ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

การใช้ปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำในการเลี้ยงกุ้งทะเล

คนเลี้ยงกุ้งไทย หลายรายรู้จักการใช้ปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาแล้ว แต่การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม คนเลี้ยงกุ้งพบว่าเขาใช้ปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำน้อยลง หรือไม่ใช้เลย เพราะเริ่มต้นของการเลี้ยงกุ้งขาวนั้น ดูเหมือนเลี้ยงง่าย ไม่ต้องใส่อะไรลงบ่อ แค่มีบ่อกุ้ง มีน้ำที่มีความเค็ม มีเครื่องให้อากาศ มีอาหารกุ้งให้เพียงพอ ก็เลี้ยงกุ้งขาวได้แล้ว แต่หากมองตอนนี้เราจะพบว่าการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมที่เลี้ยงนั้นเริ่มมีปัญหาคือ เลี้ยงยากขึ้น โตช้า อ่อนแอ และตายง่าย หลายคนเลยกลับมาสนใจในเรื่องการใช้ปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำใหม่อีกครั้ง ซึ่งทางสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดก็ได้มีหัวข้อนี้ในการสัมมนาด้วย ถ้าจะให้มองตามความจริงการไม่ใช้อะไรเลย หรือมีการใช้น้อยมากแล้วกุ้งในบ่อเราอยู่ได้อย่างปกติเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนั้นคือต้นทุนเช่นกัน ผมชอบคำพูดที่อาจารย์ชลอ ท่านพูดเสมอว่าคนเลี้ยงกุ้ง อะไรที่ควบคุมได้หรือทำได้ในการเลี้ยงกุ้งขอให้ทำดีที่สุด เพราะมีอีกหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้แต่มีผลทำให้กุ้งในบ่อของเราเกิดความเสียหาย เช่นลูกกุ้งเราเลือกได้ เรารอได้ก็ขอให้เลือกที่ดีที่สุด การกั้นรั้วกันปู-การขึงเชือกกันนกทำได้ควรทำ เพราเป็นการป้องกันพาหะหรือตัวพาโรคมาสู่บ่อนั่นเอง แต่เรื่องฝนตกแดดออกแบบนี้เราห้ามกันไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นอะไรทำได้ขอให้ทำดีที่สุด
คราวนี้หากเกษตรกรมองหาทางออกหรือมองหาความรู้เรื่องการใช้ปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำ ในชนิดต่างๆนั้นเป็นอย่างไร
ผมเองก็เลยต้องรวบรวมข้อมูลที่เคยมีมานำเสนอให้เป็นพื้นฐานต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวได้ทราบ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ปรับปรุงจากข้อมูลที่ได้ของ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ดร.นนทวิทย์ อารีย์ชน และกรมประมง โดยจะเน้นตัวปัจจัยที่เป็นสารปรับสภาพน้ำเป็นหลัก

คลอรีน (Chlorine)
คลอรีน สำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเลนั้น เราจะใช้เพื่อเตรียมน้ำ ฆ่าเชื้อโรคและฆ่าพาหะในบ่อตอนยังไม่ปล่อยลูกกุ้ง และขอให้จำว่าคลอรีนออกฤทธิ์ได้ดีในน้ำที่พีเอชต่ำ ในช่วงที่มีแสงแดดน้อย พีเอชสูงไม่ควรใช้คลอรีน หากเกษตรกรตัดสินใจใช้คลอรีน ควรใช้ก่อนมีการลงปูนขาวปรับสภาพน้ำตอนเตรียมน้ำ
คุณสมบัติทั่วไป
- คลอรีน แก๊ส (Cl2)
-คลอรีนน้ำ แคลเซี่ยมไฮโปคลอไรท์
- คลอรีนผง : แคลเซี่ยมไฮโปคลอไรท์ Ca(0Cl)2 และ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (Na(OCl) หรือ คลอรอกซ์
Ca(0Cl)2 + H20 ----------------------------------Ca+2 + 2 0Cl- (Hypochlorite ion) + H20
Na0Cl + H20 -----------------------------------Na+ + 0Cl- + H20
0Cl- + H+---------------------------------------- HOCl (Hypochlorous acid)
" เป็นสารออกซิไดซ์ (oxidizing agent)
" คลอรีนจะจับตัวกับสารอินทรีย์ ช่วยในการตกตะกอน

การใช้ประโยชน์
" ใช้เตรียมน้ำสำหรับบ่อเพาะ/อนุบาลกุ้งทะเล และกุ้งก้ามกราม
" ปัจจุบันใช้ในการเตรียมน้ำในบ่อดิน
ความเข้มข้น
ในการใช้สำหรับบ่อเลี้ยงกุ้งนั้น จะใช้ประมาณ 30-50 กิโลกรัมต่อไร่เพื่เตรียมน้ำและกำจัดพาหะ และเกษตรกรควรพักน้ำไว้อย่างน้อย 7วันจึงจะปล่อยลูกกุ้ง
ความเป็นพิษของคลอรีนในกุ้งกุลาดำวัยอ่อน (สุวรรณา และพรเลิศ, 2539)

ระยะ 24 hr-LC50 (พีพีเอ็ม)
นอร์เพลียส 1.87
ซูเอีย 2 2.12
ไมซิส 2 0.77
โพสท์ลาวาร์ 6 2.66
โพสท์ลาวาร์ 15 2.77


บีเคซี หรือ เบนซัลโคเนี่ยมคลอไรด์ (Benzalkonium Chloride)
เป็นยาฆ่าเชื้ออีกตัวหนึ่งที่เกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งนิยมใช้ ในการเตรียมน้ำ ก่อนปล่อยลูกกุ้ง
โดยบีเคซีออกฤทธิ์ ได้ดีที่พีเอชสูง ดังนั้นเกษตรกรต้องการใช้บีเคซีในการเตรียมน้ำ
ควรใช้หลังจากที่มีการใส่ปูนขาวปรับสภาพน้ำเรียบร้อยแล้ว
บีเคซีในวงการสัตว์น้ำมีสองตัวคือ บีเคซี 50% และบีเคซี 80%
ชื่อเต็ม : Alkyl Dimethyl Benzyl Ammonium-Chloride
ชื่ออื่น ๆ : Roccal, Hyamine, Benkosal, Phemerol, Zephirol จัดเป็น Quarternary Ammonium Compound
คุณสมบัติทั่วไป
" สารละลายใส ไม่มีกลิ่น เข้มข้นตั้งแต่ 10 - 80%
" ใช้เพื่อการทำความสะอาดอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง โรงงานเบียร์
การใช้งาน
" รักษาการติดเชื้อภายนอก โดยเฉพาะกลุ่มโปรโตซัว หรือแบคทีเรีย (ซูโอแทมเนี่ยม และ วิบริโอ ตามลำดับ)
ความเข้มข้น 0.6-1.0 พีพีเอ็ม หรือ (1-1.6 ลิตร/1ไร่/1 เมตร)

ความเป็นพิษกับกุ้งกุลาดำวัยอ่อน (ดวงพร วัชรเกษมสินธุ์, 2532)
กุ้งกุลาดำ 24 hr.-LC50* (พีพีเอ็ม)
ซูเอีย 2 0.31
ไมซิส 2 0.41
โพสท์ลาวาร์ 5 0.65
โพสท์ลาวาร์ 18 3.02

ประสิทธิภาพกับเชื้อโรคของสัตว์น้ำ
Aeromonas hydrophila 1.9 x 107 CFU/ml ต้องใช้บีเคซี 40 พีพีเอ็ม 12 ชม. (100 %)
Vibrio harveyi 4.5 x 106 CFU/ml ต้องใช้บีเคซี 8 พีพีเอ็ม
ข้อสังเกต
" ออกฤทธิ์ได้ดีในสภาพที่เป็นด่าง (pH = 9.0 + 0.5)
" มีประสิทธิภาพในการดร๊อบแพลงก์ตอน


โพวิโดน ไอโอดีน (Povidone Iodine)
" สารประกอบระหว่าง Polyvinylpyrrolidone + Iodine (10-20 %)
" ผงสีน้ำตาลเข้ม (ทางการค้ามักจะเป็นสารละลาย)
" ละลายได้ดีในน้ำและแอลกอฮอล์
" มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ ทั้งแบคทีเรียและไวรัส อาจไม่เหมาะกับโปรโตซัว
" ต่างประเทศนิยมใช้แช่ไข่สัตว์น้ำเพื่อฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และโปรโตซัว
ความเข้มข้น
- ปริมาณการใช้ในการเตรียมน้ำคือ 0.6-1 พีพีเอ็ม (1-1.6 กิโลกรัมของไอโอดีนผง หรือ 1-1.6ลิตรในกรณีที่เป็นสารละลาย ในบ่อเนื้อที่ 1 ไร่น้ำลึก1 เมตร
" การใช้ฆ่าเชื้อ Aeromonas hydrophila (1.9 x 107CFU/ml) 3 พีพีเอ็ม 30 นาที
Vibrio harveyi (4.5 x 106 CFU/ml) 2 พีพีเอ็ม 30 นาที(
" ถ้าค่าพีเอชของน้ำเพิ่มจาก 6.0 เป็น 8.6 ต้องใช้เพิ่ม 4 เท่า
" เป็น oxidizing agent ดังนั้นสารอินทรีย์ และ reducing agents จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง
ไอโอดีนออกฤทธิ์ ดีที่พีเอชต่ำ ดังนั้นควรใช้ตอนยังไม่ใส่ปูนขาว และใส่ตอนมีแสงแดดน้อย

ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide)
" สารละลายใส ความเข้มข้นจากโรงงานประมาณ 50%
" มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน และ สามารถออกซิไดซ์สารอินทรีย์ได้
" ละลายในน้ำและตัวทำละลาย เช่น แอลกอฮอล
2H2O2 2H2O + O2
ความเข้มข้น 1-2 พีพีเอ็ม หรือ ประมาณ 2-3 ลิตรต่อไร่ ในการลดปริมาณ แพลงก์ตอนในบ่อ
การใช้ประโยชน์
" มีการใช้เพื่อควบคุมสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ในบางท้องที่
" ต่างประเทศมีการทดลองใช้เพื่อเพิ่มออกซิเจน ระหว่างขนส่งลูกปลา
คาดว่า 1 หยดของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จะให้ออกซิเจนประมาณ 1.5 พีพีเอ็ม ที่ 24 องศาเซลเซียส
" ด้วยการที่เป็นสารออกซิไดซ์ที่รุนแรง การใช้งานต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่มีผลต่อการออกฤทธิ์
เช่นสารอินทรีย์


ไตรฟูราลิน หรือ เทรฟลาน (Treflan, Trifluralin)
" มีฤทธิ์เป็นสารควบคุมวัชพืช : ช่วยควบคุมการเจริญของยอดและราก
" ใช้ควบคุมเชื้อราสกุล Lagenidium ในบ่ออนุบาลลูกกุ้งทะเล
" ปัจจุบันนิยมใช้ในการกำจัดซูโอแทมเนี่ยม

ความเข้มข้น 0.006-0.01 พีพีเอ็ม (บ่ออนุบาล)
0.06 พีพีเอ็ม (บ่อดิน) หรือ หรือประมาณ 100 ซีซีต่อไร่ น้ำลึก1 เมตร
ผลข้างเคียง มีผลน้อยกับคุณภาพน้ำ

ไตรคลอฟอน สารกำจัดพาหะ
ชื่ออื่น ๆ Trichlorfon, Dylox, Chlorofos และ Masoten
" จัดเป็นยาฆ่าแมลงในกลุ่ม ออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphate)
การใช้ประโยชน์
" กำจัดปรสิตภายนอก เช่นพวกปลิงใส พวกเห็บปลา (Argulus) หนอนสมอ (Lernaea)
ความเข้มข้น 0.25-1.0 พีพีเอ็ม หรือ เทียบได้คือ 500 กรัม ถึง 1.6 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำลึก 1 เมตร
ควรใช้ไตรคลอฟอน กับ น้ำที่มีค่าพีเอชสูง
" ใช้กำจัดพาหะของไวรัสตัวแดงดวงขาว (white spot virus)
เช่น กุ้งอื่นๆ ในสกุล Penaeus และ Metapenaeus และปู
ข้อสังเกต
" ไม่ควรใช้ไตรคลอฟอนร่วมกับสารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
" ไตรคลอฟอนสลายตัวได้เร็วที่อุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส และ พีเอชสูงกว่า 7.5

กากชา หรือซาโปรนิน
ใช้เพื่อฆ่าปลาในบ่อ ขณะอยู่ในช่วงเตรียมน้ำยังไม่ปล่อยกุ้ง กากชาออกฤทธิ์ได้ดีที่น้ำมีความเค็มสูง
อัตราการใช้
ดังนั้นหากใช้กากชาฆ่าปลาในความเค็มมากกว่า15 พีพีที ใช้ 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำลึก 1.2 เมตร
แต่ถ้าความเค็มต่ำกว่า15 พีพีที ต้องเพิ่มการใช้เป็น 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำลึก 1.2 เมตร
ข้อควรคำนึงในการใช้กากชาเบื่อปลาในบ่อ ควรนำกากชามาแช่ในน้ำเค็มประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อให้ซาโปนินออกมาก่อนที่จะไปใส่ในบ่อเพื่อฆ่าปลา

ยาต้านจุลชีพที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
แม้ว่าประเทศไทยจะอนุญาตให้ใช้ยาต้านจุลชีพบางตัวในการเลี้ยงกุ้งได้เช่น
1. กลุ่มเตทตร้าซัยคลิน เช่นออกซิเตทตร้าซัยคลิน
2. กลุ่ม ซัลฟาเสริมฤทธิ์
กลุ่มซัลฟา + ไตรเมทโทพริม หรือ ออเมทโทพริม
ทั้งนี้และทั้งนั้น ในการเลี้ยงกุ้งขาว เราพบว่าจากงานทดลอง กุ้งขาวเมื่อหยุดยาแล้ว เราอาจพบว่ายาหายจากตัวกุ้งในช่วงแรก แต่ในวันที่สามหรือสี่ เราจะพบว่ายากลับเข้ามาอยู่ในตัวกุ้งอีก เนื่องจากเมื่อกุ้งขับยาออกมาภายนอกอยู่ในเลน ในตะกอนในดินพื้นบ่อ เมื่อกุ้งหิวหรือไม่มีอะไรกินก็จะคุ้ยเลนกินเข้าไปแล้วยาก็เข้าไปในระบบตัวกุ้งอีกครั้งนั่นเอง
หมายเหตุ

" ปัจจุบันห้ามใช้คลอแรมเฟนนิคอล ไนโตรฟูราโซน และ ฟูราโซลิโดน และห้ามใช้ยากลุ่มเดียวกับที่ได้ใช้ในมนุษย์
การผสมยาในฟาร์ม เพื่อป้องกัน/รักษาโรคติดเชื้อ
1. ยาต้านจุลชีพบริสุทธิ์ส่วนใหญ่ละลายน้ำได้น้อย แต่ถ้าอยู่ในรูปของเกลือต่าง ๆ เช่น เกลือ ไฮโดรคลอไรด์จะละลายน้ำดีขึ้น
2. ละลายยาในน้ำจืดที่สะอาด (ประมาณ 20 ซีซี/อาหาร 1 กก.) แล้วนำไปพรหมบนอาหารให้ทั่ว ผึ่งให้แห้ง (ไม่โดนแดด)
3. ถ้าเป็นอาหารกุ้งต้องควรเคลือบด้วย น้ำมัน (ปลา ปลาหมึก) ไข่ เลซิติน หรือสารเหนียว

ข้อควรระวังในการใช้ยาต้านจุลชีพกับสัตว์น้ำ
" การใช้ยาเพื่อรักษาต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือจนกว่าจะหยุดตายและต่ออีก 3 วันหลังหยุดตาย
" ไม่ควรใช้ยาพร้อมกันมากกว่า 1 ชนิด
" ไม่ควรใช้ยาชนิดเดิมนานเกินไปเพราะจะเกิดการดื้อยาได้
" หยุดให้ยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนจับขาย
" ควรพิจารณาการใช้ยาต้านจุลชีพขณะกุ้งที่ยังไม่ได้ขนาดจำหน่าย หรือกุ้งมีอายุไม่เกิน 45 วัน
หากกุ้งป่วยขณะได้ขนาดพอขายได้แล้วควรจับขายไม่ควรใช้ยารักษา

นอกจากปัจจัยการผลิตที่กล่าวมานั้น ยังมีอีกกลุ่มที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายนั่นคือ กลุ่ม สารปรับสภาพน้ำ ได้แก่ ดีเกลือ(แมกนีเซียมซัลเฟต) ยิปซั่ม(แคลเซียมซัลเฟต) โซเดียมไบคาร์บอเนต และโปตัสเซี่ยมซัลเฟต สิ่งเหล่านี้ขอยกยอดให้ไปฟังในงานสัมมนา เนื่องจากเชื่อว่าเกษตรกรไทยรู้จักกลุ่มนี้แล้วนั้นเอง เจอกันในงานวันกุ้งในพื้นที่น้ำจืดครับ
เนื้อหาจากหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยฉบับที่72
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด