ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ตามไปดูอีกฟาร์มกุ้งที่เลี้ยงกุ้งได้ดีมากๆในกระบี่(ฟาร์มคุณอวยชัย สุภัตราภรณ์)

ฉบับนี้หนังสือพิมพ์กุ้งไทย ขอพาพี่น้องเกษตรกร ลัดเลาะแนวป่าเขาของ จ.กระบี่ มาจนเกือบสุดฝั่งทะเลอันดามัน มาพบกับฟาร์มของคุณอวยชัย สุภัตรากรรณ์ เจ้าของรางวัลนักตกปลา แห่งท้องอันดามันฟาร์มตั้งอยู่ที่ 142/5 หมู่2 ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ โทร 08-1477-8160 หนึ่งในคณะกรรมการของชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.กระบี่ ที่ เลี้ยงแบบพิถีพิถันในเรื่องของคุณภาพน้ำเป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนจะถูกโฉลกกับหน้าฝน เพราะพี่เขาบอกไว้ว่า “หน้าฝนเลี้ยงง่ายกว่าหน้าอื่นเยอะ จนเคยจับได้บ่อละกว่า 20 ตันมาแล้ว”

ฟาร์มของ คุณอวยชัย มีพื้นที่เลี้ยงทั้งหมดกว่า 100 ไร่ แบ่งเป็น 2 โซน โดยแต่ละโซนจะมีบ่อประมาณ 10 กว่าบ่อ เนื้อที่บ่อละประมาณ 3 ไร่กว่า นอกจากนี้ยังมีบ่อพักน้ำขนาดกว่า 10 ไร่ และบ่อทรีทน้ำต่างหาก(ก่อนนำน้ำเข้าบ่อกุ้ง) ขนาดประมาณ 2 ไร่ และบ่อน้ำทิ้งอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะจัดได้ว่ามีพื้นที่ในการเลี้ยงมาก แต่การเลี้ยงของที่นี่ เน้นปล่อยบางเพียงไร่ละ 120,000 ตัวเท่านั้น เนื่องจากตระหนักอยู่เสมอว่า การเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันมีความยากขึ้น เพราะมีโรคใหม่ๆ เข้ามามาก ผิดกับสมัยก่อนที่สูบน้ำแล้วลงกุ้งได้เลย ในแต่ละปีคุณอวยชัยจะเลี้ยงกุ้ง 2 รอบด้วยกัน และปล่อยกุ้งแบบทยอยลงตามความเหมาะสมและสถานการณ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี

การเตรียมบ่อ

คุณอวยชัย เล่าว่า เมื่อจับกุ้งเสร็จแล้ว ก็ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน (ในฤดูกาลปกติ) แต่ถ้าเป็นฤดูแล้งจะเพิ่มเป็น 1 ? – 2 เดือน เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งช่วงปลายปีโรคจะมาก ดังนั้นจึงไม่ต้องรีบร้อนเสี่ยงลงกุ้ง ยิ่งหากจับในช่วงปลายปีก็จะทิ้งบ่อไว้ยาว แล้วค่อยไปลงครอปต่อไปช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

หลังจากตากบ่อจนแห้งแล้ว เก็บกวาดขี้กุ้งโดยใช้รถแบล็คโฮลกวาดออก จากนั้นจะใช้ปูนมาลย์หว่านให้ทั่วพื้นบ่อ เพื่อปรับสภาพดินในปริมาณไร่ละหนึ่งตัน แต่หากบ่อไหนสภาพดินไม่ดีก็จะเพิ่มเป็นสองตัน จากนั้นจะปูพีอีที่ขอบบ่อ 3 ด้าน (ถ้าปูอยู่แล้วก็จะเช็คสภาพการใช้งาน และทำการปรับปรุงให้อยู่ในสภาพดี) และลงใบพัด ส่วนเหตุที่ปูพีอีเพียง 3 ด้านเนื่องจากง่ายต่อการทำงาน เมื่อเลี้ยงกุ้งเสร็จอีกด้านหนึ่งที่เหลือก็จะให้รถแบล็กโฮลลงไปกวาดเลนได้ง่ายโดยที่ไม่ต้องเสียพีอีทิ้งในแต่ละรอบการเลี้ยง

การเตรียมน้ำ

คุณอวยชัย จะดูดน้ำทะเลมาเก็บไว้ที่บ่อพักน้ำ เมื่อเวลาจะใช้ก็จะดึงน้ำจากบ่อพักมาไว้ที่บ่อทรีท โดยการต่อท่อจากบ่อพักออกมา ( ฝังท่อไว้ตรงระดับกลางของบ่อ) เมื่อได้ระดับที่ต้องการแล้วจะลงคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน จึงสามารถสูบน้ำจากบ่อทรีทมาใช้ในบ่อเลี้ยงอีกทีหนึ่ง

คุณอวยชัย บอกว่า โดยปกติแล้ว น้ำที่นำเข้ามาในบ่อครั้งแรกจะนำมาจากบ่อพักน้ำเลย แต่น้ำที่เติมระหว่างการเลี้ยงจะต้องนำมาจากบ่อที่ทรีทแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่วิกฤติมีโรคระบาดมากในพื้นที่ใกล้เคียง หรือช่วงที่มีความเสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับน้ำหรือตัวกุ้ง ดังนั้นการเติมน้ำระหว่างการเลี้ยงต้องพิถีพิถันมาก

เมื่อเตรียมน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปล่อยน้ำจากบ่อพักเข้าบ่อเลี้ยงที่ระดับความลึก 1.40 เมตร 1.50 เมตร จากนั้นต้องเปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้สองวันเพื่อให้พาหะแตกตัว และหากบ่อไหนมีหอยมาก ก็จะลงกากชาเสริมไปด้วย แล้วลงคลอรีนในอัตราไร่ละประมาณถังครึ่งหรือประมาณ 60 กก. ในช่วงเย็น จากนั้นเปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้ 6 – 7 ช.ม. เพื่อให้คลอรีนละลายในน้ำ แล้วปิดเครื่องทิ้งไว้อีกประมาณ 2 วัน พอวันที่สามก็เปิดเครื่องตีน้ำอีกครั้ง

คุณอวยชัย กล่าวต่อไปว่า ต่อจากขั้นตอนข้างต้น ก็จะมาถึงการทำสีน้ำ ซึ่งจะใช้ปูนโดโลไมเติมลงไป และรำประมาณ 2 ถุง โดยรำนั้นจะนำมาแช่น้ำก่อนสามวัน จากนั้นจึงมาละลายน้ำหลังจากลงโดโลไมเรียบร้อยแล้ว โดยในระหว่างนี้ จะทำการตีน้ำเฉพาะกลางวันเป็นเวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ ก็จะได้สีน้ำที่ต้องการ จากนั้นก็จะสามารถลงลูกกุ้งได้เลย

ลูกกุ้ง

หลังจากทำสีน้ำเสร็จ ก็จะลงลูกกุ้งโดยใช้จากฟาร์มหรือแฮชเชอรี่หลายแห่งคละกันไปเพื่อลดความเสี่ยง โดยจะปล่อยลูกกุ้งไร่ละ 120,000 – 150,000 ตัวต่อไร่ แต่หากเป็นหน้าฝนอาจจะมากกว่านี้ได้ แต่ต้องไม่ให้แน่นจนเกินไป

สำหรับการปล่อยลูกกุ้งนั้น ที่นี่ก็จะปล่อยโดยใช้ถัง โดยจะเริ่มตั้งแต่เมื่อลูกมาจากแหล่งเพาะ พร้อมกับสั่งให้ทางโรงเพาะฟักทำความเค็มของน้ำให้เท่ากับในบ่อเลี้ยง จากนั้นก็จะใช้มีดกรีดถุงแล้วปล่อยลงในถัง แล้วนำถังปล่อยลงในบ่อ ซึ่งเหตุผลของการใช้วิธีปล่อยถังเช่นนี้ เพราะสะดวกรวดเร็ว และสามารถเช็กได้ว่ากุ้งเสียหายเท่าใด มีตายมากน้อยเท่าไร

“เทคนิคง่ายๆ ในการตรวจเช็กคือ เมื่อกุ้งอยู่ในถังให้เราดึงหัวทรายขึ้นมาดู ลูกกุ้งที่ตายก็จะลอยตามหัวทรายขึ้นมา และหากพบว่าลูกกุ้งไม่แข็งแรง เราก็ยังสามารถนำมาทดสอบได้อีกครั้ง เพื่อหาอัตรารอดได้ แต่หากใช้วิธีการลอยถุงลงในบ่อเลยเราจะรู้อัตรารอดได้ก็ต่อเมื่อนำมาเช็คยออกเท่านั้น ทั้งนี้ในระหว่างการรอลูกกุ้งลงบ่อ ก็จะตีน้ำในบ่อเลี้ยงรอจนกว่าจะลงลูกกุ้ง หลังจากลงลูกกุ้งแล้วก็จะเปิดเครื่องตีน้ำไปตลอด”

การให้อาหาร

คุณอวยชัย บอกว่า เมื่อลงลูกกุ้งแล้ว จะเว้นการให้อาหารไป 1 มื้อ และจะให้อาหารในมื้อต่อไป ที่ฟาร์มจะใช้อาหารกุ้งกุลาดำ เนื่องจากมีโปรตีนสูง ผสมกับรำในอัตราส่วน 1 : 2 เพื่อให้เกิดลูกไรในการเป็นอาหารเสริมให้กับลูกกุ้ง โดยจะจำกัดปริมาณรำไว้ที่ 60 ก.ก. เมื่อครบตามกำหนดแล้ว ก็จะให้แต่อาหารอย่างเดียว

โดยการเริ่มให้อาหารนั้น ในกุ้งเล็กจะให้อาหารทั้งหมด 1.5 กก./4 มื้อ/กุ้ง 100,000 ตัว และเพิ่มอาหารวันละ 3 ขีด/ 1 กก. จนถึงประมาณ 14 – 15 วัน จากนั้นจะเริ่มปรับอาหารเป็น ก.ก. พร้อมกับเริ่มมีการเช็คยอ จนกระทั่งลูกกุ้งอายุ 20 วัน จึงเพิ่มอาหารเป็น 5 มื้อ คือ เวลา 06.00น.10.30 น.15.00 น.19.00 น. และ 24.00 น.โดยในแต่ละมื้อจะให้อาหารในปริมาณเท่ากัน แต่เมื่อกุ้งอายุ 2 เดือนขึ้นไป กลางคืนจะลดปริมาณอาหารลง โดยเฉพาะในมื้อดึกจะให้อาหารในปริมาณน้อยมาก ส่วนการเช็คยอ จะเริ่มที่ใส่ยอ 1 กรัม/อาหาร 1 กก./2.5 ชม. จากนั้นเมื่อกุ้งอายุ 50 วันจนถึงวันจับ จะเพิ่มเป็น 2 กรัม/ 2 ชม.

การใช้แร่ธาตุ

สำหรับการใช้แร่ธาตุเสริม ส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้ตามสภาพกุ้งและสภาพน้ำเป็นหลัก เช่น ในกุ้งเล็กหากเช็คยอมาแล้วกุ้งเป็นตะคริวตัวข่าวขุ่น ก็จะลงยิบซัมเสริม แต่ในกุ้งใหญ่และกุ้งปกติจะไม่ค่อยได้ใช้ ยกเว้นกุ้งในบ่อที่โตช้า นอกจากนั้นกรณีก่อนจับ ก็ลงแคลเซียมครั้งละ 5 – 10 ถุง ก่อนจับประมาณ 1 อาทิตย์ในช่วงกลางวัน โดยหลังจากเช็คยอเสร็จแล้ว ก็จะปิดเครื่องตีน้ำ แล้วนำแร่ธาตุมาสาดให้ทั่วบ่อ จากนั้นเปิดเครื่องตีน้ำเพื่อให้แร่ธาตุกระจายตัว เพื่อให้กุ้งมีเปลือกแข็งเร็วขึ้น

ส่วนการใช้จุลินทรีย์นั้น ในหน้าฝนจะไม่ค่อยใช้ แต่ถ้าหน้าแล้ง โดยเฉพาะช่วงปลายปีจะใช้ประมาณวันละ 1 ถัง ติดต่อกันทุกวัน และไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำไปจนถึงวันจับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่การสังเกตคุณภาพของน้ำควบคู่กันไปด้วย

นอกจากนั้น ที่นี่จะเน้นในเรื่องของการถ่ายน้ำในกุ้งใหญ่ โดยการถ่ายน้ำนั้นจะต้องถ่ายน้ำให้ถึง เพราะอาจทำให้กุ้งลอย ซึ่งหากพบว่ากุ้งเริ่มลอยแล้ว ก็สามารถแก้ไขได้โดยลดอาหาร และเปลี่ยนถ่ายน้ำต่อไป

สำหรับการถ่ายน้ำจะเริ่มตั้งแต่กุ้งอายุได้ 60 วัน เพราะน้ำจะเริ่มหนืด โดยจะเริ่มถ่ายน้ำในช่วงเช้าออกประมาณ 20 ซ.ม. แล้วเติมน้ำจากบ่อทรีทน้ำที่ดึงมารอไว้ก่อนหน้านี้ (ในระหว่างการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ก็ยังคงให้อาหารตามปกติ) แต่หากในหน้าฝนก็จะดึงน้ำจากบ่อพักมาเติมโดยตรงได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วงแรกๆ ห้ามถ่ายน้ำบ่อย เพราะกุ้งจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้อาจน็อคได้ โดยจะถ่ายน้ำแรกวันเว้นวัน ไม่เกิน 3 ครั้ง เมื่อน้ำเริ่มสดขึ้นมา จึงหยุดการเปลี่ยนถ่าย จากนั้นเมื่อผ่านไปประมาณ 1 – 2 อาทิตย์ จึงเปลี่ยนถ่ายน้ำครั้งต่อไป ซึ่งอาจเพิ่มการถ่ายน้ำเป็น 30 – 35 ซ.ม. และจะเปลี่ยนถ่ายน้ำลักษณะนี้ไปจนกระทั่งวันจับ แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนถ่ายน้ำ จะดูที่น้ำในบ่อเป็นหลัก ว่าน้ำหนืดหรือไม่ น้ำมีฟอง หรือขุ่นหรือไม่ โดยหากน้ำมีตะกอนมาก ก็จะถ่ายมาก หากมีน้อยก็จะถ่ายน้อย

ดูแลคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยง

คุณอวยชัย บอกว่า ในระหว่างการเลี้ยง ที่นี่ยังมีการดูแลคุณภาพน้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะค่าพีเอชที่ตามปกติอยู่ระหว่าง 7 – 8 โดยหากพีเอชตกแสดงว่าน้ำเริ่มดร็อป ก็จะต้องเติมปูนประมาณครั้งละ 4 – 5 ถุง เพื่อปรับสภาพน้ำ ส่วนค่าอัลคาไลน์นั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก โดยจะอยู่ในช่วงระหว่าง 8 – 10 ยกเว้นบ่อที่มีหอยมาก ซึ่งจะต้องเติมปูนเพื่อปรับสภาพ ส่วนค่าความเค็มจะอยู่ที่ประมาณสิบกว่าเกือบยี่สิบ แต่หน้าแล้งจะอยู่ที่ 30 ขึ้นไป ทำให้หน้าฝนจะเลี้ยงกุ้งง่ายที่สุด เพราะค่าความเค็มต่ำ รวมทั้งค่าต่างๆ ในน้ำเกิดความสมดุลย์จากน้ำฝน

ประหยัดพลังงานได้จากเครื่องให้อากาศ

นอกจากการปรับมาใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันแล้ว คุณอวยชัย บอกว่า การเปิดปิดเครื่องตีน้ำ ส่วนใหญ่ในเวลากลางวัน จะสามารถปิดเครื่องได้เกือบทุกตัว เพราะมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอ เป็นการประหยัดพลังงานไปในตัว ประกอบกับไม่ลงกุ้งแน่น แต่ในเวลากลางคืน ในกุ้งใหญ่จะเหลือไว้ 2 – 3 ตัว ส่วนในกุ้งเล็กสามารถปิดเครื่องในเวลากลางคืนได้

นอกจากนั้นก็จะมีการปิดเครื่องตีน้ำก่อนให้อาหาร โดยในกุ้งเล็กจะปิดเครื่องประมาณ 2.5 ช.ม. จากนั้นเมื่อเช็คยอเสร็จก็จะเปิดต่อ แต่ในกุ้งใหญ่จะลดลงมาเหลือ 1.45 – 2 ช.ม.

คุณอวยชัย กล่าวในตอนท้ายถึงการจับว่า ส่วนใหญ่ที่นี่จะจับลูกกุ้งตั้งแต่ไซซ์หน้าสี่ลงมา แต่ไม่เกิน 45 ตัวต่อกิโลกรัม โดยใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5 – 6 เดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด และราคาในช่วงนั้นๆ ด้วย



เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับที่75
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด