ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งระบบพัฒนาต้องไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ
โดย ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม
นายกสมาคมกุ้งทะเลไทย


อุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งของโลกเราเริ่มพัฒนามาอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาเดียวกันกับอุตสาหกรรม การเลี้ยงปลาแซลมอน เมื่อตอนเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมของทั้งสองสายพันธุ์ต้องยอมรับว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างกว้างขวางทั้งขั้นตอนโรงเพาะฟักและเลี้ยง แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงก็ได้พัฒนาวิธีการจัดการการเลี้ยงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถเลี้ยงได้ผลดีกว่าก่อนโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเลย ต้องยอมรับความจริงว่า ในประเด็นนี้ปลาแซลมอนได้พัฒนาไปได้ไกลกว่ากุ้ง กล่าวคือผลผลิตสูงขึ้น ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะเลย โตเร็วขึ้น , ต้นทุนต่ำลง ใช้อาหารโปรตีนลดลง จนส่งผลให้เรามีผลผลิตปลาแซลมอนมากและราคาก็ถูกลงอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศผลิตกุ้งชั้นนำประเทศหนึ่งในโลก เรามีความได้เปรียบตรงที่เรามีประสบการณ์อันยาวนานในการเลี้ยงกุ้งกว่าคู่แข่งหลักในเอเชียซึ่งทำให้มีการปรับปรุงเทคนิคการบริหารจัดการได้ดีทางเราสามารถเลี้ยงกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ต้องพึ่งพาการใช้ยาปฏิชีวนะเลย ซึ่งปัจจุบันเราจะสามารถเห็นได้ชัดว่า ในวงการเพาะลูกกุ้งจะแตกต่างจากสมัยก่อนมาก ในสมัยก่อนมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเพาะลูกกุ้งอย่างบ้าเลือด นึกไม่ถึงว่าจะบ้ากันได้ถึงขนาดนั้น ตื่นเช้าก่อนแปรงฟันก็ใส่ยา คนขายก็แสนจะแฮปปี้ร่ำรวยกันตามๆกัน แต่พอเรามีกฎเกณฑ์ควบคุมที่เข้มงวด ประกอบกับคนเพาะก็เริ่มรู้ว่ามันไม่ได้ว่าเป็นหรือได้ผลเลยใส่ให้สบายใจและสะพายกระเป๋าคนขาย ใช้วิธีการจัดการที่เน้นการป้องกันโรคให้ดี เดี๋ยวนี้ยาผีบอกเหล่านั้นสูญพันธ์กันหมด เพราะไม่มีใครใช้นับได้ว่าฟาร์มแฮชเชอรี่ของเราได้พัฒนาไปได้เร็วและมากจริงๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเหมือนสมัยก่อนๆ เรื่องนี้ก็ต้องขอขอบคุณทางกรมประมงด้วยที่มุ่งมั่นทำงานโดยการควบคุมบังคับในเรื่องนี้อย่างได้ผล
ส่วนทางฟาร์มผู้เลี้ยงก็เช่นเดียวกันก็ได้พัฒนาวิธีการจัดการการป้องกันไม่ให้เกิดโรคอย่างกว้างขวางและได้ผล สมกับผู้นำการผลิตของโลก โดยมีกรมประมงเข้ามาร่วมสนับสนุนอย่างเข้มงวด ทำให้คนเลี้ยงกุ้งในไทยไม่ต้องใช้ยาเลี้ยงกุ้งแต่เนื่องจากฟาร์มเลี้ยงกุ้งมีจำนวนมากอยู่กระจายหลายพื้นที่มาก ต้องยอมรับว่ายังมีคนเลี้ยงกุ้ง ( กลุ่มน้อยมาก ) ที่ยังมีการแอบใช้ยาในบางขั้นตอนการผลิตอยู่
เรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะลูกค้าในปัจจุบันปีพุทธศักราช 2549 นี้ เขาไม่ยอมรับการใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด ในทุกขั้นตอนการผลิต แล้วนะครับ
หลายท่านอาจจะคิดว่าตัวเองฉลาดมากสามารถแอบใช้ยาได้โดยคนอื่นจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ถ้ายังคิดแบบนี้กันอยู่ควรย้อนเวลากลับไปอีกสิบปี แล้วเลี้ยงกุ้งจะเหมาะกว่า การเลี้ยงใน พ.ศ. นี้ต้องพัฒนาได้แล้วแต่อย่าพัฒนาถอยหลังเถอะครับ ทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำก็สู้อย่าเลี้ยงดีกว่า เพราะจะทำให้เศรษฐกิจประเทศชาติเสียหายเปล่าๆ ถ้าต่างประเทศตรวจเจอก็จบกัน ธุรกิจป่นปี้ แสนสงสารผู้ส่งออกที่อุตส่าห์สร้างตลาดทำเครดิตมาตั้งนาน มาเจอผลงานที่คนอื่นทำแค่รายเดียวก็จบเห่แล้วในที่สุดก็จะกระทบคนเลี้ยงกุ้งทุกคนและเศรษฐกิจประเทศในที่สุด
ผมจึงขอวิงวอนท่านที่ยังใช้ยา ขอเถอะครับว่าหยุดทำร้ายคนอื่นและเศรษฐกิจของชาติ ต้องไม่ใช้ยาในทุกขั้นตอนการผลิต อย่านึกว่าตรวจไม่เจอ เพราะเครื่องมือตรวจสมัยนี้ละเอียดมาก ตรวจไปถึงผลจากการย่อยสลายของยาได้ นั่นคือ ตรวจไม่พบยาแต่ตรวจรู้ว่าเคยใช้ยามาก่อน แบบเดียวกับที่ตรวจโค้ชนักกีฬา
แล้วทำไมถึงยังมีการใช้ยาละ ?
1. ผู้เลี้ยงอาจขาดความมั่นใจว่าจะเลี้ยงได้สำเร็จ
2. คิดว่าตรวจไม่พบ
3. มีคนขายตรงมาแนะนำ โดยอ้างสรรพคุณว่ามีคนใช้ได้ผล
4. คิดว่ายามี อ.ย หรืออนุญาตจากทางกรมประมงจะใช้ได้ ( ความจริงแล้วห้ามใช้ทุกชนิด )
5. กุ้งมีปัญหาคิดว่าใช้ยาแล้วจะหาย
แล้วทำอย่างไรถึงไม่ต้องใช้ยาล่ะ ?
1. ต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่า เลี้ยงกุ้งห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเด็ดขาด
2. ยาปฏิชีวนะไม่สามารถแก้ปัญหาโรค หรือประกันความสำเร็จได้ บางครั้งอาจหายหรือดีขึ้นเพราะปัจจัยอื่นมากกว่า
3. ฟาร์มที่เลี้ยงกุ้งได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะแต่เน้นการจัดการและป้องกัน จะพบได้ทั่วๆ ไป
4. ฟาร์มที่เลี้ยงแล้วยังประสบความสำเร็จและก็มีการใช้ยาควบคู่ไปด้วยก็ยังมีอยู่ เพราะยังขาดความมั่นใจกลัวว่าจะเลี้ยงไม่ได้ถ้าไม่ใช้ยา ซึ่งฟาร์มเหล่านี้ควรจะพัฒนาอีกสักนิดลองไม่ใช้ดูจะพบว่าเลี้ยงกุ้งได้เหมือนเดิม อย่าลืมความลับไม่มีในโลก
5. ฟาร์มที่มุ่งเน้นเรื่องยามากกว่าการจัดการมักจะไม่ประสบความสำเร็จ
6. เราต้องพักบ่อ และเตรียมบ่อให้สะอาดจริงๆ แล้วค่อยเลี้ยงจะลดโอกาสปัญหาเรื่องแบคทีเรียลงได้มาก
7. มีบ่อพักน้ำเพียงพอ ไม่ลงกุ้งแน่นเกินกำลังรวมเลนได้ดี ปัญหาจากแบคทีเรียจะลดลงมาก
8. ควบคุมอาหารให้ดีจริง (เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการเลี้ยงกุ้ง และมักเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก)จะลดสารอินทรีย์ลง ทำให้ใช้ออกซิเจนน้อยลง และลดแบคทีเรียทุกชนิดลงได้อย่างมาก ปัญหาต่างๆจะเบาบางลงถ้าเราไม่ใส่อาหารมากเกินไป ใส่น้อยไว้ก่อน
9. รักษาออกซิเจนในบ่อพอเพียง หรือสูงอยู่ตลอดเวลา
10. เลือกลูกกุ้งที่ปลอดเชื้อ

สรุปแล้วก็ คือ เราสามารถเลี้ยงกุ้งได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งการใช้ยาอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะส่วนใหญ่พวกเราก็ปฏิบัติกันอยู่แล้ว โดยการมีออกซิเจนพอเพียง นั่นคือ ต้องเตรียมบ่อให้สะอาด คุมอาหารให้ดีจริงๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ความรู้ใหม่อะไรเลยเป็นความรู้พื้นฐานแท้ และที่สำคัญต้องหนักแน่นไม่เชื่อคนแนะนำง่ายๆ และซื่อสัตย์ต่ออาชีพของเราเอง
ขณะนี้ผู้บริโภคทั่วโลกตื่นกลัวเรื่องสารตกค้างตลอดจนสารก่อเกิดมะเร็งมาก ทำให้อุตสาหกรรมอาหารทุกชนิดต้องปรับตัวกันหมด เพียงเมื่อสิบปีก่อนเรายังมีอนุญาตให้มียาตกค้างไม่เกินเท่าไหร่ เท่าไหร่ในเนื้อไก่ , เนื้อหมู ,เนื้อวัว ,ในนม แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วผู้บริโภคไม่ยอมรับ และประเทศเลี้ยงกุ้งอื่น เช่น จีน เวียดนาม ทางรัฐบาลเริ่มเข้มงวดเอาจริงในยาตกค้างในกุ้ง ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้เวลาดำเนินการจริงจะได้ผลดีมาก ถ้าเรายังปล่อยให้ยังมีการแอบใช้กันอยู่บ้างกลัวว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะถูกประเทศอื่นพัฒนานำหน้าเราไปจะเสียตลาดไปได้
เราน่าจะมีมาตรการลงโทษกับคนที่ยังมีการแอบใช้ยาอยู่จึงฝากมายังหน่วยราชการ โดยเฉพาะกรมประมงต้องยกเลิกยาปฏิชีวนะทุกชนิด และระบุชัดๆว่าห้ามใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิดในการเลี้ยงกุ้ง พร้อมมาตรการลงโทษที่ชัดเจน ส่วนทางผู้ส่งออกผู้ซึ่งเคราะห์ร้ายจากผลงานคนอื่นก็ลองไปคิดมาตรการดู เพื่อให้คนที่ยังจงใจใช้ยาปฏิชีวนะสูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิงจากวงการกุ้งไทย

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทยเล่ม 72
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด