ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

การผลิตเพรียงทรายเชิงพาณิชย์

เมื่อวันที่ 15-16 กรกฎาคม ที่ผ่านมาทาง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้พาสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมการศึกษางานโครงการ "การพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งเพื่อการส่งออกอย่างยั่งยืน" ทั้งการเลี้ยงเพรียงทรายในเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นอาหารสำหรับพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ที่ จ.ชลบุรี โครงการงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่อการผลิตกุ้งกุลาดำขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก ที่สุรีรัตน์ฟาร์ม ของคุณประยูร หงส์รัตน์ และเยี่ยมชมโครงการการศึกษาการขยายพันธุ์พ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมปลอดเชื้อ อ.แหลมงอบ จ.ตราด สำหรับรายละเอียดทีมงานขอนำบางประเด็นมานำเสนอ ดังนี้

การผลิตเพรียงทรายปลอดเชื้อในเชิงพาณิชย์
การผลิตเพรียงทรายปลอดเชื้อเพื่อเป็นอาหารสำหรับการเจริญพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์กุ้ง โครงการนี้ คุณสุรพล ชุณหบัณฑิต เจ้าหน้าที่วิจัย 6 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยทำการวิจัยร่วมกับ ดร.พอจำ อรัณยกานนท์ นักวิจัยระดับ 6 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณสุรพล กล่าวว่า ในปัจจุบันธุรกิจการเลี้ยงกุ้งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก หัวใจของการผลิต คือ ลูกกุ้ง ถ้าได้ลูกกุ้งจากพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพและปลอดเชื้อ อัตราการเลี้ยงรอดของเกษตรกรจะมีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น ดังนั้นทีมงานจึงทำการวิจัยอาหารของพ่อแม่พันธุ์กุ้งเพื่อให้ส่งยอดถึงการผลิตลูกกุ้งที่มีคุณภาพ ปลอดเชื้อ ออกไปสู่เกษตรกรบ่อดินต่อไป เบื้องต้นพบว่าเพรียงทรายเป็นอาหารเหมาะสมกับพ่อแม่พันธุ์กุ้งมากที่สุด
จากพฤติกรรมของกุ้งทะเลในธรรมชาติ มักจะขุดคุ้ยพื้นทะเลเพื่อหาอาหารกิน อาหารของกุ้งทะเลได้แก่ หอยชนิดต่างๆ หนอนทะเล และไส้เดือนทะเล จากการศึกษางานวิจัยพบว่า ไส้เดือนทะเลเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันที่กุ้งต้องการ สามารถใช้เป็นอาหารทางตรงหรือนำมาใช้ผสมกับอาหารเป็นอาหารผสมก็ได้ แต่ในปัจจุบันพื้นที่ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของไส้เดือนทะเลมีการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมในเชิงลบ ทำให้เกิดผลกระทบถึงประชากรไส้เดือนทะเล ดังนั้นสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงดำเนินการศึกษาวิจัยการเพาะเลี้ยงไส้เดือนทะเลหรือเพรียงทรายขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 การวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยาพื้นฐาน และเทคนิคการเพาะเลี้ยงเบื้องต้น จนสามารถผลิตไส้เดือนทะเลชนิดนี้ได้เป็นผลสำเร็จใน ปี 2547 โดยพร้อมจะเผยแพร่ขั้นตอนการเลี้ยงแก่เกษตรกรในเร็วๆ นี้

คุณสุรพล กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันได้ทำการวิจัยอยู่ที่ฟาร์มพิชิตพล ของคุณอรรณพ พุทธเจริญ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ด้วยการปรับปรุงบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งขนาดพื้นที่ 4 ตารางเมตร จำนวน 33 บ่อ เป็นบ่ออนุบาลพ่อแม่พันธุ์เพรียงทรายจำนวน 6,000 ตัว และบ่ออนุบาลลูกเพรียงทราย อายุ 45 วัน จำนวน 600,000 ตัว บ่ออนุบาลลูกเพรียงทราย อายุ 27 วัน จำนวน 150,000 ตัว และบ่ออนุบาลลูกเพรียงทราย อายุ 5 วัน 250,000 ตัว ทั้งหมดอยู่ในระหว่างการติดตามผลการศึกษาถึงความหนาแน่นที่เหมาะสมต่อพื้นที่ปล่อยเลี้ยง 1 ตารางเมตร อัตราการรอด การเจริญเติบโต และชนิดของอาหารและเวลาที่เหมาะสมในการให้อาหารลูกเพรียงทราย เพื่อให้มีอัตรารอดเป็นสูงสุด
"ความสำคัญของเพรียงทรายไม่ใช่เป็นแค่อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและโปรตีน แต่ในเพรียงทรายมีสารที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ เมื่อพ่อแม่พันธุ์ได้รับอาหารที่ดีจะส่งผลถึงลูกกุ้งต่อไปได้ และที่สำคัญคงจะปลอดเชื้อที่ทำอันตรายต่อกุ้ง เช่น ไวรัสตัวแดงดวงขาว หัวเหลือง โรคตับอักเสบในกุ้ง เรืองแสง ทอร่า เป็นต้น ขั้นต้นเราต้องมาทำความเข้าใจในเรื่องปลอดเชื้อกันก่อน" คุณสุรพลกล่าว

ก่อนเลี้ยงเกษตรกรต้องเข้าใจ
คุณสุรพล กล่าวว่า
ขณะนี้มีเกษตรกรหลายท่านให้ความสนใจการเลี้ยงเพรียงทรายเพื่อนำไปเป็นอาหารของพ่อแม่พันธุ์กุ้งเป็นจำนวนมาก แต่ขอฝากเตือนเกษตรกรว่า ก่อนที่จะทำการเลี้ยง เกษตรกรต้องทำความเข้าใจพื้นฐานของเพรียงทรายก่อนว่า ตัวเพรียงทรายมีลักษณะเป็นอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร มีการกินอาหารอย่างไร มีความเป็นอยู่แบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีโรคอะไรบ้าง นี่คือส่วนสำคัญที่สุด ก่อนที่จะเลี้ยงอะไรต้องรู้จักกับสิ่งที่เลี้ยงก่อน และต้องรู้ว่าจะรวบรวมพ่อแม่พันธุ์มาจากไหน วิธีการอนุบาลอย่างไร เพื่อให้พ่อแม่เพรียงทรายออกไข่ออกลูกมาได้ เมื่อได้ลูกมาแล้ว มีวิธีการเลี้ยงการอนุบาลลูกเพรียงอย่างไร ลูกเพรียงกินอะไร ให้อาหารแบบไหนถึงจะเหมาะสม เกษตรกรอย่าเพิ่งใจร้อน ขอให้ทีมงานทำการวิจัยให้เรียบร้อยก่อน และคาดว่าภายในสิ้นปี 47 นี้ น่าจะสามารถเผยแพร่อบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรได้ทุกขั้นตอนแน่นอน

ใช้เพรียงเลี้ยงลดต้นทุน 50%
คุณอรรณพ พุทธเจริญ จากฟาร์มพิชิตพล ผู้เอื้อเฟื้อสถานที่ในงานวิจัยและเป็นเกษตรกรที่ใช้เพรียงจากการทดลองนำไปเป็นอาหารแก่พ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำในโรงเพาะฟักของตน กล่าวว่า เดิมเกษตรกรจะใช้เพรียงทรายที่จับได้จากทะเล นำมาเป็นอาหารให้กับพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ซึ่งเพรียงทรายเหล่านั้นไม่มีการตรวจเชื้อ และในขั้นตอนการเก็บเพรียงทรายของชาวบ้านจะทำการแช่น้ำให้เพรียงทรายบวมน้ำ ยกตัวอย่างเช่น ในความเค็มของน้ำทะเลที่เพรียงทรายอยู่ประมาณ 30 ppt เมื่อชาวบ้านจับเพรียงทรายมาแล้วจะนำมาดองน้ำในความเค็ม 5 ppt เพื่อให้ตัวเพรียงทรายพองตัวขึ้น ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น ตรงนี้ทำให้คุณค่าทางอาหารของเพรียงทรายลดลง หรือกรรมวิธีในการเก็บเพรียงทรายจากธรรมชาติอาจทำให้ตัวเพรียงทรายขาด เมื่อลำตัวเป็นแผลหรือขาด เพรียงทรายจะไม่กินอาหารและจะใช้พลังงานทั้งหมดในการสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป ทำให้สารอาหารเหลือน้อยหรือหายไป เนื่องจากขั้นตอนดังกล่าว นี่คือสิ่งที่คณะวิจัยได้ศึกษามา
"ก่อนที่จะนำเพรียงไปให้กุ้งกิน ผมนำไปให้ อ.สุรพล ตรวจสอบก่อนว่าปลอดเชื้อตัวแดงดวงขาว หัวเหลือง โรคตับอักเสบในกุ้ง เรืองแสง ทอร่า โปรโตซัวหรือไม่ ถ้าไม่พบเชื้อที่กล่าวมาถือว่าผ่าน จากนั้นถึงนำมาให้กุ้งกิน หากเพรียงซึ่งเป็นอาหารกุ้งติดเชื้อแล้วนำมาให้พ่อแม่พันธุ์กุ้งกิน เรื่องที่จะทำให้ลูกกุ้งปลอดเชื้อคงเป็นเรื่องยาก" คุณอรรณพ กล่าว
คุณอรรณพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าถามว่าในการเลี้ยงเพรียงทรายเพื่อนำมาเป็นอาหารพ่อแม่พันธุ์ เป็นการลดต้นทุนการผลิตของโรงเพาะฟักหรือไม่ ในการผลิตเพื่อใช้เองย่อมเป็นการลดต้นทุนอยู่แล้ว หากซื้อขายกันทั่วไปเพรียงทรายราคาจะตกประมาณ กก.ละ 500 บาท ส่วนการเลี้ยงตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์จนเป็นลูกเพรียงที่สามารถนำไปเป็นอาหารแก่พ่อแม่พันธุ์กุ้งจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ต้นทุนประมาณ 250 บาท/กก. ลดต้นทุนการผลิตเดิมลงไปได้มากทีเดียว และผลที่ได้รับอัตราการรอดจากไข่กุ้งสู่ระยะนอเพลียสจากเดิมอยู่ที่ 50-60% แต่เมื่อใช้เพรียงที่ผลิตขึ้นให้พ่อแม่พันธุ์กุ้งกิน อัตราการรอดสูงถึง 100%
"ต้นทุนการผลิตหลังจากใช้เพรียงทรายที่ได้จากการเลี้ยง ต้นทุนลดลงประมาณ 50% จากเดิมจะซื้อเพรียงจากชาวบ้าน กก.ละ 500 บาท แต่เมื่อผลิตเองต้นทุนตก กก.ละ 250 บาท แม่กุ้ง 20 ตัว ให้วันละครึ่งกิโลกรัม มื้อเช้ากับมื้อเย็น ส่วนมื้อกลางวันจะให้อาหารเสริมอย่างปลาหมึก หอยลาย ตั้งแต่ใช้มาอัตราการแฮ็ชของไข่ดีขึ้น จากเดิมอาจจะได้ประมาณ 50-60% ตอนนี้อัตราการรอดบางบ่อสูงถึง 100% เต็ม แสดงว่าไข่ของกุ้งมีความสมบูรณ์มากขึ้น"
คุณสุรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ฟาร์มที่จะทำการเลี้ยงเพรียงทรายได้ ต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสม เช่น ทำเลที่ตั้งต้องอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำทะเล ในการเลี้ยงเพรียงทรายความเค็มเป็นปัจจัยสำคัญ ความเค็มต้องไม่ต่ำกว่า 26 ppt และสูงได้ไม่เกิน 32 ppt ส่วนภาชนะที่นำมาเป็นบ่อเพาะ สามารถประยุกต์จากบ่อเพาะกุ้งเดิมหรือบ่อปูนขนาดเล็กๆ ก็ได้เช่นกัน สำหรับขั้นตอนในการเลี้ยงต่างๆ คงต้องรอผลการวิจัยจากคณะวิจัยให้เรียบร้อย ประมาณปลายปีน่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นสพ.กุ้งไทย ฉบับที่ 27 ปักษ์แรกประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2547

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทย
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster