ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ใช้เกลือแร่เลี้ยงกุ้งขาว เท่าไหร่จึงพอดี?

พุทธ ส่องแสงจินดา
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง

กุ้งขาวหรือกุ้งขาวแวนนาไม เป็นกุ้งทะเลสายพันธุ์แปซิฟิก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Litopenaeus vannamei ชื่อเดิม (Penaeus vannamei) เป็นกุ้งที่สามารถปรับตัวให้เข้าความเค็มในช่วงกว้าง กินอาหารง่าย จึงสามารถเลี้ยงให้เติบโตเร็วและมีผลผลิตดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

น้ำที่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งขาว
คุณภาพน้ำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม เกษตรกรควรเอาใจใส่ในการรักษาหรือปรับปรุงคุณภาพน้ำให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกุ้งขาวตลอดระยะเวลาเลี้ยง เพื่อให้มีปัญหาในการเลี้ยงน้อยที่สุด

ตาราง แสดงค่าช่วงของคุณภาพน้ำที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม
คุณภาพน้ำ ระดับที่เหมาะสม
อุณหภูมิ 28-32 องศาเซลเซียส
ออกซิเจนละลายน้ำ ? 5 มิลลิกรัม/ลิตร
คาร์บอนไดออกไซด์ ? 20 มิลลิกรัม/ลิตร
ความเป็นกรดเป็นด่าง (พีเอช) 7.0-8.3
ความเค็ม 2-35 ส่วนในพันส่วน
คลอไรด์ ? 300 ส่วนในล้านส่วน
ความกระด้างรวม (ในรูป CaCO3) >150 ส่วนในล้านส่วน
แคลเซียม (Calcium hardness ในรูป CaCO3) >100 ส่วนในล้านส่วน
แมกนีเซียม (Magnesium hardness ในรูป CaCO3) >50 ส่วนในล้านส่วน
ความเป็นด่างรวม (Total Alkalinity ในรูป CaCO3) >100 ส่วนในล้านส่วน
แอมโมเนียอิสระ (NH3)<0.03 มิลลิกรัม/ลิตร
ไนไตรท์ (NO2-) <1 มิลลิกรัม/ลิตร
ไนเตรท (NO3-) 60 มิลลิกรัม/ลิตร
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) <2 ส่วนในพันล้านส่วน

เกลือแร่ในน้ำทะเล
ในน้ำทะเลธรรมชาติ ความเค็ม 35 ส่วนในพันส่วน จะมีเกลือแร่ทั้งประจุบวกและลบละลายอยู่ในสัดส่วนคงที่ จากรายงานทางวิชาการ พบว่าเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำทะเลมีถึง 70 ชนิด แต่มีเพียง 6 ชนิดเท่านั้นที่มีปริมาณรวมถึง 99% (โดยน้ำหนัก) ดังที่แสดงไว้ในตาราง จะเห็นได้ว่า ปริมาณคลอไรด์และโซเดียม (คือเกลือแกง NaCl) มีสัดส่วนถึง 85% ส่วนแมกนีเซียม แคลเซียมและโปแตสเซียม มีเพียง 1-3% เท่านั้น

ตาราง แสดงปริมาณเกลือแร่ (ทั้งประจุบวก และประจุลบ) ในน้ำทะเล ความเค็ม 35 ส่วนในพันส่วน
องค์ประกอบหลักของเกลือแร่ในน้ำทะเล (%โดยน้ำหนัก)
คลอไรด์ ( Cl- ) 55.04
โซเดียม ( Na+ ) 30.61
ซัลเฟต ( SO4- ) 7.68
แมกนีเซียม ( Mg+ ) 3.69
แคลเซียม ( Ca+ ) 1.16
โปรแตสเซียม ( K+ ) 1.10
รวม 99.28

สำหรับน้ำที่ความเค็มต่ำลง ปริมาณของเกลือแร่จะลดลงตามความเค็มที่ลดลง ซึ่งเกลือแร่ที่มีความสำคัญในการเลี้ยงกุ้งขาว เช่น โซเดียม โปแตสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ก็จะลดลงตามไปด้วย เกษตรกรสามารถ คำนวณปริมาณของเกลือแรที่มีอยู่ตามระดับของความเค็ม โดยใช้ สูตร
โซเดียม = 304.5 x ความเค็ม
โปแตสเซียม = 10.7 x ความเค็ม
แคลเซียม = 11.6 x ความเค็ม
แมกนีเซียม = 39.1 x ความเค็ม
นอกจากการวัดความเค็มเพื่อคำนวณปริมาณเกลือแร่ได้ทางอ้อมแล้ว (วิธีนี้เหมาะกับน้ำทะเลที่ยังไม่มีการปรุงแต่งเกลือแร่โดยการเติมวัสดุปูน) แล้ว เกษตรกรสามารถทราบปริมาณเกลือแร่ได้โดยการวัดคุณภาพน้ำคือ ความกระด้างของน้ำ (hardness) ซึ่งเป็นการวัดค่ารวมของธาตุโลหะที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม โปแตสเซียม เป็นต้น ธาตุโลหะละลายน้ำเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนกับกุ้งได้ทางเหงือก มีประโยชน์ต่อทั้งการรักษาคุณภาพน้ำ และเป็นเกลือแร่จำเป็นสำหรับกุ้ง ค่าเหมาะสมในบ่อเลี้ยงกุ้งคือ ไม่น้อยกว่า 150 มก./ล.ในรูป CaCO3 ซึ่งเกษตรกรสามารถวัดได้โดยใช้น้ำยาทดสอบสำเร็จรูป (เทสคิท)

ความเค็มการปรับตัวของกุ้งขาว
พื้นที่เลี้ยงกุ้งขาวของประเทศไทยกระจายอยู่ทั้งเขตชายฝั่งทะเลและเขตความเค็มต่ำ เพราะเกษตรกรเข้าใจถึงคุณสมบัติของกุ้งขาวที่ถึงแม้จะเป็นกุ้งทะเล แต่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเค็มได้ในช่วงกว้าง การปรับตัวให้เข้ากับความเค็มหมายถึง การที่กุ้งขาวพยายามรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกายให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เพื่อเกลือแร่ดังกล่าวมาใช้ในการควบคุมระบบประสาท การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และการสร้างความแข็งแรงของเปลือก ซึ่งกระบวนการรักษาสมดุลเกลือแร่จะต้องใช้พลังงาน
จากตารางคุณภาพน้ำที่เหมาะสมจะเห็นว่าความเค็มที่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งขาว คือ 2-35 ส่วนในพันส่วน อย่างไรก็ตามมีผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความเค็มที่ดีที่สุดที่กุ้งขาวไม่จำเป็นต้องปรับตัวรักษาสมดุลเกลือแร่ คือ ความเค็มประมาณ 26 ส่วนในพันส่วน (ในกุ้งกุลาดำอยู่ที่ความเค็มประมาณ 23 ส่วนในพันส่วน) ดังนั้น เมื่อกุ้งขาวมาเลี้ยงอยู่ในความเค็มที่ต่ำกว่า 26 ส่วนในพันส่วน กุ้งขาวต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในการในการนำเกลือแร่กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้มีปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าเลี้ยงกุ้งในความเค็มสูงกว่า 26 ส่วนในพันส่วน กุ้งขาวก็ต้องเสียพลังงานในการนำเกลือแร่ออกจากร่างกาย ทั้งนี้เพื่อมิให้มีเกลือแร่ในร่างกายมากเกินไป
ถึงแม้กุ้งขาวสามารถเจริญเติบโตได้ในความเค็มตั้งแต่ 2- 35 ส่วนในพันส่วน การเลี้ยงกุ้งขาวเพื่อให้ได้ผลดีนั้น เกษตรกรควรเลือกปล่อยกุ้งในความเค็มช่วง 10-30 ส่วนในพันส่วน เพราะจะทำให้กุ้งไม่ต้องปรับตัวมากและมีอัตรารอดตายสูงขึ้น แต่ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ เกษตรกรที่ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงในพื้นที่ความเค็มต่ำกว่า 10 ส่วนในพันส่วน ควรให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษในการปรับลูกกุ้งขาวให้เข้ากับความเค็มในบ่ออย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้กุ้งไม่เครียดจนเกินไป

ขนาดของกุ้งขาวที่สามารถปรับตัวเข้ากับความเค็ม
ในช่วงที่ไข่กุ้งฟักตัวและมีการพัฒนาการของตัวอ่อนกุ้งขาว ลูกกุ้งต้องการความเค็มของน้ำประมาณ 28 ส่วนในพันส่วน ดังนั้นการนำลูกกุ้งขาวมาเลี้ยงในเขตความเค็มต่ำต้องมีการปรับลดความเค็มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขนาดของลูกกุ้งขาวแวนนาไมที่เหมาะสมในการปรับตัวเข้ากับความเค็มได้ดีในครั้งแรกของชีวิต คือ ขนาดมากกว่า P12 เนื่องจากเป็นระยะที่ลูกกุ้งมีการพัฒนาเพียงพอที่จะทนและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี โดยเฉพาะการปรับตัวเข้ากับความเค็มที่กุ้งต้องใช้เหงือกเป็นอวัยวะควบคุมการแลกเปลี่ยนเกลือแร่ ซึ่งในระหว่างการพัฒนาการของลูกกุ้งขาว เหงือกจะพัฒนาจนสามารถทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อลูกกุ้งขาวพัฒนาถึงระยะ P12
การปล่อยกุ้งเกษตรกรควรแจ้งให้โรงเพาะฟักทราบถึงความเค็มของน้ำในบ่อที่จะปล่อยกุ้ง เป็นเวลาประมาณไม่น้อยกว่า 5 วัน โดยสามารถปรับความเค็มไม่เกิน 3-5 ส่วนในพันส่วน/วัน
ส่วนการเตรียมบ่อให้ได้ความเค็มที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกุ้งในเขตพื้นที่เลี้ยงความเค็มต่ำ ถ้าไม่สามารถปรับน้ำเค็มทั้งบ่อได้ เกษตรกรอาจนำน้ำทะเลความเค็มเข้าไปคอกที่กันไว้ในบ่อ (พื้นที่ประมาณ 5%) ปรับให้บ่อเลี้ยงมีความเค็มประมาณ 5-10 ส่วนในพันส่วน ใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนผสมให้น้ำจืด และน้ำเค็มเข้ากัน เตรียมน้ำทิ้งไว้ 1 วัน แล้วจึงสั่งกุ้งมาปล่อยในบ่อ และเลี้ยงประมาณ 5-7 วัน ในระหว่างเลี้ยง ค่อยๆ ผสมน้ำโดยนำน้ำในบ่อ (ภายนอกคอกปล่อยกุ้ง) เข้ามาในคอกให้ความเค็มลดลงอย่างช้าๆ จนความเค็มของน้ำเท่ากันในวันสุดท้าย แล้วจึงเอาคอกออก

ความจำเป็นของการใช้เกลือแร่ในการเลี้ยงกุ้งขาว
เกลือแร่ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โซเดียม โปแตสเซียม คลอไรด์ และซัลเฟอร์ เป็นสารอนินทรีย์ที่มีความจำเป็นในกระบวนการชีวเคมีของกุ้งและสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เช่น แคลเซียม จำเป็นสำหรับสร้างเปลือก ส่วนโซเดียมและโปแตสเซียม จำเป็นต่อการส่งสัญญาณของระบบประสาท และการยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เป็นต้น
ถึงแม้จะสามารถปรับลูกกุ้งขาวให้เข้ากับความเค็มในบ่อเลี้ยงแล้วก็ตาม กุ้งยังต้องปรับสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายทุกวัน เช่นความต้องการเกลือโซเดียมและโปแตสเซียม ส่วนแคลเซียม ซึ่งกุ้งต้องใช้ในการสร้างเปลือกนั้นกุ้งจะมีการแลกเปลี่ยนกับน้ำในบ่อที่ขึ้นกับจังหวะการลอกคราบ โดยในช่วงของการเตรียมตัวลอกคราบ กุ้งต้องทำให้คราบเปลาะและนิ่มเพื่อสามารถถอดตัวออกจากคราบได้ กระบวนการชีวะเคมีในร่างกายของกุ้งก็จะดึงเอาแคลเซียมในเปลือกออกมาไว้ในเลือดและระบายทางเหงือก ออกมาอยู่ในน้ำ และเมื่อกุ้งลอกคราบเสร็จแล้วเปลือกใหม่จะนิ่ม กุ้งจะอ่อนแอ ในช่วงนี้กุ้งต้องการแคลเซียมและจะนำเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้เปลือกและร่างกายแข็งแรงเร็วที่สุด
การเลี้ยงกุ้งขาว ด้วยความความแน่นสูงในบ่อเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา ปริมาณกุ้งที่มีอยู่ต่อพื้นที่จะผิดไปจากปริมาณที่มีอยู่ในทะเล เพราะในในพื้นที่ 1 ตารางเมตร ทะเลมีปริมาตรน้ำมากกว่า 20-70 ลูกบาศก์เมตร หรือ ตัน (ความลึก มากกว่า 20-70 เมตร) และมีจำนวนกุ้งน้อยกว่า (ความหนาแน่นน้อยมากไม่สามารถประเมินได้) ส่วนการเลี้ยงกุ้งขาวในบ่อดินที่ปล่อยกุ้งความหนาแน่น 120,000 ตัวต่อไร่ จะมีกุ้งขาว จำนวน 75 ตัวต่อตารางเมตร และอาจจะมีน้ำหนักกุ้งเพียง 0.37 กรัมต่อตารางเมตร ส่วนปริมาตรน้ำจะมีเพียง 1.4 - 2 ลูกบาศก์เมตร (ความลึกประมาณ 1.4 - 2 เมตร) เมื่อเลี้ยงกุ้งขาวไปได้สามเดือน โดยมีการเจริญเติบโตถึงขนาด 80 ตัวต่อกิโลกรัม และมีอัตรารอดตายประมาณ 90% จะเหลือกุ้งในบ่ออยู่ประมาณ 67 ตัวต่อตารางเมตร แต่น้ำหนักกุ้งจะเพิ่มขึ้นถึง 843 กรัมต่อตารางเมตร
ปริมาณของกุ้งในทะเลจะน้อยเมื่อเทียบกับปริมาตรน้ำ จึงทำให้กุ้งธรรมชาติไม่มีโอกาสขาดเกลือแร่และไม่ต้องให้อาหารและอากาศ แต่ในบ่อเลี้ยงกุ้งจะเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม เกษตรกรมีความเข้าใจแล้วว่า ในบ่อเลี้ยงกุ้งขาวเราต้องให้อากาศตลอดเวลาและให้อาหารเป็นมื้อๆ ให้เพียงพอกับความต้องการของกุ้งที่เพิ่มขึ้นเป็นรายวัน ความต้องการเกลือแร่ต่างๆของกุ้งเช่นกันที่กุ้งขาวในบ่อดินต้องการทุกวัน และเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาเลี้ยง

แหล่งเกลือแร่สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาว
ในการเลี้ยงกุ้งขาวปกติ กุ้งขาวจะได้รับเกลือแร่อยู่แล้วโดยผ่านทางอาหาร การเลี้ยงในน้ำความเค็มต่ำ อาหารกุ้งควรเติมแคลเซียม 2.5% นอกจากนี้ยังมีเกลือแร่ปริมาณน้อย เช่น เหล็ก ไอโอดีน แมงกานีส ทองแดง โคบอลต์ สังกะสี เซลีเนียม โมลิปดินั่ม ฟลูออไรด์ อลูมิเนียม นิเกิล แวนนาเดียม ซิลิกอนและโครเมี่ยม ซึ่งจะมีการผสมลงไปในรูปของเกลือแร่ผสมล่วงหน้า
แหล่งของเกลือแร่ที่นิยมใช้ในรูปของวัสดุปูน เพราะเกษตรกรสามารถเติมลงไปในน้ำได้ในระหว่างเลี้ยง วัสดุปูนที่นิยมใช้มีหลายประเภท เช่น แคลเซียมซัลเฟต (ยิปซั่ม) มีแคลเซียม 22%ของน้ำหนัก, โปแตสเซียมคลอไรด์ มีโปแตสเซียม 50%, โปแตสเซียมแมกนีเซียมซัลเฟต มีโปแตสเซียม 17.8% และแมกนีเซียม 10.5%, โปแตสเซียมซัลเฟต มีโปแตสเซียม 41.5%ฒ แมกนีเซียมซัลเฟต (ยิปซั่ม) มีแมกนีเซียม 10%, และโซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง) มีโซเดียม 39% ของน้ำหนัก เกลือแร่เหล่านี้ เกษตรกรต้องจัดการเลือกใช้อย่างเหมาะสม
ถ้ากุ้งได้รับเกลือแร่จากอาหารไม่เพียงพอ กุ้งจะต้องได้รับเกลือแร่จากน้ำ และเกลือแร่ที่มีในร่างกายของกุ้งจะต้องแลกเปลี่ยนกับน้ำ โดยเฉพาะโซเดียมและแคลเซียม ที่ปริมาณในน้ำและร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงได้ ตามสภาพแวดล้อมของการเลี้ยง

หลักการปรับแต่งปริมาณเกลือแร่ในน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้ง
จากการที่อธิบายในข้างต้นแล้วว่า ปริมาณกุ้งที่ปล่อยในความหนาแน่นสูง และปริมาณเกลือแร่ที่มีน้อยในน้ำที่มีความเค็มต่ำลง ทำให้กุ้งขาวที่เลี้ยงในเขตความเค็มต่ำต้องการการปรับแต่งเกลือแร่ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเกลือที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวในน้ำที่มีความเค็มต่ำ คือเกลือแร่หลักที่มีอยู่ในน้ำทะเล เช่น โซเดียม (Na+) โปแตสเซียม (K+) แคลเซียม (Ca2+) และแมกนีเซียม(Mg2+) แต่ถ้าหากว่าน้ำมีความเค็มอยู่แล้ว ปริมาณโซเดียมจะไม่ค่อยขาดแคลน จึงยังคงมีเกลือแรอีก 3 ตัวคือ โปแตสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่เกษตรกรต้องสนใจในการปรับแต่งปริมาณในน้ำให้เพียงพอ
วิธีสังเกต อาการของกุ้งที่ขาดเกลือแร่ ที่ง่ายที่สุดสำหรับเกษตรกร คือการสังเกตที่ตัวกุ้งเวลาที่มีการเช็คยอ หรือเวลาที่มีการสุ่มกุ้ง กุ้งที่ขาดเกลือแร่ แคลเซียม จะมีลำตัวนิ่มและเปลือกแข็งช้าหลังจากการลอกคราบ ส่วนกุ้งที่ขาดสมดุล โซเดียมและโปแตสเซียมจะเกิดอาการลำตัวเป็นตะคริว ถ้าเกษตรกรพบอาการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ากุ้งขาดเกลือแร่ และจำเป็นต้องปรับแต่งปริมาณเกลือแร่ในน้ำเพื่อให้กุ้งดูดซึมเข้าทางเหงือก แต่ถ้าหากว่าไม่พบอาการดังกล่าว ความจำเป็นของการปรับแต่งปริมาณเกลือแร่จะน้อยลง
สัดส่วนที่เหมาะสมน้ำเลี้ยงกุ้งที่ขาดเกลือแร่ เกษตรกรควรปรับให้ใกล้เคียงกับน้ำทะเลโดย แคลเซียมต่อแมกนีเซียม อยู่ที่ประมาณ 1:4 และสัดส่วนแคลเซียมแมกนีเซียม อยู่ที่ประมาณ 1:1 โดยเกษตรกรต้องรักษาให้ในน้ำที่เลี้ยงกุ้งมีเกลือแร่หลัก 3 ตัวคือแคลเซียมไม่น้อยกว่า 100 มก./ล. แมกนีเซียมไม่น้อยกว่า 400 มก./ล. และโปแตสเซียมไม่น้อยกว่า 100 มก./ล.
การเสริมเกลือแร่ให้กับกุ้งโดยผ่านทางน้ำเป็นวิธีการที่เกษตรกรสามารถทำได้สะดวกด้วยตนเอง ในน้ำที่ขาดเกลือแร่ เกลือแร่สามารถละลายในน้ำได้ดี แต่ถ้าเกษตรกรปรับแต่งเกลือแร่เป็นประจำจนเกินพอ เกลือแร่ที่ละลายน้ำสามารถกลับไปทำปฏิกิริยาเคมีกับสารประกอบอนินทรีย์ที่มีประจุลบ คือ ฟอตเฟต ทำให้เกิดการตกตะกอนได้ โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนสุดท้ายของการเลี้ยงที่บ่อกุ้งขาวมีปริมาณฟอตเฟตสูง ทำให้เกลือแร่ที่เกษตรกรเติมลงไป จะสูญเปล่าลงไปในตะกอนดิน และทำให้เกษตรกรไม่สามารถปรับสัดส่วนของเกลือแร่ให้เหมาะสมได้ตามคำแนะนำ ในกรณีดังกล่าว เกษตรกรต้องสังเกตกุ้งว่า มีอาการขาดเกลือแร่หรือไม่ ถ้าไม่พบอาการขาดเกลือแร่ เกษตรกรไม่มีความจำเป็นในการแต่งปริมาณเกลือแร่ให้ได้สัดส่วนตามคำแนะนำ การมุ่งเน้นแต่การปรับเกลือแร่ให้ได้สัดส่วน โดยไม่ดูความเพียงพอที่ตัวกุ้งอาจจะทำให้เกษตรกรใส่เกลือแร่มากเกินไป และทำให้เกิดความสิ้นเปลือง

ผลของเกลือแร่ต่อระบบนิเวศ
เกลือแร่ในอีกความหมายหนึ่งคือ วัสดุปูน เมื่อเกษตรกรใช้วัสดุปูนในบ่อเลี้ยงกุ้งแล้วจะได้ทั้งประจุบวกและประจุลบ ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อกุ้งโดยตรงแล้วยังมีผลต่อสิ่งแวดล้อมในบ่อเลี้ยงกุ้ง ดังนี้
ในบ่อที่มีสภาพดินกรดปูนที่ใช้ เช่น ปูนขาว หรือปูนไฮดรอกไซด์ จะทำให้เกิดสภาวะความเป็นด่าง ทำให้พีเอช สูงขึ้น พีเอชของน้ำก็จะเหมาะสม ระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงก็จะดีเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตกุ้ง แพลงก์ตอนพืชและจุลินทรีย์ ประจุลบจากวัสดุปูนที่เหลืออยู่ในน้ำ (ในรูปของอัลคาไลนิตี้) จะทำหน้าที่เป็นตัวต้านการเปลี่ยนแปลงของพีเอช (พีเอชบัฟเฟอร์) ไม่ให้แกว่งตัวเร็ว
การเติมปูนนอกจากจะช่วยให้ค่าอัลคาไลนิตี้ของน้ำเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้เกลือแร่เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม เพราะเมื่อวัสดุปูนทำปฏิกิริยาแล้ว ปริมาณเกลือแร่ประจุบวกก็จะเหลือละลายอยู่ในน้ำ ทำให้กุ้งขาวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
การใช้เกลือแร่ในการเลี้ยงกุ้งมีผลต่อกุ้ง คุณภาพน้ำและตะกอนดิน ช้าลง นอกจากที่เกลือแร่ในปริมาณความเข้มข้นสูง (ปริมาณแคลเซียมที่มากเกินไป) จะทำให้มีการทำปฏิกิริยากับฟอสฟอรัส (ฟอสเฟต) ในน้ำ ทำให้แพลงก์ตอนพืชไม่สามารถนำเอาฟอสฟอรัสไปใช้ประโยชน์ได้ แพลงก์ตอนพืชจะเจริญเติบโตได้ช้าลง ทำให้สีน้ำนิ่ง นอกจากนี้เกลือแร่ที่ใส่เข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้ง (เช่นยิปซั่ม) ทำให้สารแขวนลอย เช่นตะกอนดินเหนียว ตกตะกอน สีน้ำโปร่งขึ้น ทำให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำมากขึ้น สีน้ำจะไม่ดรอบง่าย ทำคุมสีน้ำได้ง่ายขึ้น ซึ่ง สภาวะเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเลี้ยงกุ้งไปได้ 2 เดือนไป
ธาตุแมกนีเซียมนั้นนอกจากกุ้งมีความต้องการแล้ว แพลงก์ตอนพืชยังมีความต้องการในการสร้างคลอโรฟิลล์ (แต่ต้องการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และน้อยกว่าความต้องการของกุ้ง) การที่ในน้ำมีแมกนีเซียมอยู่จะทำให้แพลงก์ตอนพืชสามารถขยายตัวเพิ่มปริมาณได้

สรุป
เกลือแร่มีความจำเป็นต่อการเลี้ยงกุ้งขาวให้ได้ผลดี เพราะเกลือแร่จะไปมีผลต่อสรีระวิทยาของกุ้งและระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงกุ้งขาว การเลี้ยงกุ้งขาวในความหนาแน่นสูงและอยู่ในช่วงความเค็มที่ต่ำ นอกจากต้องปรับลูกกุ้งให้เข้ากับความเค็มของน้ำในบ่อแล้ว แล้วบ่อเลี้ยงกุ้งขาวมักจะจำเป็นต้องได้รับการเติมเกลือแร่ โดยใช้วัสดุปูนประเภทต่างๆ เพื่อให้กุ้งขาวมีการเจริญเติบโตที่ดี เนื่องจากน้ำทะเลความเค็มต่ำ มีปริมาณเกลือแร่น้อย ส่วนความต้องการเกลือแร่ของกุ้งและระบบจะมีมากเนื่องจากปริมาณกุ้ง และสารอาหารในน้ำมีมากว่าธรรมชาติ เกษตรกรจึงต้องมีการควรมีการเติมเกลือแร่ให้เพียงพอ โดยสังเกตอาการขาดเกลือแร่ของกุ้งขาว เช่น เป็นตะคริว หรือลำตัวนิ่ม พร้อมทั้งตัววัดปริมาณของเกลือแร่ที่สำคัญในน้ำ ในกรณีที่พบว่ากุ้งขาวไม่มีอาการขาดเกลือแร่ ความต้องการเกลือแร่จะน้อยลง
นอกจากนี้วัสดุปูนที่ใส่เข้าไปจะมีผลในการควบคุมระบบนิเวศโดยเฉพาะในช่วงหลังจากเลี้ยงไปเป็นเวลา 2 เดือน บ่อจะมีสารอาหาร (ฟอสเฟต) ตะกอนแขวนลอยและแพลงก์ตอนพืชในปริมาณสูง เกษตรกรอาจจะนำเอาเกลือแร่มาใช้ในการควบคุมระบบนิเวศบ่อเลี้ยงกุ้งได้อีกด้วย
การเติมเกลือแร่มากเกินไป ก็จะทำให้เกิดสิ้นเปลืองและทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อพบกุ้งไม่ขาดเกลือแร่ และสีน้ำนิ่งในระดับที่เกษตรกรต้องการแล้ว ความจำเป็นของเกลือแร่จะลดน้อยลง ในสภาวะอย่างนี้ เกษตรกรอาจจะลดปริมาณ หรือความถี่ในการใช้วัสดุปูนลง เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนการเลี้ยงกุ้ง

เนื้อหาจากหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยฉบับที่72
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด