ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ตามไปดูการเลี้ยงกุ้งที่สิงคโปร์ กับไทยยูเนี่ยนฯ(บทความโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล)

ตอนแรกคาดว่าจะเขียนเรื่องการเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่มาเลเซียให้ทางกุ้งไทย แต่เนื่องจากเวลาไม่อำนวย เลยขอผ่อนผันไปในเล่มหน้าแล้วกัน ผมจำได้ว่าเคยไปดูการเลี้ยงกุ้งที่สิงคโปร์และเคยเขียนไว้ในบันทึกประจำวันของตนเอง ว่าครั้งหนึ่งเคยไปเมืองแห่งการท่องเที่ยวของเอเชีย ที่ไม่เคยคิดว่าจะมีฟาร์มกุ้งในที่แห่งนั้น และก็ต้องทึ่งกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไมในบ่อที่ไม่ได้ขุดลงดิน เหมือนประเทศอื่นๆ เอาละลองอ่านดูแล้วกันครับว่าน่าสนใจหรือไม่ ยังไงก็ถือว่าเป็นการเพิ่มมุมมองการเลี้ยงกุ้งในโลกนี้แล้วกันครับ

บริเวณที่ทำการเลี้ยงกุ้งอยู่ในสิงคโปร์อยู่ พื้นที่ ชื่อ Pulau Ubin ซึ่งเป็นเกาะที่ห่างจากเกาะใหญ่ของสิงคโปร์ เดินทางโดยเรือธรรมดา ประมาณ 15 นาที และ ท่าเรือเพื่อไปเกาะดังกล่าวห่างจากสนามบินประมาณ 15 นาทีเช่นกัน
ฟาร์มเลี้ยงกุ้งแห่งนี้ มีลักษณะโดยรวมดังนี้
ลักษณะบ่อ เป็นบ่อกลม ทำด้วยคอนกรีต
-ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง บ่อ 30 เมตร
-ความสูงของบ่อ ประมาณ 1.2 เมตร
-ระดับน้ำในบ่อสูง 80 เซนติเมตร
-จำนวนบ่อ 5 บ่อ โดยบ่อที่เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม จะมีมุ้งเขียวยกสูงจากขอบบ่อ ส่วนบ่อที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่มีมุ้งเขียวยกสูง
- พื้นที่บ่อเลี้ยงทุกบ่ออยู่ใต้ พลาสติกลดแสง (สแลนท์)

แนวทางการเลี้ยงกุ้งเป็นแบบ กุ้งอินทรีย์ กินอาหารกุ้งอินทรีย์สำเร็จรูป
-ไม่ใช้ยาและสารเคมีใด ระหว่างการเลี้ยง( อันนี้เขาเล่าให้เราฟังน่ะ)
-ระบบให้อากาศเป็นแบบ น้ำที่ได้รับการบำบัด หรือน้ำที่นำมาเพื่อใช้ก่อนเข้าในบ่อจะมีการบำบัดหรือจัดการโดยผ่านอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดโอโซน และเพิ่มค่าออกซิเจนในน้ำ ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อระบบนี้ว่าเครื่องที่ตั้งชื่อว่า NB DAF (Nano -Bubble Dissoived Flotation) โดยน้ำจะมีค่าออกซิเจนละลายน้ำประมาณ 8-12 พีพีเอ็ม ก่อนเข้าบ่อ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เราก็เห็นเขามีเครื่องตีน้ำแบบไฟฟ้าในบ่อด้วยเช่นกัน

วิธีการเลี้ยงโดยสรุป
-ปล่อยลูกกุ้งกุลาดำ 130,000 ตัวต่อบ่อ (ราคาลูกกุ้ง ตัวล่ะ 0.8-1 เซนต์ สิงคโปร์ ) ประมาณ 18-20 สตางค์ต่อตัว
หรือปล่อย ลูกกุ้งขาว 220,000 ตัวต่อบ่อ (ราคาลูกกุ้ง ตัวล่ะ 0.5 เซนต์ สิงคโปร์) ประมาณ 11-12 สตางค์ต่อตัว
-แต่ละรุ่นคิดว่าจะเลี้ยง 3 เดือน
-คาดว่าจะผลิตได้ 3,000 กิโลกรัมต่อบ่อ
-น้ำมีการโฟล์เปลี่ยนตลอดเวลา และ ในแต่ละบ่อจะมี เครื่องตีน้ำใบพัดไฟฟ้า 2 ตัว(เพื่อให้น้ำเคลื่อนและตะกอนได้ไปรวมกลางบ่อ)
-การจับขายจะขายเป็นกุ้งมีชีวิต โดยราคาขาย 60 ตัวต่อกิโลกรัม ราคา 30 เหรียญสิงค์โปร์ หรือประมาณ 800 บาท
(อัตราแลกเปลี่ยนเงิน 23.80 บาทต่อ1เหรียญสิงคโปร์)
การให้อาหารที่นี้ไม่ได้หว่านกระจายทั่วบ่อ แต่เป็นการให้อาหารใส่ในยอ รอบบ่อ แต่ละบ่อจะมียอประมาณ 30 อันวางกระจายทั่วบ่อ
เมื่อถึงเวลาอาหารก็ให้คนงานนำอาหารใส่ยอทุกยอ (เสมือนยอคือจานข้าว คล้ายการให้อาหารปลา)
***หมายเหตุ น้ำในการเลี้ยงกุ้งทะเลของฟาร์มด้วยระบบนี้ ทางฝ่ายเทคนิคบอกว่า น้ำจะไม่มีเชื้อโรคและน้ำจะมีปริมาณออกซิเจนสูง แต่ในวันที่ไปพบว่า บ่อที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำ น้ำในบ่อสีเข้มมาก และกุ้งมีตายก้นบ่อมาก (เห็นคนงานอินเดียกำลังเก็บกุ้งตายอยู่ ซึ่งเขาพยายามจะปิดไม่ให้เราเข้าไปในส่วนนั้น) จากการสังเกตมองว่าทางฟาร์มแห่งนี้ยังขาดความชำนาญเรื่องการให้อาหารและการเลี้ยงกุ้งทะเล เนื่องจากมองแล้วน้ำในบ่อทุกบ่อสีเข้มจัดมาก

การจับกุ้งขาย จะจับกุ้งเป็นโดยใช้กระชังแล้วนำไปพักไว้ในกระบะพักเตรียมส่งขาย ทะยอยขายกุ้งเป็น ไม่ได้ขายยกบ่อ

***ในห้องเครื่อง ที่ก่อให้เกิดระบบ NB DAF (Nano -Bubble Dissolved Flotation) เขาไม่ยอมให้เข้าไปถ่ายรูป
แต่เท่าที่สังเกตเขามีเครื่องที่ผลิตโอโซนประมาณ 9 ชุด(เขาแจ้งว่าในระบบที่มีอยู่ตอนนี้สามารถรองรับบ่อได้ 9-10 บ่อ)
ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในส่วนที่สร้างขึ้นเพื่อบำบัดน้ำและผ่านระบบ NB DAF เขาแจ้งว่าราคาประมาณ 30 ล้านบาท
ความคิดเห็นและมุมมองส่วนตัว
เนื่องจากต้องกลับมารายงานทางบริษัทฯว่าระบบเขาดีอย่างไรบ้าง ผมเองคิดว่ายังไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งทะเลในประเทศไทย เพราะความแตกต่างทางกำไร เนื่องจากราคาขายกุ้ง ที่แตกต่างกันมาก มองว่าต้นทุนสูงแต่ขายได้ราคาดีในสิงคโปร์ ผู้เลี้ยงกุ้งของสิงคโปร์อยู่ได้สบาย สำหรับไทยนั้นไม่ใช่ ราคาขายกุ้งในไทยต่ำกว่ามาก
และจากการมองว่าระบบนี้ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้จริง (กุ้งที่เขาเลี้ยงนั้นได้ป่วยและตายเป็นจำนวนมากในวันที่ไปเยี่ยมฟาร์ม ) และปริมาณออกซิเจนก็ไม่ได้มีมากเหลือเฟือนักเนื่องจากในสภาพจริงเขายังต้องเปิดเครื่องตีน้ำอย่างเต็มที่ช่วยในช่วงปลายของการเลี้ยง

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทยเล่ม 72
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด