ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน คนเลี้ยงกุ้งต้องปรับตัว โดย น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ

"สวัสดีปีใหม่ครับ" ปีใหม่นี้ขอให้ชาวกุ้งไทยทุกท่านประสบความสุข สมหวังกันถ้วนหน้า ด้วยความสมานฉันท์ ตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันยิ่งโดยเฉพาะชาวกุ้งไทยทั้งระบบ ยิ่งต้องสมานฉันท์เชิงธุรกิจกันเป็นพิเศษ เพราะแนวโน้มธุรกิจกุ้งโลกนับวันจะแข่งขันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และเราส่วนใหญ่คาดหวังกันไว้ว่า
ปี 2550 นี้ ไม่หมูสำหรับเราชาวกุ้งไทยโดยรวม เหตุที่ผมเกริ่นอวยพรปีใหม่ เช่นนี้ เพราะว่าปี 2550
ผมเชื่อว่าผลผลิตกุ้งโลกจะเพิ่มขึ้น จากทั้งกรณีปลาย ลานิญญา ของอเมริกาใต้ และต้นแอลนิญโญ ของเอเชียตะวันออก ที่เอื้อต่อการเลี้ยงกุ้งทั้ง 2 ฝั่งทวีป ผนวกกับปี 2550 จะเป็นปีที่ทุกประเทศผลิตกุ้งขาวส่งออกกันทั้งสิ้น โดย อินเดีย เป็นประเทศสุดท้ายที่จำเป็นต้องผลิตกุ้งขาวทดแทนกุ้งกุลาดำ ดังนั้น การผลิตกุ้งโลกเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกซึมๆย่อมจะต้องแข่งขันด้านการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ใช่ว่าไม่มีลุ้น สำหรับไทยมีโอกาสเสมอ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา เราก็จะไม่ค่อยนึกถึงโอกาสใหม่ๆกันมาก ตามนิสัยไทยแท้ ที่ว่า วัวไม่หาย ไม่ล้อมคอก ยังไงก็ยังงั้น
แต่ในฐานะที่พอมีประสบการณ์ คนไทยกุ้งไทย ก็อดไม่ได้ที่เสนอนำให้อ่านกันเล่นๆ ไปพลางๆ ก่อน โดยสรุปย่อๆคือ

1.สถานการณ์ธุรกิจกุ้งได้ปรับเปลี่ยน
ไปแล้ว ทั้งผ่านผู้ผลิต และผู้บริโภค โดย

- ฝ่ายผู้บริโภค เริ่มนิยมซื้ออาหารทำสำเร็จรูป ที่คุณประโยชน์ครบถ้วนแพ็คเดียวมากขึ้น และเชื่อว่าตลาดนี้จะขยายได้เร็ว ถ้ามีการทำฉลากที่ตรงใจได้มากพอ
- ธุรกิจครบวงจร หรือกึ่งครบวงจร เริ่มเข้าสูตรจากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร เพื่อโอกาสทั้ง การตลาด และสุขอนามัย

- ผ่านประเทศผู้ซื้อ จะจุกจิกมากขึ้น และต้องการล้วงลูก หรือ เอี่ยวจนถึงฐานการผลิตกันเลยทีเดียว

- ฝ่ายประเทศผู้ผลิต เริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชิงคุณภาพ ทั้งคุณภาพสินค้า ระบบประกันคุณภาพ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนถึงประสิทธิภาพการผลิต และการบริการ

2. โอกาสของกุ้งไทย
ในทัศนะของผม ผมคิดว่าสถานการณ์เปลี่ยนเช่นนี้ ไทยมีโอกาสช่องเบ้อเริ่ม (ขอใช้ภาษาถิ่นครับ) เพราะ ประการแรกผมเชื่อว่า อุตสาหกรรมกุ้งส่งออกของไทย มีความพร้อมและก้าวหน้ากว่าชาวบ้านอยู่พอสมควร ทั้งด้านการผลิตที่สนองได้ในเชิงบริการครบคู่คุณภาพกว่าใคร และด้านการส่งออกที่ประสบการณ์สะสมมากต่อการปรับตัวได้อย่างมั่นใจ
ประการที่ 2 ผมมั่นใจว่า การที่ประเทศไทย เริ่มธุรกิจกุ้งครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม หากเราทำวิธีการได้ลงตัว จะช่วยให้ประสิทธิภาพและศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจของกุ้งไทยสูงขึ้น
และประการสุดท้าย ผมเชื่อมั่นว่า ปี 2550 นี้ ภาครัฐจะมีกิจกรรมสนับสนุนธุรกิจกุ้งส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าอดีต
ดังนั้น หากประเมินกันโดยรวมแล้ว มั่นใจได้ว่า ปี 2550 น่าจะเป็นที่เปิดโอกาสให้กุ้งไทย "วิ่งตลุย" ในตลาดโลกได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน ที่กล่าวมานั้น ยังไม่รวมคำกรณี อากาศร้อนจัดแล้วนาน และอากาศแปรปรวน ซึ่งกรณีเช่นนี้ แม้จะเหตุเจ็บปวดสำหรับฟาร์มเลี้ยง แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า ไทยปัจจุบันมีลุ้นด้านดีอีกหลายเท่า
แต่สำหรับด้านเลี้ยงกุ้ง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ก็จำเป็นต้องซ่อมการปรับตัวด้วยเช่นกัน ในที่นี้ ผมขอเสนอแนะสาระที่สำคัญ คือ
1.ต้องยอมรับความจริง ว่า ธุรกิจเริ่มรวมกลุ่มแบบครบวงจรมากขึ้นมีการรวมกลุ่ม พัฒนาตนเอง และ
เป็นการรุกติดต่อเนื่อง เป็นธุรกิจเชื่อมโยง หรือครบวงจรมากขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าว คนเลี้ยงกุ้ง ต้องทำใจว่า การเชื่อมโยงหรือครบวงจร ต้องเปิดใจกันพอสมควร ทั้งในสภาพฟาร์มเลี้ยงด้วยและในธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งนำผลผลิตกุ้งของเราไปแปรรูปส่งออกโดยยึดหลัก "เศรษฐกิจการเลี้ยงร่วมกันในระดับหนึ่ง" ได้ก็ได้ด้วยกัน แบ่งปันกันให้ลงตัว แม้ยามเสี่ยงก็ต้องเสี่ยงกันระดับหนึ่งที่พอจะช่วยกันได้และพอเพียงทีจะช่วยให้การเชื่อมโยงหรือครบวงจร ก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

2.เนื่องจากเราได้ลงทุนในการทำความเข้าใจ เรื่องคุณภาพผลผลิตมานานมากแล้ว ปี 2550 นี้ ขอให้ทุกฟาร์ม เน้นที่คุณภาพผลผลิตเป็นพิเศษ ทั้งระหว่างการเลี้ยง ก่อนการขาย การเปิดจับ น็อก คัด ชั่ง ที่สามารถควบคุณภาพสูงสุดไว้ได้ พร้อมควรกล้ารับประกันการผลิต และคุณภาพผลผลิตของตนเองได้อย่างมั่นใจ
แต่ทั้งนี้ฝ่ายผู้ซื้อ ผู้ส่งออก ต้องทำใจร่วมกันให้ชัดเจนว่า การทำกุ้งคุณภาพดังใจนั้น มันอาจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกบ่อ ไม่เฉพาะกรณีความสวยของตัวกุ้ง ซึ่งฟาร์มเลี้ยงเองก็ไม่อยากให้เกิดแผล หรือมีรอยขีดข่วน ดังนั้นหากมีปัญหาใดๆ ควรหารือ ร่วมแก้ไขกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ให้เข้าใจกันได้ชัดเจน และไม่เกิดอุปสรรคต่อธุรกิจในอนาคต เพราะสถานการณ์ธุรกิจกุ้งปัจจุบัน หมดยุค "ตวงวันนี้ กินวันนี้" แล้วครับ เราถึงยุคที่ต้องทำธุรกิจร่วมกันยาวๆ ในอนาคตเป็นสำคัญ
3.กรณีการลดต้นทุนการผลิต สำหรับปี 2550 ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะภาคผู้เลี้ยง จะเห็นได้ทั่วไปว่า ถ้าลดต้นทุนการผลิตไม่ดี ก็จะยืนอยู่ในวงจรธุรกิจนี้ยากมากๆ ในส่วนที่ควรยกมาเกริ่นในที่นี้ คงจะไม่นอกเหนือข้อมูลเดิมๆ ครับคือ
3.1 รวมกลุ่มผู้เลี้ยงร่วมแหล่งน้ำ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันโรคให้ได้ อย่าให้เกิดปัญหาโรคระบาด เพราะปัจจุบันโรคระบาดถือเป็นต้นทุนแฝงของกุ้งกว่า 10% เข้าไปแล้วนะครับ การป้องกันโรคร่วมกันจึงถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่ต้องเน้นกันเป็นพิเศษคือ
- ระวังป้องกันโรคตั้งแต่เตรียมบ่อ เตรียมน้ำ ลูกกุ้ง ต้องทำ 100% และไม่พลาด
- อย่าเสี่ยงในภาวะเสี่ยงหรือภาวะไม่เอื้ออำนวย แต่ถ้าบริเวณใดเสี่ยงก็ต้องทำใจ พร้อมปิดบ่อไว้ด้วย เพื่อป้องกันโรคระบาดสู่แหล่งน้ำหรือบ่ออื่นๆ ในภายหลัง
- ปรึกษาหารือกันอยู่เสมอ มีปัญหาอะไรจะได้ช่วยกันป้องกันแก้ไขได้ทันเหตุการณ์
3.2.ควรตัดสินใจลงกุ้งที่พอดีกับเงื่อนไขการผลิตของแต่ละฟาร์ม แต่ละบ่อ เพราะสภาพดิน ความพร้อมอุปกรณ์ สภาพแหล่งน้ำ ความเสี่ยงโรค และความพร้อมของคนเลี้ยง ในแต่ละบ่อแต่ละฟาร์ม ย่อมต่างกัน
3.3 ทำแผนการผลิต และแผนการเงินล่วงหน้า พร้อมการบันทึกข้อมูลการผลิต และการเงินอย่างละเอียดตลอดปี 2550 เพราะได้มีผลพิสูจน์แล้วว่า"จดแล้ว ไม่จน" ครับ
3.4 ปี 2550 ควรมีบ่อพัก ทรีทน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้หมุนเวียนอย่างเพียงพอ เพราะอากาศร้อนจะเลี้ยงกุ้งยากกว่า.... และควรเว้นบ่อว่างไว้บางบ่อ เผื่อแบ่งเผื่อย้ายเมื่อจำเป็นด้วยนะครับ และที่สำคัญคือ
3.5 ปี 2550 ถ้าขายกุ้งได้มีกำไร ควรสำรองเงินสดไว้มากๆ เพื่อการพัฒนากิจการฟาร์มต่อเนื่อง เพราะในอนาคตอันใกล้ ฟาร์มกุ้งของไทยต้องปรับสู่ระบบรีไซเคิลทั้งหมดครับ เนื่องจากเป็นไฟท์บังคับที่เราต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน เพื่อความยั่งยืนของอาชีพของเราชาวกุ้งไทยโดยรวมครับผม
เขียนมาถึงตอนนี้ ดูนาฬิกาแล้ว ต้องขอจบครับ: สวัสดีปีใหม่ ครับ

เนื้อหาจากหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยเล่ม11
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด