ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เก็บตกข้อมูลน่าสนจาก งานวันกุ้งไทยครั้งที่ 17 (งานกุ้งสุราษฏร์ธานี 21-22 กุมภาพันธ์ 2550)
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

ผ่านไปด้วยดีกับงานวันกุ้งไทยครั้งที่17 งานกุ้งไทยนี้เขาจัดขึ้นทุกปีที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์2549
ทุกปีก็จะมีการมอบรางวัลกุ้งทองให้กับผู้ที่เป็นตัวอย่างที่ดีหรือมีผลงานที่ดีและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการกุ้งซึ่งในปีนี้มอบให้กับ คุณประยูร หงส์รัตน์ แห่ง สุรีรัตน์ฟาร์ม
ส่วน ในภาคการสัมมนาพบว่ามีหัวเรื่องและเนื้อเรื่องที่แตกต่างและที่ใกล้เคียงกับงานวันกุ้งจันท์ตะวันออกแฟร์ ซึ่งเคยได้สรุปให้ไปในหนังสือกุ้งไทยฉบับที่ผ่านมา ส่วนในฉบับนี้จะขอสรุปเนื้อเรื่องที่แตกต่างและที่น่าสนใจจากงานวันกุ้งไทยหนนี้แล้วกันครับ

เริ่มด้วยการนำเสนอข้อมูลของกรมประมงในเรื่อง นโยบายพัฒนากุ้งไทย ปี2550
ซึ่งจะมีการเพิ่มศักยภาพพื้นที่เลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์โดย
" พัฒนานากุ้งร้างให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด โดยไม่เพิ่มพื้นที่ใหม่
" สร้างสายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ดีเพื่อใช้ในประเทศ
โดยมีหน่วยผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งทะเลตามหลักพันธุศาสตร์ ดังนี้ ภูเก็ตผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ, ตรังผลิตพ่อแม่พันธุ์แชบ๊วย และฉะเชิงเทราผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว

การเพิ่มศักยภาพการผลิต
" ควบคุมและบำบัดสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อมการเลี้ยงกุ้ง เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้ง
" ตรวจสอบและเฝ้าระวังการระบาดของโรคไวรัสในกุ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และยังเป็นการลด ข้อกีดกันทางการค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
" ควบคุมคุณภาพผลผลิตและผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
" พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแหล่งเลี้ยง การปนเปื้อน และการเกิดโรคระบาด
การเพิ่มมูลค่าสินค้ากุ้ง
" พัฒนาสินค้าปรุงแต่งให้มีความหลากหลายและเป็นไปตามความต้องการของผู้นำเข้า รวมทั้งสอดแทรกวัฒนธรรมของไทยเข้าไปในรูปแบบของการแปรรูปสินค้า
การเพิ่มศํกยภาพการตลาด
" สร้างภาพลักษณ์สินค้ากุ้งในตลาดโลกและประเทศผู้นำเข้าผ่านระบบมุ่งเน้นคู่ค้าหลักและประเทศเป้าหมาย (Door to Door)
" ขยายจุดกระจายสินค้า Distributor Center ในภูมิภาคคู่ค้าหลัก
" สร้างระบบการเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด รวมทั้งสร้างระบบเจรจาการค้าที่มีประสิทธิภาพ
" สร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศผู้นำเข้าผ่านการจัดระบบ Traceability

นอกจากเรื่องการเพิ่มศักยภาพฯแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่กรมประมงได้สื่อกับเกษตรกรในงานกุ้งไทยคือ
ข้อกำหนดมาตรฐานกับกระบวนการผลิตกุ้ง (กรมประมง)ถือว่าเป็นการนำมาย้ำให้เราได้ตระหนักตรงจุดนี้ว่าผู้เกี่ยวข้องทุกขบวนการผลิตกุ้งไทยควรปฏิบัติตัวอย่างไร
เนื่องจากกุ้งที่ผลิตนั้นมีเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศ โดยมีผลผลิตการส่งออกประมาณปีละ 520,000 ตันต่อปี ( ปี 2549 )(อ้างอิงจาก 'สมาคมกุ้งไทย')
-ธุรกิจการส่งออกกุ้งทะเลของไทย ต้องประสบปัญหาสารปฏิชีวนะตกค้าง
ในเนื้อกุ้งทะเล สารปฏิชีวนะตกค้างนั้นได้แก่สารในกลุ่มคลอแรมฟินิคอลและไนโตรฟูแรน
ซึ่งกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปห้ามใช้กับสัตว์เลี้ยงเพื่อการบริโภคอย่างเด็ดขาด(ย้ำห้ามใช้ยาพวกนี้โดยเด็ดขาด)
-ประเทศไทย เป็นประเทศผู้นำประเทศหนึ่งในการส่งออกกุ้งทะเล โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 30%
-กรมประมง ในฐานะหน่วยงานหลักในการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล จึงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เสนอต่อกลุ่มสหภาพยุโรป พร้อมกับเสนอของบประมาณฉุกเฉินจากรัฐบาล ภายใต้โครงการตรวจสอบติดตามป้องกันยาปฏิชีวนะตกค้างในการผลผลิตกุ้ง
-การแก้ไขปัญหาของกรมประมงคือ กรมประมงจะนำนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาปฏิบัติ คือ "สร้างความมั่นคงให้ผู้ผลิต สร้างคุณภาพชีวิตแก่ผู้บริโภค" ดังนั้นทุกส่วนราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องดำเนินการให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิดให้มีคุณภาพถูกสุขอนามัย ปราศจากสารพิษและ สารปฏิชีวนะตกค้าง นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนนโยบาย Food Safety Year ของรัฐบาลในปี 2547 อีกด้วย
-การจัดทำระบบตรวจสอบได้ ดำเนินการภายใต้ความช่วยเหลือด้านวิชาการจากกระทรวงเกษตรและประมงของรัฐบาลฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน
-ซึ่งกรมประมงสามารถพัฒนาระบบตรวจสอบสำหรับโรงเพาะฟัก ฟาร์มกุ้ง ผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ซื้อ-ผู้ขายกุ้ง และโรงงานแปรรูปได้ทั้งระบบ เพื่อให้สามารถออกใบรับรองและตรารับรองคุณภาพกุ้ง CoC(ซีโอซี) หรือกุ้งคุณภาพนั้นเอง

กระบวนการผลิตกุ้งคุณภาพตลอดสายการผลิตตามมาตรฐาน CoC(ซีโอซี) เป็น การผลิตกุ้งคุณภาพ ที่มีกระบวนการผลิตกุ้งที่ได้มาตรฐานซีโอซี ตลอดสายการผลิต โดย แบ่งเป็นต้นสายการผลิต และปลายสายการผลิต (ดังรูป)
-ส่วนต้นสายการผลิตได้แก่ โรงเพาะฟัก ฟาร์มเลี้ยง โรงงานผลิตอาหารและปัจจัย ผู้ซื้อ-ผู้ขาย
-ส่วนปลายสายการผลิต คือ โรงงานแปรรูปและห้องเย็น


โรงเพาะฟัก
ต้องมีการผลิตลูกกุ้งให้มีคุณภาพ เริ่มจากการเลือกใช้ พ่อแม่กุ้งที่มีคุณภาพ ผ่านการตรวจสุขภาพ และการตรวจโรคจากกรมประมง
นอกจากนี้กรมประมงส่งเสริมโรงเพาะฟักลูกกุ้งให้มีมาตรฐานสองระดับคือ
เป็นโรงเพาะฟักมาตรฐาน จีเอพี GAP มีข้อกำหนด 7 ข้อ
เป็นโรงเพาะฟักมาตรฐาน ซีโอซี CoC มีข้อกำหนด 10 ข้อ
หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ 1. สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง 2. สำนักงานประมงจังหวัด

ฟาร์มเลี้ยง
ต้องมีการเลี้ยงกุ้งให้ได้ผลผลิต และมีคุณภาพ ต้องเลือกใช้ลูกกุ้งพันธุ์ดี มีการจัดระบบการเลี้ยงแบบยั่งยืน ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
กรมประมงส่งเสริมให้เป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่มีมาตรฐานสองระดับคือ
เป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาตรฐานจีเอพี GAP มีข้อกำหนด 7 ข้อ
และพัฒนาเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาตรฐาน ซีโอซีCoC มีข้อกำหนด 11 ข้อ
หน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ 1. สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง 2. สำนักงานประมงจังหวัด

โรงงานผลิตอาหารกุ้งและปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำ
อาหารกุ้ง เป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งของการเพาะเลี้ยงกุ้ง
อาหารกุ้งที่ดีต้องมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน และกระบวนการผลิตต้อง
ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Good Management Practice)
ควบคุมตรวจสอบให้โรงงานผลิตอาหารเพื่อใช้ในการเลี้ยงกุ้งทะเลมีมาตรฐาน GMP ให้โรงงานปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์
กรมประมงออกเอกสารหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการรับรองมาตรฐาน อาหารกุ้งทะเล
ตรวจหาสารปฏิชีวนะในปัจจัยการผลิตและมอบ Screening Test Kit แก่เกษตรกร เพื่อตรวจปัจจัยการผลิตด้วยตัวเองก่อนใช้
หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ 1. สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง 2. สถาบันวิจัยอาหารสัตว์น้ำจืด และ 3.สำนักงานประมงจังหวัด

ผู้ซื้ อ-ผู้ขาย
เป็นตัวแทนรับซื้อกุ้งจากฟาร์มเลี้ยงไปขายยังโรงงานแปรรูป มีแผนการจับและจำหน่าย ตลอดจนการลำเลียงขนส่งที่ต้องใช้ระยะเวลาน้อยที่สุด และต้องใช้น้ำแข็งและภาชนะบรรจุที่สะอาด เพื่อคงความสด สะอาดของผลผลิตกุ้ง จากฟาร์มจนถึงโรงงานห้องเย็นเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ถูกสุขอนามัย มีมาตรฐานดังนี้
1.หลักการการประเมินมาตรฐานสุขลักษณะการปฏิบัติงานในการขนถ่ายและซื้อขายสัตว์น้ำ(กุ้ง) ณ ตลาดกลาง
2.หลักการการประเมินมาตรฐานสุขลักษณะการปฏิบัติขั้นตอนภายหลังการจับกุ้ง
หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ

โรงงานแปรรูปและห้องเย็น
เป็นส่วนสำคัญลำดับสุดท้ายก่อนสินค้าอาหารกุ้งจะถึงมือผู้บริโภค
โรงงานแปรรูปต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินการตามมาตรฐาน HACCP และ GMP
ระเบียบกรมประมงว่าด้วยการจัดสุขอนามัยผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ พ.ศ. 2545
ระเบียบกรมประมงว่าด้วยการขอใบรับรองโรงงานหรือผู้แปรรูปกุ้งทะเล
หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำ และ ผลิตภัณฑ์ประมง

ลองมาทบทวนแบบย่อกับ มาตรฐาน ซีโอซี (Code of Conduct) และ จีเอพี (Good Aquaculture Practice) สำหรับการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล
Code of Conduct (CoC) เป็นมาตรฐานการจัดระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม สำหรับการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลอย่างยั่งยืนตลอดสายการผลิต จากฟาร์มถึงโรงงานแปรรูป เพื่อพัฒนาให้ได้กุ้งคุณภาพ มีความสะอาด มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Good Aquaculture Practice (GAP) เป็นมาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลให้มีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภคทำให้ถูกสุขลักษณะที่ดีของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล ป้องกันการใช้ยาและสารเคมี และไม่ให้มีสารตกค้างในเนื้อกุ้ง

มาตรฐาน ซีโอซี
การตรวจประเมินโรงเพาะฟัก และ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล
1. การเลือกสถานที่
- เป็นพื้นที่ถูกกฎหมายมีเอกสารสิทธิ์
- มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และอยู่ไกลแหล่งมลพิษ
2. การจัดการ การเลี้ยงทั่วไป
- มีการวางผังฟาร์ม และมีการวางระบบป้องกันปัญหาน้ำเสีย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
- มีการวางแผนการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ
มีการจัดสุขอนามัยที่สะอาดและปลอดภัย
3. ความหนาแน่นในการปล่อยกุ้งลงเลี้ยง
- มีการตรวจสุขภาพ ความแข็งแรงก่อนปล่อย
- ปล่อยกุ้งความหนาแน่นไม่เกิน 80,000 ตัว/ไร่
4. อาหารและการให้อาหาร
- เลือกใช้อาหารที่มีคุณภาพสดใหม่ ไม่ควรเก็บไว้นาน
- มีการจดบันทึกการให้อาหารประจำวัน อย่างละเอียด
5. การจัดการสุขภาพกุ้ง
- ตรวจสุขภาพกุ้งควบคู่กับการตรวจคุณภาพน้ำเป็นประจำ
- งดใช้ยาและสารเคมีก่อนจับโดยมั่นใจว่า ต้องไม่พบยาและสารเคมีตกค้างในตัวกุ้ง
- มีมาตรการป้องกันโรคและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ
6. ยาและสารเคมี
- ใช้ยาให้ถูกวิธี ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผู้ใช้
- มีการจดบันทึก การใช้ยาและสารเคมีอย่างละเอียด
- ยาและสารเคมีที่ได้รับการอนุญาตจากกรมประมง
7. น้ำทิ้งและตะกอนเลน
- ต้องอยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดของกรมประมง และไม่
เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
- ขยะและสิ่งปฏิกูล มีการกำจัดอย่างถูกวิธี มีระบบสาธารณสุข
สำหรับเจ้าหน้าที่ภายในฟาร์ม
8. การจับและจำหน่าย
- มีการวางแผนและทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความสด
- มีการตรวจสารเคมีตกค้างในเนื้อกุ้งก่อนจับ
- การจับต้องป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้สารเคมีช่วยในการจับ
9. ความรับผิดชอบต่อสังคม
- พิจารณาจ้างแรงงานในท้องถิ่น มีสวัสดิการต่อแรงงาน
- สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนท้องถิ่น
10. การรวมกลุ่มและการฝึกอบรม
- ต้องมีการรวมกลุ่ม แลกเปลี่ยนข้อมูลการเลี้ยง มีการอบรมด้านวิชาการและการจัดการฟาร์ม
- มีการฝึกอบรมด้านกฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและส่งเสริมด้านคุณธรรม และสังคมต่อสิ่งแวดล้อม
11. ระบบการเก็บข้อมูล
- ต้องมีระบบเก็บข้อมูลที่ดี เพื่อนำมาใช้แก้ไขปรับปรุงผลผลิต ในรุ่นต่อไปได้

ฟาร์มและโรงเพาะฟักที่มีระบบการเลี้ยงตามแนวทางซีโอซีจะได้รับใบรับรองมาตรฐานฟาร์มซีโอซี มีอายุการรับรอง 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือ 2 ปี และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานประมงจังหวัดเข้าตรวจสอบมาตรฐานฟาร์มปีละ 2 ครั้ง

มาตรฐาน จีเอพี
การตรวจประเมินโรงเพาะฟักและฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล
เกณฑ์ตรวจประเมินมี 7ข้อ
1. การเลือกสถานที่
- อยู่ในเขตที่อนุญาตให้เลี้ยง
- มีการคมนาคมสะดวก มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
- อยู่ใกล้แหล่งน้ำคุณภาพดี ไม่อยู่ในอิทธิพลของแหล่ง
กำเนิดมลภาวะ
2. การจัดการเลี้ยงทั่วไป
- โรงเรือนสามารถใช้งานได้ดี
- มีการวางผังโรงเพาะฟัก/ฟาร์ม
- มีการเตรียมน้ำที่ดี และเพียงพอ ต่อการเพาะฟักอนุบาล
- มีการทำความสะอาดบ่อ, อุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
- มีการตรวจสุขภาพ ของพ่อแม่พันธุ์ และนอร์เพลียส
ก่อนนำมาเพาะเลี้ยง
- มีการตรวจคุณภาพน้ำ อย่างสม่ำเสมอ
และใช้ประกอบในการจัดการโรงเพาะฟัก
- มีการปล่อยกุ้งที่มีคุณภาพดี
- มีการติดตั้งเครื่องให้อากาศอย่างเพียงพอและเหมาะสม
- มีการจัดการรักษาคุณภาพน้ำและดินที่ดี
3. การจัดการอาหาร และปัจจัยการผลิตกุ้ง
- อาหารต้องขึ้นทะเบียน
- วิธีการเตรียม และให้อาหาร มีประสิทธิภาพ
- วิธีการผลิตอาหารมีชีวิต ถูกต้องตามความต้องการของลูกกุ้ง
- ปัจจัยการผลิต : วิตามิน อาหารเสริม ต้องจดทะเบียน
4. การจัดการสุขภาพ และการแก้ไข ปัญหาโรคระบาด
- มีการเฝ้าระวังสุขภาพลูกกุ้งประจำวัน
- ใช้ยาปฏิชีวนะ ที่ได้รับอนุญาตจากกรมประมง
5. สุขอนามัยโรงเพาะฟักและอนุบาลและฟาร์ม
- สะอาด ขยะและสิ่งปฏิกูลมีการทิ้งและกำจัดอย่างถูกวิธี
- สถานที่เก็บอาหาร และอุปกรณ์เป็นสัดส่วน และไม่เป็นแหล่ง
ที่อยู่ ของพาหะนำโรค
- ห้องสุขาถูกหลักอนามัย ไม่ไหลซึมเข้าสู่ระบบโรงเพาะฟักและฟาร์ม
- น้ำที่ใช้เพาะเลี้ยงมีปริมาณแบคทีเรีย ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้
(100 MPN /100 ml)
6. การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขนส่ง
- มีการวางแผนการจับ
- ปรับสภาพลูกกุ้งก่อนจำหน่าย
- ขนส่งลูกกุ้งอย่างมีประสิทธิภาพ
- มีเอกสารกำกับการขนย้ายลูกกุ้ง (FMD)
- กุ้งใหญ่ต้องวางแผนการจับและจำหน่ายเน้นความสดและสะอาด
- มีรายงานผลการสุ่มตรวจยาปฏิชีวนะตกค้างใน ผลผลิตกุ้ง
- มีใบกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD)
7. มีการจดบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
ฟาร์มและโรงเพาะฟักที่มีระบบการเลี้ยงตามแนวทางจีเอพีจะได้รับใบรับรองมาตรฐานฟาร์มจีเอพี มีอายุการรับรอง 2 ปี และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานประมงจังหวัดเข้าตรวจสอบมาตรฐานฟาร์มปีละ 2 ครั้ง
ผลการดำเนินงานของกรมประมง
GAP (Good Aquaculture Practice)
ฟาร์ม/ปี รวม
ปี 2545 189
ปี 2546 6,411
ปี 2547 19,361
ปี 2548 8,661
ปี 2549 3,607
รวม 38,229


CoC (Code of Conduct)
ฟาร์ม/ปี รวม
ปี 2545 32
ปี2546 82
ปี 2547 121
ปี 2548 107
ปี 2549 59
ปี 2550 (ต.ค. 49-ม.ค. 50) 13
รวม 414

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่พอมองเห็นว่ามีฟาร์มกุ้งเข้าปรับมาตรฐานและได้รับการรับรองจากกรมประมงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบจีเอพีหรือแบบซีโอซีก็ตาม ดังนั้นหากจะทำสินค้าหรือ ผลิตกุ้งให้เป็นที่ยอมรับของทุกตลาด เกษตรกรไทยก็ต้องยึดหลักคือได้การรับรองมาตรฐานแล้วก้อต้องทำตัวให้เหมาะสมกับการรับรองที่ได้มา

จบจากเรื่องของกรมประมงที่เกษตรกรต้องปฏิบัติแล้ว ต่อด้วย อุตสาหกรรมกุ้งไทย ปี 2550 ซึ่งส่วนที่จะนำเสนอเป็นส่วนของความคิดเห็นของนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ผลผลิตและความต้องการบริโภคกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและกุ้งแปรรูป


o การผลิต
ไทยมีประเทศคู่แข่ง อาทิเช่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย เอกวาดอร์ ประเทศในอนานิคมเดิมของสหภาพยุโรป
ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี
o การบริโภค
มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อทดแทนสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ที่มีปัญหาด้านสุขอนามัย เช่น โรควัวบ้า ไข้หวัดนก ทำให้ประเทศผู้นำเข้าเข้มงวดในด้าน Food Safety (อาหารปลอดภัย)

แนวโน้มและสถานการณ์ในอนาคต
ข เนื่องจากภาวะเศรฐกิจในตลาดหลักมีอัตราการเติบโตลดลง
" ทำให้ผู้บริโภคพิจารณาสินค้ามากขึ้น ในด้านราคา ปริมาณ และคุณภาพ
ข ผู้ส่งออกและผู้เลี้ยงจึงต้องปรับตัวตามสถานการณ์และติดตามสถานกาณ์ของประเทศคู่แข่ง
" เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเลี้ยงและการผลิต
" รักษาตลาดหลัก และมุ่งหาตลาดใหม่
สถานการณ์ในตลาดหลัก
ตลาด สหรัฐอเมริกา
" ปี 2549 มีปริมาณการส่งออกใน สัดส่วน 58% ของการส่งออกกุ้งสด และกุ้งแปรรูป
" ปัญหาการส่งออก - ค่าเงินดอลล่าร์อ่อน -ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti dumpling)
" โอกาสของผู้ส่งออก
-พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจ

ตลาด ญี่ปุ่น
" ปี 2549 มีปริมาณการส่งออกใน สัดส่วน 15.5% ของการส่งออกกุ้งสด และกุ้งแปรรูป
" ปัญหาการส่งออก
- เศรษฐกิจเติบโตในอัตราถดถอย และค่าเงินอ่อนตามดอลล่าร์
- ผู้บริโภครุ่นใหม่นิยมสินค้า Modern
" โอกาสของผู้ส่งออก
- การตรวจพบสารตกค้างของประเทศ คู่แข่ง เช่น จีน เวียดนาม

ตลาด สหภาพยุโรป
" ปี 2549 มีปริมาณการส่งออกใน
สัดส่วน 4.86% ของการส่งออกกุ้งสดและกุ้งแปรรูป
" ปัญหาการส่งออก
- สารตกค้าง
- ลักษณะของการผลิตเป็น Glazed weight
" โอกาสของผู้ส่งออก
- เน้นผลิตสินค้าเฉพาะตามความต้องการ และควรมีส่วนแบ่งในตลาด 10% ของยอดส่งออกจึงจะ
สามารถรักษาตลาดไว้ได้ เช่น กุ้งกุลาดำ ขนาด ใหญ่

ตลาด ออสเตรเลีย
" ปี 2549 มีปริมาณการส่งออกใน สัดส่วน 5.16% ของการส่งออกกุ้งสดและกุ้งแปรรูป
" ปัญหาการส่งออก
- เรื่อง Import Risk Analysis
o ปลอดโรคไวรัส 4 ชนิดและแบคทีเรีย 1 ชนิด
o อุณหภูมิกุ้งต้ม 85 องศาเซลเซียส
- กุ้งขาวราคาถูกกว่าภายในประเทศออสเตรเลีย
" โอกาสของผู้ส่งออก
- ผลิตสินค้าเฉพาะตามความต้องการ และควรมี ส่วนแบ่งในตลาด 10% ของยอดส่งออกจึงจะ
สามารถรักษาตลาดไว้ได้ เช่น กุ้งกุลาดำ ขนาด ใหญ่

ตลาด แคนาดา
" ปี 2549 มีปริมาณการส่งออกใน สัดส่วน 5.13% ของการส่งออกกุ้งสดและกุ้งแปรรูป
" โอกาสผู้ส่งออกในการเพิ่มสัดส่วนไปยังตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ

ตลาด เกาหลี
" ปี 2549 มีปริมาณการส่งออกใน สัดส่วน 4.14% ของการส่งออกกุ้งสดและกุ้งแปรรูป
" โอกาสผู้ส่งออกในการเพิ่มสัดส่วนไปยังตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ

ตลาด ตะวันออกกลาง
" เนื่องจากปัญหามาตรการกีดกันต่างๆ ทำให้ไทยเริ่มมองหาตลาดใหม่ๆ ที่มี ศักยภาพในการบริโภคเพิ่มขึ้น อาทิ
เช่น ตั้งแต่ปี 2546 เริ่มส่งสินค้าไปยัง ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง โดยในปี 2549 มีปริมาณการส่งออกใน
สัดส่วน 0.40% ของการส่งออกกุ้งสด และกุ้งแปรรูป
" ปัญหา -กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ศาสนา ซึ่งผู้ส่งออกจะต้องศึกษาอย่างระมัดระวัง เช่น กฏหมายฮาลาล

ปัญหาและอุปสรรค
1.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภายในประเทศทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
" การลดลงของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศไทย
" จำนวนฟาร์มที่มีมาตรฐาน CoC/ GAP ไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนการส่งออก ซึ่งผู้บริโภคเรียกร้องสินค้าที่ปลอดสารตกค้างและมีระบบสืบย้อนกลับ
" ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร
" ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง

2.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเศรษฐกิจของประเทศ
ผู้นำข้า สร้างมาตรการกีดกันต่างๆ โดยการกำหนดเงื่อนไขในการนำเข้า เช่น
- ด้านสุขอนามัย เช่น IRA ยาปฏิชีวนะตกค้าง
- ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ACC EUREPGAP
- ด้าน Tariff เช่น การฟ้องทุ่มตลาด

การปรับตัวเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก
" ทำ Contract Farming
" พัฒนาระบบคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่
" สร้างกุ้งคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
" สร้าง Thailand Brand
" พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
" รักษาความเป็นผู้นำและส่วนแบ่งตลาด
" หาตลาดใหม่เพิ่ม

ในงานกุ้งครั้งนี้ยังได้เชิญ ดร.ทิมโมที วิลเลียม เฟลเกล ให้มาบรรยายในหัวเรื่องที่น่าสนใจมากๆคือ "จับตามองโรคใหม่ในกุ้ง"
ข เริ่มด้วยการที่ดร.ทิม ได้นำเสนอให้ นักวิชาการและบุคคลทั่วไปได้กลับไปใช้ชื่อวิทยาศาสตร์กุ้ง แบบเดิม โดยใช้เรียกชื่อจีนัส(Genus )ของกุ้งนั้นๆนำหน้า โดยมีการอธิบายว่าการเปลี่ยนชื่อวิทยาศาสตร์ของกุ้งเมื่อปี 1997 นั้นไม่เหมาะสม สามารถเปิดดูรายละเอียดได้ที่www.sciencedirect.com โดยค้นหาในหัวเรื่อง "The right to refuse revision in the genus Penaeus"
(สรุปอย่างย่อคือ ให้ใช้การเรียกชื่อวิทยาศาสตร์กุ้ง Penaeus เหมือนเดิมไม่ต้องใช้ชื่อ Sub Genus เช่น สมัยก่อนกุ้งขาวแปซิฟิกเราเรียกว่า Penaeus vannamei พอปัจจุบันคนหันไปเรียกว่า Litopenaeus vannamei ซึ่งดร.ทิม ได้นำเสนอเหตุผลสนับสนุนต่างๆว่าควรที่จะกลับไปใช้การเรียกแบบเดิม คือ Penaeus vannamei เป็นต้น

โรคกุ้งขาวที่สำคัญที่สุด คือ
-ไวรัสตัวแดงดวงขาว (White spot syndrome virus, WSSV) และไวรัสหัวเหลือง (Yellow head virus, YHV)
-ยังคงเป็นปัญหาหลักของทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ
-ทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงโรคคือการใช้ลูกกุ้ง SPF
-ควรเช็คที่มาของพ่อแม่พันธุ์ที่ Suppliers ใช้ผลิตลูกกุ้ง
- ควรตรวจสอบยืนยันทางอีเมล์ด้วย

การกำจัดพาหะนำโรคเป็นสิ่งสำคัญ
-การใช้กุ้งปลอดเชื้อ SPF อย่างเดียวไม่พอ
- ต้องระวังสัตว์น้ำที่อาจเป็นพาหะของโรค เข้ามาในบ่อเลี้ยง
- ต้องเตรียมบ่ออย่างถูกวิธี มีระบบจัดการบ่อที่ดี และการตรวจสอบสม่ำเสมอเพื่อป้องกันพาหะนำโรค


โรคสำคัญในกุ้งขาว (IHHNV,TSV,IMNV,LvNV, Bamboo shrimp)
-IHHNV พบได้บ่อยในประเทศไทย แต่ไม่สร้างปัญหากับกุ้งกุลาดำ ส่วนกุ้งขาวสามารถติดไวรัสนี้ได้จากพาหะ
-TSV เข้ามาประเทศไทยจากทางอเมริกา หรือประเทศจีนโดยการลักลอบนำเข้ากุ้งอย่างผิดกฎหมาย

- IMNV พบการระบาดแล้วในประเทศอินโดนีเชีย แต่ยังไม่พบในไทย
- LvNV ยังไม่พบในแถบภูมิภาคเอเชีย
-Bamboo shrimp ปัญหาใหม่แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ
เอาละมาไล่ล่าไวรัสทีละตัวกัน
ไวรัสทอร่าTaura Syndrome Virus (TSV) การระบาดในไทย
-อาการกุ้งจะมีขอบแพนหางจะแดงมาก ตัวเป็นแผล มีปื้นดำ
-บางครั้งติดมากับลูกกุ้งที่เข้าใจว่าเป็น SPF แต่ความจริงไม่ใช่ SPF
-หรือเกิดจากลูกกุ้ง SPF ที่ได้รับเชื้อไวรัสจากพาหะที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
-Centex Shrimp กำลังทำการทดสอบสัตว์น้ำที่อาจเป็นพาหะของไวรัสทอร่า และพบว่าปุแสม ปูก้ามดาบ กุ้งฝอย กุ้งกะต่อมล้วนเป็นพาหะของโรคนี้ได้ ดังตาราง

ไวรัส IMNV (Infectious myonecrosis virus) เป็นอาร์เอ็นเอไวรัส
ยังไม่ยืนยันว่าพบการระบาดในไทย
-พบการระบาดครั้งแรกในกุ้งขาว ที่ประเทศบราซิลเมื่อปี 2002 (Lightner et al. 2004. Glob Aquac Advocate 7: 85)

-กุ้งค่อยๆทยอยตายตลอดการเลี้ยง
- ผลรวมกุ้งตายเป็น 70%
-เชื้อไวรัสมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 นาโนเมตร เป็นไวรัสไม่มีเปลือกหุ้ม มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอสายคู่ (Poulos et al. 2006. J-Gen Virol 87: 987-996)
-สารพันธุกรรมมีขนาด 7650 คู่เบส (GenBank AY570982)
-จัดอยู่ในวงศ์ Totiviridae ใกล้สกุล Giardiavirus
-ตรวจสอบได้ด้วยชุดตรวจ IQ2000 RT-PCR detection kit
-อาการกล้ามเนื้อขาวขุ่น แล้วตาย
(ขอเพิ่มเติมข้อมูลของ IMNVจากงานWAS คือนอกจากกล้ามเนื้อกุ้งจะขาวขุ่นแล้ว บางตัวกล้ามเนื้อปล้องสุดท้ายและส่วนหางจะมีสีแดง)
มีการพบโรค IMNV ที่อินโดนีเซีย
-ช่วงประมาณปลายเดือนมิถุนายน ปี 2006 เราได้รับตัวอย่างกุ้งขาว 4 ตัวที่สงสัยว่าติดไวรัส IMNV จากฟาร์มในอินโดนีเชีย
-เมื่อใช้ชุดตรวจ IQ2000 พบว่ากุ้ง 1 ตัวติดไวรัส IMNV
-ดีเอ็นเอที่ได้จากวิธี RT-PCR มีความเหมือนกับไวรัส IMNV ที่รายงานไว้ใน GenBank ถึง 99.7%
-ได้ทำการแยกชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของไวรัสและนำมาศึกษา
-พบว่ารหัสทางพันธุกรรมมีความเหมือนกับไวรัส IMNV ที่พบในบราซิลถึง 99.6%
-สันนิษฐานว่ามาจากพ่อแม่พันธุ์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากบราซิล

โรคจากไวรัส LvNV (Litopenaeus vannamei nodavirus )
ซึ่งโรคนี้ยังไม่มีรายงานการระบาดหรือพบในไทย
พบการระบาดครั้งแรกที่ประเทศ Belize ในปี 2004
โดยมีอาการคล้ายกับโรคที่เกิดจากไวรัส IMNV แต่ผลตรวจเป็นลบเมื่อใช้วิธี RT-PCR

Bamboo Shrimp กุ้งคดงอ
ผลตรวจเป็นลบกับไวรัสทุกชนิด
-พบได้บ่อยในประเทศไทย และอินโดนีเชีย
-มีอาการคล้ายติดไวรัส IHHNV แต่กุ้งโตปกติ และกรีไม่งอ
-ผลตรวจเป็นลบกับไวรัส IHHNV, LSNV และ TGAV
-อาจเกิดจากไวรัสชนิดใหม่

แบคทีเรีย NHPB
(Nectotizing hepatopanceatitis bacterium)
-มีอาการตับเล็กมากผิดปกติ (Lightner 1996)
-ไม่ทราบข้อมูลทางชีววิทยาของเชื้อ หรือพาหะของโรค จึงไม่สามารถหาวิธีควบคุมได้
-มีวิธีการตรวจแบบ PCR (Brinez et al. 2003. Dis Aquat Org 55:69-72) และ in situ hybridization (Loy et al. 1996. Appl Environ Microbiol 62:3439-3445)
-สามารถตรวจสอบด้วยชุดตรวจ IQ2000 PCR test kit

สำหรับกุ้งกุลาดำ
ดร.ทิมได้ชี้ประเด็นของการที่กุ้งกุลาดำโตช้า ว่าเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
ติดเชื้อไวรัส Monodon slow growth syndrome (MSGS)
หรือ ติดเชื้อใหม่ชื่อ ไวรัสแหลมสิงห์ (Laem Singh Virus, LSNV)
ซึ่งยังมีการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องที่ทำให้กุ้งกุลาดำโตช้าต่อไป.

ขอทิ้งไว้เพียงเท่านี้ก่อนสำหรับการสรุปข้อมูลสำคัญจากงานกุ้งไทย ไว้ฉบับหน้าค่อยมาต่อกับเรื่องที่ยังไม่ได้พูดถึงแต่มีความน่าสนใจเช่นกันในสองงานกุ้งที่ผ่านไปไม่ว่ากุ้งตะวันออกแฟร์หรือ กุ้งไทย ก็ตามครับ
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด