ่อพักเปียก(ซึ่งจะได้กุ้งที่เราแอบใส่เข้าไปด้วย) แล้วทำการแกล้งดิน หนึ่งถึงสามครั้ง ซึ่งกินเวลาประมาณ 15 วัน เมื่อแกล้งดินจบ จากนั้นก็จะอัดบดด้วยรถอัดบดแล้วเอาน้ำเข้าเต็มบ่อ(15 วัน) ใช้เวลารวมประมาณ30-45 วัน ปรุงแต่งคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้ง ใส่และจัดว่าเครื่องให้อากาศ จากนั้นทำการฆ่าพาหะ ฆ่าปลา ฆ่าหอย แล้วจึงเริ่มปล่อยลูกกุ้ง

ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ปรับปรุงพีเอชน้ำให้ได้ค่าประมาณ 8 เพื่อที่จะได้ใช้สารกำจัดพาหะ(ไตรคลอฟอน)ซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีที่พีเอชสูง จากนั้นก็จะใช้กากชา(ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำลึก 1 เมตร) จุดประสงค์ของการใช้กากชาก็เพื่อฆ่าปลาและฆ่าหอย แต่เนื่องจากเราไม่รู้ว่าจังหวะที่เราใส่กากชาไปนั้นหอยจะตายหมดหรือไม่ ส่วนปลาเราเห็นแน่ๆว่าตาย จากประสบการณ์แล้วเราก็สามารถลดจำนวนหอยที่รอดจากการใช้กากชาได้บ้าง โดยทางฟาร์มยังมีเทคนิคพิเศษ ในการ ดักหอย เพื่อลดปริมาณหอยในบ่อขณะเลี้ยงกุ้ง

การดักหอย คือ การนำสายพีอีเก่า ที่แต่ก่อนเราเคยใช้กับเครื่องซุปเปอร์ชาร์ท หรือ ถ้าไม่ใช้สายพีอี เราก็อาจประยุกต์ใช้อวนเก่าๆ หรือ สายเชือกก็ได้ นำไปขึงในน้ำรอบบ่อโดยยึดกับหลักไว้ ให้สายพีอีอยู่ต่ำกว่าระดับผิวน้ำ 50 เซนติเมตร โดยระจะขึงประมาณสิบเส้น ก่อนที่จะปล่อยกุ้ง เมื่อเลี้ยงกุ้งไปได้ประมาณ 30-45 วันก็จะสามารถพบว่ามีลูกหอยขนาดเล็กมาเกาะสายพีอีที่ขึงเป็นจำนวนมาก เราก็เอาหอยออกโดยเอาสายพีอีขึ้น การทำเช่นนี้จะเป็นการนำหอยออกจากบ่อ และอาจมีหอยที่หลงเหลือจากการทำเช่นนี้ไม่มากในบ่อ และจากประสบการณ์เช่นกัน ทางฟาร์มพบว่าบ่อไหนที่เรามีหอยเกิดขึ้นบ้างนิดหน่อย กุ้งในบ่อจะโตดี ส่วนบ่อที่เรากำจัดหอยด้วยกากชาตรงจังหวะ อย่างได้ผลไม่มีหอยรอดตายออกมาให้เห็นเลย เราพบว่ากุ้งในบ่อนั้นจะโตช้ากว่า
นอกจากนี้ตอนเตรียมบ่อมีการจัดการกับเครื่องให้อากาศในบ่อดังนี้
เปิดเครื่องให้อากาศก่อนใส่ยาฆ่าพาหะ ประมาณ 40% (24 ชั่วโมง)
พอเราใส่กากชาเพื่อฆ่าปลาและฆ่าหอย เราจะเปิดเครื่องให้อากาศ 80% จนกว่าฟองกากชาจะหมดแล้วถึงจะลดเหลือการเปิดเครื่องให้อากาศเพียง 40% ส่วนก่อนปล่อยลูกกุ้งหนึ่งวันเราจะเปิด 100%
การซื้อลูกกุ้ง ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะทางฟาร์มใช้หลักของความเชื่อใจกัน ซึ่งพี่นิรุตติบอกอีกว่าฟังได้แต่อย่าเอาแบบตามเนื่องจากเกษตรกรควรไปดูเอง ติดต่อลูกกุ้งเองดีที่สุด
ลูกกุ้งที่ลงบ่อจะเป็นกุ้งประมาณพี 12 อัตราปล่อยลูกกุ้งขาวคือ 1.5 แสนตัวต่อไร่
การปล่อยลูกกุ้งจะปล่อยแบบปล่อยถัง(ถังน๊อค) โดยจะนัดปล่อยลูกกุ้งตอนเย็น

ต้องเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อม มีถังขนาด 500 ลิตร หนึ่งใบต่อลูกกุ้ง 150,000 ตัว เครื่องให้อากาศผ่านหัวทรายลงน้ำในถัง ถังละ 2-3 หัว ควรลองเอาน้ำเติมแล้วดูว่ามีฟองอากาศออกที่หัวทรายดีหรือไม่ เราใช้ถังออกซิเจนเปิดผ่านหัวทรายลงน้ำเลย
เมื่อลูกกุ้งมาถึงให้นำลูกกุ้งลอยในบ่อ เพื่อปรับอุณหภูมิก่อน 20 -30นาที
จากนั้นก็ใช้มีดกรีดถุงปล่อยลูกกุ้งและน้ำในถุงลงในถังเลย ในถังมีน้ำในบ่อที่ใส่ไว้แล้วประมาณ 2 เซนติเมตร ลูกกุ้งจะมีน้ำขลุกขลิกอยู่ก็สองสามถุงแรกเท่านั้น หลังจากที่ปล่อยลูกกุ้งลงถังแล้วก็ให้ใส่หัวทรายให้อากาศหรือออกซิเจน แล้วค่อย ๆ นำน้ำในบ่อเติมไปในถังอย่างช้า ๆ เพื่อปรับสภาพให้ลูกกุ้งคุ้นเคยกับน้ำในบ่อ ซึ่งจะใช้เวลาในการเติมน้ำจนเต็มถังหรือการปรับสภาพนี้ประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ในช่วงนี้ถ้ามีอาร์ทีเมีย ก็ใส่ให้ลูกกุ้งกินได้เลย หลังจากที่ปรับสภาพดีแล้วก็ให้ใช้สายยางขนาด 1- 2 นิ้วทำกาลักน้ำปล่อยลูกกุ้งลงบ่อได้ หรือบางท่านอาจจะใช้เทคนิคคัดเอากุ้งที่อ่อนแอออกโดยหลังจากปรับสภาพแล้วให้หยุดการให้อากาศสักครู่แล้ววนน้ำในถัง ทิ้งระยะไว้สักครู่แล้วใช้สายยางดูดเอาลูกกุ้งที่อ่อนแอซึ่งกองอยู่ตรงกลางออกมาใส่ในกะละมัง ส่วนลูกกุ้งที่อยู่ในถังก็ทำการปล่อยลงบ่อได้ ส่วนที่อยู่ในกะละมังก็นำมาทำแบบเดิมซ้ำอีกครั้งหรือสองครั้ง หรือจนกว่าจะเห็นว่าลูกกุ้งที่กองอยู่ตรงกลางไม่ว่ายออกมารอบ ๆ ให้ทิ้งลูกกุ้งส่วนนั้นไป แต่ก็ควรจะประเมินจำนวนลูกกุ้งที่มีปัญหา จะได้รู้อัตราการปล่อยที่แท้จริง ที่ชอบในวิธีการปล่อยแบบนี้เพราะทำแล้วได้ลูกกุ้งที่มีอัตรารอดสูง85%

การให้อาหาร
ปล่อยกุ้งวันแรก ไม่ได้ให้อาหาร แต่ก่อนปล่อยกุ้งลงบ่อนั้น ทางฟาร์มจะหว่านรำต้มสาดทั่วบ่อก่อนปล่อยกุ้ง
ในวันที่สอง ลูกกุ้งจะได้กินอาหารเป็นปลาต้มผสมกับรำต้ม ในอัตรา 1:1 ซึ่งจะให้ 2 กิโลกรัมต่อมื้อ ให้วันละ 3 มื้อ (7.00 น. , 12.00 น. , 17.00น.) เราจะสังเกตว่ากุ้งในบ่อเริ่มเวียนหรือฟ้องเราเมื่อไหร่ว่าอาหารธรรมชาติในบ่อไม่พอ เราก็จะเริ่มให้อาหารสำเร็จรูปกับกุ้งทันที เมื่อกุ้งรับอาหารสำเร็จรูปได้ก็จะเป็นการให้มื้ออาหารเป็น 4 มื้อทันที คือ 7.00น., 11.00น., 15.00น.และ 19.00น. และ จะยึดถือการให้อาหารกุ้งและปรับยอในช่วงอายุ ตั้งแต่18-25วันแล้วแต่ฤดูกาลและจำนวนกุ้ง โดยจะเริ่มวางยอในบ่อตอนกุ้งได้อายุ 12-15 วัน
ในการให้อาหารที่นี้จะกำหนดให้คนเลี้ยงต้องพายเรือหว่านอาหารและต้องมีอาหารสำหรับเดินหว่านรอบบ่อด้วย
นั้นคือ คนเลี้ยงต้องทั้งพายเรือหว่านและต้องเดินหว่านอาหารรอบด้วยทุกมื้อ
ทางฟาร์มจะใช้สูตรในการเช็คยอดังนี้คือ
ถ้ากุ้งยังมีขนาดไม่ถึง 100 ตัว/กก จะใช้สูตร 2-3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เช็คที่ 2.5 ชั่วโมง
ถ้ากุ้งมีขนาด 100-60 ตัว/กก จะใช้สูตร 3-4 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เช็คที่ 2 ชั่วโมง
ถ้ากุ้งมีขนาด 60 ตัว/กกลงไป จะใช้สูตร 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เช็คที่ 1.5 ชั่วโมง

ตลอดการเลี้ยงกุ้งขาวทางฟาร์มจะจดบันทึกข้อมูลและทำการสุ่มขนาดกุ้งโดยเริ่มสุ่มกุ้งครั้งแรกที่อายุ 50วัน และจะทำการประเมินการเจริญเติบโต จำนวนกุ้ง ขีดความสามารถในการกินอาหารของกุ้ง โดยทางฟาร์มมีค่ามาตรฐานของขนาดกุ้งที่ต้องการในใจคือ
อายุกุ้ง(วัน) ขนาดกุ้ง(จำนวนต้ว/กก)
50วันได้ขนาด154 ตัว
60 วันได้ขนาด120 ตัว
65 วันได้ขนาด109 ตัว
70วันได้ขนาด 99 ตัว
75 วันได้ขนาด91 ตัว
80วันได้ขนาด 84 ตัว
85วันได้ขนาด 78 ตัว
90วันได้ขนาด 73 ตัว
95วันได้ขนาด 68 ตัว
100วันได้ขนาด 65 ตัว
105 วันได้ขนาด61 ตัว
110วันได้ขนาด 58 ตัว
115วันได้ขนาด 55 ตัว
120วันได้ขนาด 52 ตัว
125วันได้ขนาด 50 ตัว
130วันได้ขนาด 48ตัว
135วันได้ขนาด 46 ตัว
140 วันได้ขนาด44ตัว
145วันได้ขนาด 42 ตัว
150วันได้ขนาด 41 ตัว
หมายเหตุ มาตรฐานค่ากลางนี้ได้มาจากการประมวลข้อมูลย้อนหลังของฟาร์มเอง ข้อมูลจากเพื่อนร่วมอาชีพเลี้ยงกุ้งและ ข้อมูลของบริษัทฯ
การหว่านอาหาร(พายเรือและเดินหว่าน)
โดยจะให้คนดูแลบ่อกุ้งพายเรือหว่านอาหารรอบบ่อ และ หลังจากนั้นต้องแบ่งอาหารให้เหลือพอเดินหว่านอีกรอบ แล้ววางยอ ที่ต้องระบุเช่นนี้เพื่อให้คนดูแลได้มีโอกาสสังเกตสิ่งผิดปกติรอบบ่อขณะเดินหว่านอาหาร
อาหารกุ้งแต่ละวัน จะมีการผสมสาหร่ายสไปรูไลน่า แคลเซียม และดีเกลือในอาหารอย่างน้อยหนึ่งมื้อต่อวัน

อาหารกุ้งที่ใช้ เริ่มให้อาหารเบอร์2 ถึงเบอร์3 เป็นอาหารกุ้งสูตรกุลาดำ ส่วนอาหารเบอร์4 เป็นอาหารสูตรกุ้งขาว และ อาหารเบอร์5 เป็นอาหารสูตรกุ้งกุลาดำ
การที่ตัดสินใจให้อาหารมื้อดึกสุดคือหนึ่งทุ่ม(19.00น) เพราะไม่ต้องการให้กุ้งมีพลังงานมากในเวลากลางคืนหากมีพลังงานมากกุ้งก็จะยิ่งมีกิจกรรมมาก ยิ่งกุ้งมีกิจกรรมมากเขาก้อต้องการออกซิเจนมากด้วย อาจทำให้ออกซิเจนในบ่อไม่พอในตอนดึกหรือใกล้เช้าได้)

สารปรับสภาพน้ำที่ใส่ในบ่อกุ้ง
นอกจากนี้การใส่ดีเกลือ(แมกนีเซียมซัลเฟต) ที่ฟาร์มจะแบ่งใส่ลงน้ำในบ่อทุกวัน
ปูนขาว ใส่เมื่อพีเอชตอนเช้าต่ำลงมาที่ 7.6
โซเดียมไบคาร์บอเนต ใส่เพื่อเพิ่มค่าอัลคาไลน์ในบ่อ
การถ่ายและเติมน้ำ ทุก 7 วัน
เมื่อกุ้งอายุครบ 2 เดือน ในทุก วันโกน บ่อเลี้ยงจะดูดน้ำทิ้งไปหรือถ่ายน้ำออกประมาณ 30 เซนติเมตร ถ้าน้ำในบ่อนั้นเขียวเข้ม ก็จะถ่ายน้ำออกกลางวัน เติมน้ำเข้ากลางคืน แต่ถ้าน้ำในบ่อเป็นสีปกติดีก็จะถ่ายน้ำออกกลางวันและเอาน้ำใหม่เข้ามาเติมทันทีในเวลาต่อมา(น้ำที่นำมาเติมได้มาจากบ่อพักเปียกข้างบ่อเลี้ยงนั้นเอง)
การให้อากาศ และเครื่องให้อากาศ

ที่ฟาร์มจะมีเครื่องให้อากาศหลักเป็นแบบใช้ไฟฟ้า แต่ทุกบ่อก็จะมีเครื่องยนต์ที่เป็นเครื่องตีน้ำใช้น้ำมันเพื่อสำรองเวลาฉุกเฉินไฟฟ้าดับ (ต้องตั้งมั่นอยู่บนความไม่ประมาท)

การตีน้ำ กลางวันตีน้ำนิดเดียว เพื่อให้น้ำเคลื่อน และแพลงค์ตอนไม่ บลูมมาก(ต้องการแพลงก์ตอนเกิดน้อย-ตายน้อย)

ตัดสินใจพาเชี่ยลทุกครั้ง ที่พบว่ากุ้งในบ่อขณะนั้นมีน้ำหนักรวมได้ประมาณ สองตันต่อไร่
การพาเชียล(หรือแบ่งจับกุ้งออกขายก่อน)จะทำตอนเช้า ก่อนให้อาหารมื้อแรก เราจะนำอาหารมาล่อกุ้ง แล้วใช้แหญี่ปุ่นหว่าน ในเวลาครึ่งชั่วโมงก็สามารถจับกุ้งได้ 600 กิโลกรัมแล้ว
การจัดการอื่นๆที่น่าสนใจ
- มีการขึงเชือกกันนก(ซึ่งนกอาจเป็นตัวพาเชื้อโรคเข้ามาในฟาร์มได้)
- ตรงปลายสะพานยอ จะมีบังเกอร์ หรือตัวป้องกันในการวางยอไม่ให้อาหารกระเด็นออกนอกยอ
- นอกจากนี้ทางฟาร์มยังมีน้ำหมักผักไว้ใส่ในบ่อ และมีน้ำหมักผลไม้ที่เอาไว้ผสมอาหารให้กุ้งกิน(ใครที่สนใจในเรื่องดังกล่าวสามารถสอบถามโดยตรงได้ที่พี่นิรุตติ ครับ)
- ระบบการเลี้ยงกุ้งแบบบ่อคู่ คือ มีบ่อเลี้ยงกุ้งจริง หนึ่งบ่อ คู่กับบ่อพักเปียกที่มีแต่น้ำอีกหนึ่งบ่อ
สิ่งที่จะทำให้การเลี้ยงกุ้งก้าวผ่านไปถึงจุดที่จับกุ้งได้ขนาดและได้ราคา ในขณะที่เรามีต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป ไม่ได้เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้นแต่มันประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน
ทิ้งท้ายด้วยคำของพี่นิรุตติ ที่ว่า
" นี่คือข้อมูลที่ให้ถือว่าเป็นการเล่าประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งของตัวเอง ให้เพื่อนเกษตรกร และท่านผู้อ่านได้รู้จัก ไม่ได้หวังให้ใครต้องปฏิบัติตาม หรือ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างไร การฟังใครพูดอะไรแล้ว เราต้องคิด ไม่ใช่ต้องงมงาย การเรียนลัดคืออาศัยเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ เขาได้ทำมาก่อนเรา ไม่เลือกแหล่งเรียนรู้ ศึกษาทุกทาง ทุกวิธีการ แล้วเลือกอันที่เหมาะที่สุด นำมาปรับให้เข้ากับเรา"
เห็นจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะใครก็ตามที่ได้เข้าไปเยี่ยมฟาร์มแห่งนี้ เหมือนการได้ไปดูฟาร์มที่รวมทุกการจัดการดีๆของฟาร์มกุ้งในไทยมาไว้ตรงนี้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามทางบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด ต้องขอขอบคุณ คุณนิรุตติ เจริญรื่น เป็นอย่างสูงที่ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งขาวให้กับเกษตรกรไทย และ ผู้อ่าน สวัสดีสัตว์น้ำไทย ครั้งนี้ครับ

เนื้อหาจากหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยฉบับที่9
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster