ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

(ข่าว ACC/สหรัฐอเมริกา)

จากกรณี วอลมาร์ต หรือ ห้างขายปลีกรายใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีสาขาราว 5,000 แห่งทั่วโลก ได้กำหนดให้สินค้ากุ้งที่วางจำหน่ายในห้างฯ ต้องเป็นกุ้งที่หน่วยงานรับรองมาตรฐานของภาคเอกชนในสหรัฐฯ หรือ Aquaculture Certification Council, Inc (ACC) รับรองว่ากระบวนการเพาะเลี้ยงและแปรรูปต้องเป็นไปตามมาตรฐาน Best Aquaculture Practices (BAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยด้านอาหาร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของสินค้าได้
โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้สำหรับโรงงานแปรรูปกุ้ง (ห้องเย็น) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2549 และสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2550 นั้น ได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบ ยังผลให้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้
ค่าใช้จ่ายในการสมัครขอรับการตรวจรับรองโรงงานแปรรูปและฟาร์มกุ้ง
1.การสมัครขอรับการตรวจรับรองโรงงานแปรรูปและฟาร์มกุ้ง ต้องเสียค่าใช้จ่าย 500 ดอลลาร์สหรัฐ
2.ค่าบริการของเจ้าหน้าที่จาก ACC ซึ่งเป็นผู้ตรวจรับรองมาตรฐานอีก 400-800 ดอลลาร์สหรัฐ/วัน
ค่าใช้จ่ายสำหรับโรงงาน
1.โรงงานที่ผ่านการตรวจรับรองแล้ว ต้องเสียค่าแรกเข้าเป็นโรงงานมาตรฐาน BAP ขั้นต่ำให้กับ ACC จำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ
2.หากโรงงานส่งออกกุ้งเกิน 1,000 ตัน/ปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนที่เกินอีก 2 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน แต่สูงสุดไม่เกิน 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ
3.ค่าใช้จ่ายในการทบทวนการรับรองมาตรฐานอีก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี
4.ผู้ซื้อสินค้ากุ้งจากโรงงานต้องเสียค่าการรับรอง (Licensing Fee) ให้แก่ ACC จำนวน 0.025 ดอลลาร์สหรัฐ/กก.
ค่าใช้จ่ายสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยง
1.ฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ผ่านการตรวจรับรองแล้วต้องเสียค่าแรกเข้าเป็นฟาร์มมาตรฐาน BAP ขั้นต่ำ 500 ดอลลาร์สหรัฐ
2.หากมีผลผลิตเกิน 500 ตัน/ปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนที่เกินอีก 1 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน แต่สูงสุดไม่เกิน 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ
3.ค่าใช้จ่ายในการทบทวนการรับรองมาตรฐานอีก 500 ดอลลาร์สหรัฐในทุก 2 ปี

สรุปได้ว่าเบื้องต้นห้องเย็นที่จะเข้าสู่มาตรฐาน ACC ของวอลมาร์ต ต้องมีภาระค่าใช้อย่างต่ำประมาณ 160,000 บาท/โรง และฟาร์มเพาะเลี้ยงประมาณ 60,000 บาท/ฟาร์ม
อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกสินค้ากุ้งไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยินยอมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากวอลมาร์ตป็นผู้ซื้อรายใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ไทยต้องรักษาตลาดเอาไว้ ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว เช่น รูบิคอนกรุ๊ป (ประกอบด้วย บจ.อันดามันซีฟู้ด, บจ.จันทบุรีซีฟู้ดส์ และบจ.ไทยแลนด์ ฟิชเชอรี่ โคลสตรอเลจ) บริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด และบริษัท ไทยรอยัล ฟรอเซ่นฟู้ด จำกัด เป็นต้น
ภาคต่อ เอซีซี ACC

สมาคมกุ้งทะเลไทยแจ้งว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2549 นายกสมาคมของทางสหพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโลก ( GAA ) Dr.George Chamberlain ได้เดินทางมาประเทศไทย เพื่อมาหารือล็อบบี้กับผู้เลี้ยงกุ้งไทยและทางกรมประมง ให้เข้าโครงการ ACC หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามในการลอบบี้ให้ทางห้องเย็นไทยให้สมัครเข้าโครงการ ACC มาแล้ว โดยทาง ACC ตั้งความหวังกับประเทศไทยสูงมากว่าจะเป็นประเทศแรกที่เข้าร่วมโครงการได้ครบ เพราะขณะนี้ก็ได้มาครึ่งทางแล้ว
เนื่องจากการเข้าร่วมกับทาง ACC นี้ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายต่อทางฟาร์มค่อนข้างมาก และส่งผลผูกพันไปในระยะยาวทางกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งจากทั่วประเทศ ล่าสุดทางสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทยได้นัดหารือกับชมรมต่างๆในภาคใต้ทั้งหมดและกับทางสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออก ,สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด และชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี แล้วเห็นว่า ผู้เลี้ยงกุ้งไทยทุกฝ่ายต้องสามัคคีกันอย่าเพิ่งรับเข้า ACC ในทันที เพราะถ้ามีฟาร์มกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้าแล้วอาจจะกระตุ้นให้ฟาร์มอื่นตื่นตระหนักเข้าตาม แล้วก็จะส่งผลให้ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซียตามเข้าด้วย จึงบีบตัวเราควรจะประวิงการเข้า ACC ก่อน และเจรจาต่อรองเงื่อนไขต่างๆ ของ ACC กันใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศและต้องไม่เป็นภาระต่อผู้เลี้ยงกุ้งมากเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องให้ทาง ACC ให้เครดิตกับหน่วยราชการไทยด้วย ( กรมประมง ) เพราะได้ทำงานร่วมกับทางภาคผู้เลี้ยงมานานแล้ว
จึงขอให้ทางผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศอย่าเพิ่งตื่นตระหนกตามข้อมูลที่ได้มาว่าจะขายกุ้งให้ทาง Walmart ไม่ได้เพราะขณะนี้ Walmart ก็ยังต้องการกุ้งอย่างต่อเนื่อง และก็ยังไม่มีประเทศที่เข้า ACC อย่างจริงจัง ถ้าทุกประเทศยังไม่เข้า ACC ทาง Walmart ก็ต้องซื้อกุ้งอยู่ดี

ล้อมกรอบ
ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม นายกสมาคมกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า หากมองในมุมกลับการหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกฟาร์มต้องปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น สินค้าเราผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดสากล ดังนั้นเราก็ต้องทำตามเงื่อนไข คือการดูแลฟาร์มให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ เมื่อเราทำแล้วก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่เพื่อเป็นการรองรับอนาคต ดังนั้นทุกฟาร์มต้องเริ่มใส่ใจ ต้องพยายามรวมตัวกันเป็นกลุ่มให้ได้ เผื่อว่าในอนาคตมีความจำเป็นต้องเข้าตามหลักมาตรฐานของ ACC จะได้เข้าแบบง่ายๆ
"ต้องยอมรับว่า การค้ากุ้งทุกวันนี้เราต้องหนีคู่แข่งให้ได้ อย่างเวียตนามเองก็กำลังปรับตัวเอง ถ้าเราไม่ทำก็เท่ากับล้าหลัง อย่าไปมองว่าใครมาบีบ แต่พวกเราเองมีหน้าที่ต้องปรับปรุงฟาร์มของเราเองให้ดีขึ้น ทำให้สะอาดขึ้น ซึ่งใช้ทุนไม่มาก และอยากให้เกษตรกรรวมกลุ่ม อย่างน้อย 10-20 ฟาร์มก็ได้ เพราะการรวมกลุ่มไม่ได้เป็นผลเสียต่อการเลี้ยงกุ้ง แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และได้ประโยชน์อย่างอื่นมากกว่า"
อย่างไรก็ตาม การหารือยังไม่ได้ข้อสรุป ยังต้องมีการเจรจาต่อรองกันอีก ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมประมงจะดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ACC ไม่ได้บังคับให้ใครเข้าเป็นสมาชิก แต่ขึ้นกับความสมัครใจ จึงแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า นาทีนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าเป็นสมาชิก ACC เพราะอยู่ในขั้นตอนการเจรจา รอให้มีบทสรุปจากกรมประมงก่อนจะดีกว่า แต่มีแนวโน้มที่ GAA จะอ่อนข้อให้กับกรมประมง คือน่าจะยอมให้กรมประมงมีสิทธิ์และหน้าที่ร่วมในการออกใบรับรอง โครงการ ส่วนฟาร์มก็คงจะหาแนวทางว่าทำอย่างไรจะเสียค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด
ท.พ.สุรพล ยังฝากด้วยว่า "ถึงเวลาแล้วครับ ที่เราในฐานะประเทศผู้นำในการผลิตกุ้ง ต้องเร่งปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานและความสะอาดในฟาร์มอย่างเต็มฝีมือ เหมือนการปรับปรุงบ้านให้สะอาดซึ่งเป็นหน้าที่เราอยู่แล้วที่จะดูแล ไม่เห็นต้องรอให้ใครมาบังคับเลย"


เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทยเล่ม 71
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด