ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

หันกลับมามองและรู้จักพื้นที่น้ำจืดให้มากขึ้น

โดย ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะมีผลกระทบทางด้านบวกหรือทางด้านลบขึ้นอยู่กับการปรับตัวหรือการเตรียมความพร้อมของแต่ละคน ใครที่ใช้หลักในการดำเนินชีวิตสายกลางหรือพอเพียงอย่างมีเหตุผลและลดความเสี่ยงหรือมีภูมิคุ้มกันย่อมจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงหรืออาจจะไม่ได้รับผลกระทบเลย การเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดก็เช่นเดียวกัน มียุคริเริ่ม ยุคเฟื่องฟู ตลอดจนยุครวมกันสู้เพื่อความอยู่รอดแต่ช่วงเวลาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหรืออาจจะเรียกว่าผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบมากที่สุดคือระยะก่อนที่จะเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำไปเป็นกุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาจากกุ้งกุลาดำเลี้ยงแล้วโตช้ามาก แตกไซส์ ผลผลิตต่ำ ขาดทุนกันถ้วนหน้า ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก ที่เหลือรอดยังคงเลี้ยงกันอยู่ทุกวันนี้จัดได้ว่าเป็นพวกหัวแข็ง ไม่ตายแต่ไม่โต และในอนาคตจะเป็นอย่างไรเส้นทางจะแจ่มใสหรือมืดมนต้องดิ้นรนกันอีกสักเท่าไร คงต้องมาวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ
สถานการณ์ปัจจุบันเกือบทั้งประเทศเลี้ยงกุ้งขาว รวมทั้งเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศที่คล้ายกับไทยคือเลี้ยงกุ้งขาวเกือบเต็มร้อยคือจีนและอินโดนีเซีย ส่วนเวียดนามและอินเดียยังเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นส่วนใหญ่ การแข่งขันในส่วนของกุ้งขาวนับวันจะรุนแรงมากโดยเฉพาะถ้ากลุ่มประเทศผู้ซื้อใช้มาตรการต่าง ๆ เป็นกฎระเบียบสำหรับฟาร์มเลี้ยงต้องได้มาตรฐานและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดจะได้รับผลกระทบมากเพราะส่วนมากเป็นฟาร์มรายย่อย แล้วจะอยู่รอดกันได้อย่างไรนี่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริง ในความคิดของผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งจะเป็นรายย่อย ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาปรับปรุงฟาร์มเข้าสู่ความเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะความสะอาด เป็นระเบียบในด้านสุขอนามัยภายในฟาร์มก่อนที่กฎระเบียบต่าง ๆ จะกำหนดออกมาให้ต้องปฏิบัติตาม
ในด้านการเลี้ยงกุ้งถ้าเดินทางสายกลางอย่างมีเหตุมีผลและไม่เสี่ยง ซึ่งในที่นี้ไม่เสี่ยงในช่วงเวลาที่เลี้ยงยากและไม่โลภหวังผลผลิตมากในขณะที่ไม่มีความพร้อม คือปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นมากและความเค็มต่ำจนเกือบเป็นน้ำจืด ต้องใช้เหตุผลครับ กุ้งขาวก็เป็นกุ้งทะเลเลี้ยงได้หนาแน่นกว่ากุ้งกุลาดำก็จริงแต่ความเค็มและแร่ธาตุในน้ำต้องพอเพียง รวมทั้งเครื่องให้อากาศด้วย จะเลี้ยงบางแต่ได้ไซส์ใหญ่ไม่เครียดน่าจะเหมาะสำหรับฟาร์มส่วนใหญ่ แต่ในรายที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในรูปแบบสหกรณ์ก็คงต้องดูความเหมาะสมและความสามารถของตนเองว่าแบบไหนไม่เสี่ยง ส่วนในกุ้งกุลาดำคงมีบ้างสำหรับเลี้ยงเพื่อขายกุ้งอ๊อค แต่คงจะลดน้อยลงไปมาก กุ้งก้ามกรามยังคงต้องลุ้นว่าเมื่อไรจะได้พ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อไวรัส MrNV และ XSV ซึ่งทำให้ลูกกุ้งตายจำนวนมากก่อนและหลังระยะคว่ำรวมทั้งตัวขุ่นขาว โดยสรุปแล้วช่วงปลายปีเป็นเวลาของการพักผ่อนมากกว่าการลุยลงลูกกุ้ง แต่อย่างว่าคนไทยชอบเสี่ยงแม้จะบอกว่าอย่าเสี่ยงแล้วก็ตาม ยังไง ๆ ก็ขออวยพรให้โชคดีสำหรับผู้ที่ไม่ประมาท


เนื้อหาจากหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยฉบับที่73
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด