ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

วิธีลดต้นทุนที่คุณไม่เคยรู้
จาก ผอ.อนันต์ ตันสุตะพานิช


ปัจจุบันการแข่งขันในอุตสาหกรรมกุ้ง โดยเฉพาะกับประเทศคู่แข่งเริ่มมีสูงขึ้นทุกขณะ เนื่องจากทุกประเทศ ล้วนมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยง มาได้ใกล้เคียงไทยอย่างชนิดที่ว่า "หายใจรดต้นคอ" เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ทำอย่างไรให้เราหนีห่างประเทศเหล่านั้นให้มากที่สุด พร้อมกับการพัฒนาทุกส่วนของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง หรือสะดุดให้น้อยที่สุด
แต่โดยรวมแล้ว ด้วยศักยภาพของไทย เรายังถูกมองว่าอยู่เหนือคู่แข่งในระดับหนึ่ง เพราะด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่เหนือกว่า ความปลอดภัยในอาหารที่ดีกว่า ความเป็นปึกแผ่นในอุตสาหกรรมกุ้งที่มีความแน่นแฟ้นกว่า รวมถึงศักยภาพในด้านอื่นๆ ที่ดูเหมือนเราจะดีกว่าคู่แข่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเป็นเบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมในเรื่องของค่าแรงงาน ที่ทั้งจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย รวมถึงอีกหลายประเทศ มีอัตราถูกกว่าค่าแรงไทย ซึ่งเรื่องนี้ เราคงไปสู้เขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือ เราจะทำอย่างไรในการลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุด เพื่อนำส่วนนี้ไปชดเชยในเรื่องของค่าแรงงานได้ ซึ่งคำตอบก็คงหนีไม่พ้น "การลดต้นทุนการผลิต" นั่นเอง
"บาราลด์เฟส" ใช้ไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทีมงาน นสพ.กุ้งไทย ได้รับคำแนะนำจาก ดร.อนันต์ ตันสุตะพานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ถึงวิธีการลดต้นทุนในบ่อกุ้งที่ได้ผลที่สุด ว่า นอกจากจะใช้เครื่องไม้เครื่องมือให้ตรงกับการใช้งาน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว "การบาราลด์เฟส" ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการในการลดพลังงาน ที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีใครทราบ ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ การบาราลด์เฟส คือการใช้ไฟในทุกเฟสให้เท่ากันหรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด เพื่อการประหยัดพลังงานไฟฟ้า
ดร.กบ กล่าวว่า โดยทั่วไปเมื่อมีการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและลงสายไฟฟ้าตามบ้านทั่วไป จะมีการติดตั้ง 2 สาย หรือ 2 เฟส และสายดินอีก 1 สาย แต่ถ้าเป็นฟาร์มกุ้งขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เมื่อได้รับการติดตั้งไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว จะมีสายหรือเฟส 3 เฟส และสายดิน 1 สาย สมมติว่าเรามีเครื่องตีน้ำ 3 เครื่อง แล้วเราต่อไฟฟ้าใช้สายเดียว ค่าไฟฟ้าก็จะเพิ่มเป็น 3 เท่า แต่หากใช้เครื่องตีน้ำ 3 เครื่อง แยกไปเครื่องละเฟส ก็จะทำให้สามารถลดค่าพลังงานไฟฟ้าลงได้ประมาณ 30 - 60 % ซึ่งในเรื่องนี้เกษตรกรทั่วไป ก็สามารถนำไปใช้ได้ โดยในเบื้องต้นก่อนที่จะสลับเฟส เกษตรกรสามารถสังเกตว่าเฟสไหนกินไฟมากหรือน้อยได้จากมิเตอร์ไฟฟ้า เพราะมิเตอร์จะหมุนจากเฟสที่กินไฟฟ้ามากที่สุด
"การทำแบบนี้ไม่ผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะช่างไฟมักขี้เกียจลากสาย ทำให้คนใช้ไฟมองข้ามหรือไม่ก็ไม่ทราบจริงๆ และที่สำคัญเขาคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของการไฟฟ้าที่จะต้องมาบอกเรื่องนี้ให้เรารู้ เพราะมันเป็นผลประโยชน์ของเขา เพราะฉะนั้นอย่าต่อเครื่องตีน้ำหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าจากสายเดียว แต่ให้เฉลี่ยต่อให้เท่าๆ กัน เช่น มีเครื่องตีน้ำ 9 ตัว ก็ให้ต่อสายละ 3 ตัวเป็นต้น"
สำหรับการดูค่าไฟฟ้าในแต่ละเฟส เราก็สามารถทราบได้ว่า เฟสไหนกินไฟมากหรือน้อยกว่ากัน แล้วปรับให้มีค่าเฉลี่ยที่เท่ากัน โดยใช้เครื่องวัดแอปแปร์ ซึ่งราคาค่อนข้างถูกคือ ตัวละพันกว่าบาทเท่านั้น จากนั้นนำเครื่องไปคล้องสายไฟ แล้วเครื่องก็จะวัดค่าเพื่อให้สามารถดูได้ว่า เฟสไหนกินไฟมากกว่ากัน แล้วนำเครื่องที่ใช้กับเฟสที่กินไฟมาก ไปแชร์กับเฟสอื่นที่กินไฟน้อย เพื่อเฉลี่ยค่าไฟฟ้าในแต่ละเฟสให้ใกล้เคียงกันให้มากที่สุด
เรื่องนี้ไม่ใช่ฟาร์มอย่างเดียวที่สามารถนำไปใช้ได้ แต่สถานีวิจัยต่างๆ ออฟฟิต รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องใช้ปริมาณไฟฟ้าทีละมากๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งก็จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นการบาราลด์เฟส ยังช่วยในเรื่องของการป้องกันไฟตกได้อีกด้วย เพราะไฟฟ้าไม่ได้วิ่งผ่านสายไฟแค่สายเดียว ทำให้ไฟฟ้าวิ่งผ่านในแต่ละเฟสได้อย่างสม่ำเสมอ อันจะเป็นการยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าไปในตัว
เปลี่ยนมาใช้เฟืองเกียร์รถยนต์ในเครื่องตีน้ำ
นอกจากนั้น ดร.อนันต์ ยังเปิดเผยถึงวิธีการประหยัดพลังงานอีกวิธีหนึ่งนั่นก็คือ การเปลี่ยนเฟืองในเครื่องตีน้ำมาเป็นเฟืองแบบเกียร์รถยนต์ ซึ่งในเครื่องตีน้ำรุ่นเก่า ในรอบเท่ากันเฟืองที่ใช้กับเครื่องตีน้ำรุ่นเก่า จะกินไฟมากกว่าเฟืองรุ่นใหม่ (เฟืองเกียร์รถยนต์) เพราะของรุ่นเก่าเดิมใช้กับการเลี้ยงกุ้งดำ ซึ่งกินไฟราว 4.5 - 6 แอมแปร์ต่อชั่วโมง แต่เฟืองเกียร์รถยนต์ กินไฟเพียง 2.8 - 3 แอมแปร์ต่อชั่วโมง เท่านั้น จึงทำให้ฟาร์มที่ใช้เฟืองรุ่นใหม่หรือเฟืองเกียร์รถยนต์นี้ สามารถประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าไปได้อีกถึง 30 %
บ่อระบบปิดต้องมีเครื่องดันน้ำ
นอกจากนี้ สำหรับฟาร์มในระบบปิด ซึ่งในอนาคตอาจกลายเป็นที่นิยม ต้องมีการดันน้ำให้หมุนเวียน บ่อพักน้ำต่างๆ อาจทำเป็นคลองล้อมรอบบ่อ แล้วทำให้น้ำเดิน เพื่อนำปุ๋ยไปหาต้นไม้ สาหร่าย หรือหญ้า น้ำก็จะสะอาด ปุ๋ยก็ถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์ ซึ่งหากเก็บไว้ในบ่อ น้ำก็จะนิ่ง เขียว และไม่ใสสะอาด เรื่องนี้รวมถึงบ่อเลี้ยงระบบปิด ที่ต้องการผันน้ำใช้แล้วมาไว้ยังบ่อพัก ผ่านบ่อหญ้าหรือสาหร่าย เพื่อบำบัดน้ำโดยวิธีการธรรมชาติบำบัด
ในระบบปิด การพักน้ำ อาจใช้เครื่องแค่ตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ ลดปริมาณของเสียเปลี่ยนเป็นผลผลิตพลอยได้ เช่น สัตว์หน้าดิน เพราะฉะนั้น หากไม่มีเครื่องดันน้ำ มีแต่ต้นไม้ ปุ๋ย หรือของเสียในบ่อ สิ่งเหล่านี้ก็จะนิ่งอยู่ในบ่อพัก ต้นไม้ สาหร่าย หรือหญ้า ก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นเครื่องดันน้ำจึงมีความสำคัญสำหรับบ่อระบบปิดเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนการใช้เครื่องดันน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ก็จะใช้เครื่องดันน้ำขนาด 2 แรงม้า แล้วต่อเป็นระบบเกียร์

เฟืองเกียร์รถแม้จะแพงกว่าสายพาน แต่ประหยัดค่าไฟฟ้า และทนทานกว่ามาก เหมาะกับการใช้งานในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันที่ทดลองใช้อยู่ ก็ใช้มากว่า 6 ปีแล้ว ยังสามารถใช้งานได้เป็นปกติ
กลับทิศเกียร์ปั๊มลมลดค่าไฟเกือบครึ่ง
สำหรับปั๊มลม ที่ใช้กับแฮชเชอรี่หรือโรงเพาะฟักทั่วไป ดร.อนันต์ บอกด้วยว่า ปกติเราใช้ 1,400 หรือ 2,800 รอบ พวกนี้ต้องติดตั้งกลับทิศ จากเกียร์1 ที่เป็นเกียร์ต่ำสุด ซึ่งเหมาะกับเครื่องตีน้ำ เพราะความเร็วรอบต่ำ มาเป็นเกียร์สูงสุดแทน เนื่องจากเครื่องปั๊มต้องการความเร็วรอบสูง เพราะฉะนั้นจึงต้องกลับทิศ คือทางเข้าเป็นทางออก ซึ่งก็จะทำให้ค่าพลังงานไฟฟ้าลดลงไปอีกประมาณ 30%
"เราต้องสลับทิศเพื่อต้องการความเร็วรอบที่เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเกียร์ 1 จึงเป็นเกียร์ที่เร็วสุด แล้วเกียร์ 2 และเกียร์ต่อไปก็จะช้าลงตามลำดับ ซึ่งวิธีนี้ นอกจากจะประหยัดพลังงาน และทำให้ความเร็วรอบเพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ เพื่อให้สามารถใช้พลังงานได้ตามต้องการ โดยเฉพาะในกรณีลูกกุ้งในบ่อมีจำนวนน้อยได้อีกด้วย"
ใช้วัตถุดิบใกล้ตัวให้เป็นประโยชน์
ส่วนการลดต้นทุนในเรื่องของอาหาร ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในเรื่องของวัตถุดิบในการผลิต โดยเฉพาะปลาป่นหรือปลาเป็ด ทำให้ต้องมาตระหนักถึงแหล่งโปรตีนใหม่ เราก็สามารถใช้แหล่งโปรตีนจากสิ่งใกล้ตัวและสัตว์หน้าดินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์ ไรน้ำ ไรแดง แพลงก์ตอน หรือเคย ซึ่งสัตว์เหล่านี้กุ้งใหญ่จะไม่กิน แต่เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่คุณค่าทางอาหารสูง โดยมีโปรตีนสูงถึง 60 % เพราะฉะนั้น เราสามารถดักเก็บสิ่งเหล่านี้ แล้วนำมาผสมอาหารให้กุ้งกินได้
"อย่างในบ่อปลาที่มีการเลี้ยงอยู่ในขณะนี้ บ่อเหล่านี้สามารถดักไรแดง ไรน้ำ หรือเคยได้ตั้งแต่ 1 - 10 กก./ไร่ เพราะฉะนั้น หากเป็นบ่อกุ้ง ที่อย่างน้อยต้องมีบ่อละ 4 ไร่ ยิ่งมีมากบ่อ ก็จะได้สัตว์เหล่านี้มากตามไปด้วย"
สำหรับวิธีการดัก เราก็สามารถทำได้โดยใช้เปลดักหน้าเครื่องตีน้ำในบ่อเลี้ยง ในระหว่างที่มีการตีน้ำ ซึ่งน้ำจะวน แล้วใช้ตาข่ายหรืออวนล้อมรอบกันกุ้งเข้ามา ทยอยเก็บทุกวัน แล้วนำมาทำความสะอาดชำระสิ่งสกปรก เพื่อนำมาผสมกับอาหาร หรือขายเป็นอาหารปลาสวยงาม ซึ่งเท่าที่ทราบมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ่อเลี้ยง
นอกจากการนำไปเป็นส่วนผสมของอาหารกุ้งแล้ว ประโยชน์ทางอ้อมของสัตว์หน้าดิน ยังช่วยลดปริมาณของเสียในบ่อพักน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติได้อีกด้วย เพราะหากมีการนำสัตว์จำพวกนี้มาทิ้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือบ่อพักมากจนเกินไป จนสัตว์ตามแหล่งน้ำธรรมชาติกินไม่หมด สิ่งเหล่านี้ก็จะเน่าเสียโดยเปล่าประโยชน์ เพราะพวกนี้จะบลูมขึ้นมาเต็ม ทำให้เกิดน้ำเขียว อันจะเป็นการเพิ่มปริมาณของเสียในบ่อพักหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ
นอกจากนี้ ในทางเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบ่อ เพราะสัตว์เหล่านี้ เมื่อมีมากในบ่อ แต่ไม่มีการบริโภค ก็จะแย่งออกซิเจนจากกุ้ง และเป็นตัวการในการเพิ่มแหล่งของเสียในบ่อ เนื่องจากเมื่อเกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน สัตว์พวกนี้จะดรอปและเน่าเสียในที่สุด
"สรุปก็คือ เมื่อเราเก็บสัตว์เหล่านี้ออกจากบ่อเลี้ยง น้ำก็จะไม่เขียว อากาศในบ่อเพิ่มขึ้น ลดการเน่าเสียในบ่อ เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันน้ำก็จะไม่ดรอป เพราะสิ่งเหล่านี้มีปริมาณไม่มาก ที่สำคัญเราไม่ต้องกลัวว่ามันจะหมดไป เพราะมันจะออกมาเรื่อย มันทยอยเกิด เราก็ทยอยเก็บ ซึ่งเหล่านี้ก็จะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีไปในตัว อันจะเอื้อประโยชน์อย่างสูงต่อการเลี้ยง โดยเฉพาะการเลี้ยงในระบบปิด เรียกได้ว่าใช้สิ่งเกินดุลให้เป็นประโยชน์"
ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ โรงงานอาหารน่าจะเตรียมพร้อมรับมือกันได้แล้ว เพราะเท่าที่ทราบมาตรฐานหลายมาตรฐานในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ได้เตรียมที่จะบังคับใช้ในเรื่องวัตถุดิบจำพวกปลา ส่วนที่กังวลกันว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่สะอาดหรืออาจมีสารปนเปื้อน ก็มีหลายวิธีการที่ทำให้มันสะอาดได้
"สัตว์พวกนี้ส่วนใหญ่ทุกคนรู้จักกันหมด แต่เรากลับมองข้าม ไม่นำมันกลับมาใช้ประโยชน์ นั่นก็เพราะทุกวันนี้ เรามองแต่ในเรื่องผลผลิตปลายทางอย่างเดียว แต่ในระหว่างทาง เรากลับไม่เคยเหลียวแล"
เป็นไงคะ เทคนิคการลดต้นทุนแบบต่างๆ ของ ดร.อนันต์ ตันสุตะพานิช ถ้าต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็สามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล กรมประมง ท่าน ผอ.ยินดีให้คำแนะนำทุกท่าน


เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับที่77
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด