ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

กุ้งไทยในตลาดสหภาพยุโรป
คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปและสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำสหภาพยุโรป
จากเว็บไซต์ www.thaieurope.net

กุ้ง เป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีศักยภาพของไทย ประเทศไทยผลิตกุ้งเพื่อการส่งออกมากกว่าการบริโภคภายในประเทศ ในปี 2549 ไทยส่งออกสินค้ากุ้งทั้งหมดประมาณ 350,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท โดยตลาดสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดหลักสำหรับกุ้งไทย (ควบคู่กับการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น) แต่เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ ของสหภาพยุโรปแล้ว ปัจจุบัน ไทยส่งออกกุ้งมายังสหภาพยุโรปเป็นลำดับที่ 17 ด้วยส่วนแบ่งตลาดเพียงร้อยละ 1

ผู้ส่งออกกุ้งไทยจึงไม่ควรละเลยศักยภาพของตลาดยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณการบริโภคกุ้งมากที่สุดในโลก คิดเป็นประมาณ 700,000 ตันต่อปี โดยร้อยละ 50 เป็นการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นตลาดร่วมของประเทศสมาชิกรวมแล้วถึง 27 ประเทศ และมีประชากรกว่า 450 ล้านคน โดยล่าสุด ตลาดยุโรปได้ขยายตัวออกไปในประเทศยุโรปตะวันออก ซึ่งยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก ดังนั้น หากผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปได้ นั่นหมายถึงการเข้าถึงกำลังซื้อกุ้งทั่วทั้งภูมิภาคยุโรป อีกทั้ง รายงาน Shrimp Market Report ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ของ GLOBEFISH คาดการณ์ว่า ในปี 2550 สหภาพยุโรปจะมีปริมาณการนำเข้ากุ้งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอีก จึงเป็นโอกาสดีที่กุ้งไทยจะมีโอกาสชิงส่วนแบ่งตลาดยุโรปจากคู่แข่งมาได้เพิ่มมากขึ้น

สิทธิพิเศษทางภาษี GSP ที่ไทยได้รับสำหรับสินค้ากุ้ง นับเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ส่งออกกุ้งไทยอย่างยิ่ง แม้กุ้งไทยถูกตัดสิทธิ GSP (Generalised System of Preferences) ไปเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ในระบบ GSP รอบใหม่ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 จนถึงสิ้นปี 2551 กุ้งไทยได้รับสิทธิ GSP กลับคืนมา ซึ่งทำให้กุ้งไทยเสียภาษีอยู่ที่ร้อยละ 4.2 สำหรับกุ้งแช่เย็นและกุ้งแช่แข็ง (พิกัด 03061350 และ 03061380) และร้อยละ 7 สำหรับกุ้งแปรรูป (พิกัด 16052010 และ 16052091) ซึ่งก่อนหน้านี้ด้วยการดำเนินการทางการทูตอันสำเร็จผลของทีมงานคณะกรรมการบริหารทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อให้ได้รับสิทธิ GSP กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด คณะกรรมาธิการยุโรปได้มีมาตรการที่อนุเคราะห์อัตราภาษีพิเศษ หรือที่เรียกว่า Autonomous Measure (เท่ากับอัตราที่จะได้ตามสิทธิ GSP) แก่กุ้งไทยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 30 ธันวาคม 2548 ด้วย ก่อนการเข้าสู่กระบวนการของ GSP ปกติในวันที่ 1 มกราคม 2549

ในช่วงปี 2548-2549 คณะกรรมการบริหารทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ได้ให้ความสำคัญแก่ยุทธศาสตร์การส่งเสริมศักยภาพตลาดกุ้งไทยในสหภาพยุโรปเป็นลำดับแรกๆ โดยร่วมกับกระทรวงเกษตร (กรมประมง) กระทรวงพาณิชย์ (กรมส่งเสริมการส่งออก) และกระทรวงวิทยาศาสตร์ (สำนักงานนวัตกรรม) จัดการสัมมนา
"ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูตลาดกุ้งไทยในสหภาพยุโรป" ในประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กันยายน 2548 ณ สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก และเมื่อวันที่ 19-24 พฤษภาคม 2549 ซึ่งการสัมมนาทั้งสองครั้งนับเป็นความพยายามร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐของไทยทั้งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสหภาพยุโรปและที่อยู่ในประเทศไทย ในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และหารือถึงปัญหาและอุปสรรคกับเกษตรกรผู้ผลิตกุ้ง ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปสินค้ากุ้ง ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้ไทยได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากการได้รับสิทธิ GSP ที่ได้กลับคืนมา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตและส่งออกกุ้งไทย ตลอดจนเพื่อขยายโอกาสด้านการตลาดสำหรับสินค้ากุ้งไทยในสหภาพยุโรปให้มากขึ้น เนื่องจากมีประเทศคู่แข่งเพิ่มขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น อาทิ จีน อินเดีย ประเทศในแถบลาตินอเมริกา และคู่แข่งใหม่ๆ อย่างเวียดนาม

การพัฒนาศักยภาพกุ้งไทยสู่ตลาดยุโรปควรดำเนินการในหลายแนวทางพร้อมๆ กัน ได้แก่

- การพัฒนามาตรฐานด้านคุณภาพและสุขอนามัย
การควบคุมและรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและสุขอนามัยถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกกุ้งไทยมายังตลาดสหภาพยุโรปต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากสหภาพยุโรปเคร่งครัดกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหารทุกประเภทรวมทั้งกุ้งและสินค้าอาหารทะเลอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดยจะนำเข้าเฉพาะจากผู้ผลิต/ผู้ส่งออกที่เชื่อถือได้ในด้านคุณภาพ สินค้าประมงที่จะส่งมายังสหภาพยุโรปต้องมีใบรับรองสุขภาพที่ออกโดยกรมประมง และฟาร์มและโรงงานที่แปรรูปเพื่อการส่งออกก็ต้องมีมาตรฐานของฟาร์มและโรงงานที่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป นอกจากนั้น ยังมีการนำระเบียบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้ ซึ่งได้แก่การที่ผู้ส่งออกจะต้องสามารถตรวจสอบและติดตามการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่อาหารสัตว์ กระบวนการผลิต การแปรรูป การจำหน่าย การขนส่ง และการขายปลีก อันจะส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องบันทึกข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต

ที่สำคัญ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งควรเคร่งครัดและระมัดระวังไม่ให้เกิดเชื้อโรค สารปนเปื้อน หรือสารตกค้างในกุ้งที่ส่งออกมายังสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด นอกจากนั้น ยังมีระบบ EU Rapid Alert System on Food and Feed ซึ่งเป็นระบบการเตือนภัยแร่งด่วนสำหรับอาหารและอาหารสัตว์ เพื่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจควบคุมและรับผิดชอบความปลอดภัยของอาหารในประเทศสมาชิกได้รับทราบและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่มีการพบเชื้อโรค สารปนเปื้อน หรือสารตกค้างในกุ้งที่ส่งเข้ามาในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยจะมีการส่งข่าวถึงกันอย่างรวดเร็วและสามารถออกมาตรการในการตรวจสอบแบบเข้มงวดเพื่อระงับการส่งออกมายังประเทศสหภาพยุโรปทุกประเทศได้อีกด้วย

ในส่วนของการควบคุมและรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและสุขอนามัยของสินค้าประมงของไทย รวมทั้งกุ้ง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นส่งเสริมมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้ากุ้งไทยมาโดยตลอด ในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การมีพันธุ์กุ้งที่ดีสำหรับเพาะเลี้ยง การพัฒนาระบบฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่สะอาดและทันสมัย การผลิตและแปรรูปที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การติดฉลากเพื่อบ่งบอกคุณภาพ (ที่รู้จักกันในนาม Q-Mark) และการตรวจสอบย้อนกลับกุ้งคุณภาพโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (โครงการ TraceShrimp) เป็นต้น ปัจจุบันไทยมีโรงงานแปรรูปสินค้ากุ้ง จำนวนถึง 240 โรงงานที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อ List of Establishment ของ Health and Consumer Protection Directorate หรือ DG-SANCO คณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งสามารถส่งออกมายังตลาดสหภาพยุโรปได้ (ข้อมูลจาก กรมกระมง)

ในขณะเดียวกัน หน่วยราชการไทยในยุโรปก็ให้ความสำคัญแก่การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของกุ้งไทยในต่างประเทศ กล่าวคือ คุณภาพดี สะอาด ได้มาตรฐาน และไม่มีสารตกค้าง ซึ่งเหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมในยุโรปมาก โดยการดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ อาทิ หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการโทรทัศน์ หรือการจัดงานและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความนิยมและความเชื่อมั่นในคุณภาพ ขนาด รสชาด และมาตรฐานของสินค้ากุ้งไทยในตลาดยุโรป เนื่องจากการร่วมมือกันเพื่อรักษาคุณภาพและสุขอนามัยของสินค้ากุ้งไทยจากทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อส่งเสริมศักยภาพกุ้งไทยสู่ตลาดยุโรป

- การสร้างความหลากหลายและการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า
แม้ตลาดยุโรปจะมีความต้องการสินค้ากุ้งสูง แต่ก็เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะคู่แข่งจากเอเชียเองหรือจากทวีปลาตินอเมริกา โดยเฉพาะสินค้ากุ้งที่เป็น commodity product หรือสินค้ากุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็งต้องประสบกับการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กุ้งขาวแช่แข็งต้องแข่งขันทั้งด้านราคาและคุณภาพกับคู่แข่ง อาทิ เอควาดอร์ และบราซิลที่บางครั้งสามารถผลิตในต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย ดังนั้น นอกจากการส่งออกสินค้ากุ้งแบบ commodity product แล้ว เกษตรกรผู้ผลิตกุ้งและผู้ประกอบการส่งออกกุ้งของไทยจึงควรหันมาสร้างความหลากหลายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้ากุ้งไทยให้มากขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนจากกุ้งสดแช่แข็งให้เป็นกุ้งแปรรูปในลักษณะต่างๆ อาทิ กุ้งปรุงสุกที่เหมาะแก่การประกอบอาหารของชาวยุโรป เช่น กุ้งใส่ในสลัด กุ้งที่เป็นส่วนประกอบสำหรับการประกอบอาหารไทย อาหารไทยสำเร็จรูปแบบแช่แข็งที่มีส่วนประกอบที่ทำมาจากกุ้ง เช่น ข้าวกระเพรากุ้ง ผัดไทยกุ้ง ผัดสปาเก็ตตี้กุ้ง แกงเขียวหวานกุ้ง ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันก็มีบริษัทไทยหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการส่งออกสินค้ากุ้งแปรรูปและอาหารไทยแช่แข็งที่มีส่วนประกอบมาจากกุ้งสู่ตลาดยุโรปแล้ว

การนำ concept ของการปรุงอาหารแบบไทยและอาหารไทยมาผสมผสานเป็นผลิตภัณฑ์กุ้งใหม่ๆ ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้ากุ้งด้วยภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาดของสินค้ากุ้งไทยที่มีศักยภาพอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ การออกแบบหีบห่อ (packaging) ให้ดึงดูด ดูดี แปลกตา น่าซื้อหา และมีคุณภาพในการเก็บรักษาอาหารให้คงสภาพสดอยู่เสมอ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยบนหีบห่ออาจมีการชูความเป็นกุ้งไทยซึ่งเหมาะกับการประกอบอาหารไทย (ซึ่งชาวยุโรปรู้จักและนิยมชมชอบอาหารไทยมาก) ซึ่งเป็นการสร้างจุดเด่นแก่สินค้ากุ้งไทยในตลาดยุโรปได้อีกด้วย

- เพิ่มการผลิตกุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกราม
จะเห็นได้ว่าทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทยคือเน้นการเลี้ยงและการส่งออกกุ้งขาว (Penaeus Vannamei) เพิ่มมากขึ้น แต่การเลี้ยงและส่งออกกุ้งกุลาดำกลับลดน้อยลง เหลือเพียงร้อยละ 3 ในปี 2548 เนื่องจากเกษตรกรหันไปเลี้ยงกุ้งขาวเพิ่มขึ้น เพราะเลี้ยงง่ายและทนต่อโรคระบาด

หากแต่ตลาดสหภาพยุโรปยังมีความต้องการกุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกรามอีกมาก แม้จะมีราคาสูงแต่ก็เป็นที่นิยมในตลาดยุโรปมาก เพราะมีเนื้อแน่นและสีสันสวยงาม โดยเฉพาะในวงการภัตราคารและโรงแรมชั้นนำ
อีกทั้งผู้บริโภคยุโรปมีกำลังซื้อสูง เน้นของดี มีคุณภาพ กุ้งกุลาดำจากประเทศไทยเป็นที่รู้จักดีในยุโรปและยังมีช่องทางตลาดอีกมาก จึงควรมีการส่งเสริมเกษตรกรไทยให้หันมาเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกรามเพื่อส่งออกมายังตลาดยุโรปให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีราคาที่สูงกว่ากุ้งขาวแล้วยังมีการแข่งขันที่น้อยกว่ากุ้งขาว เกษตรกรไทยบางกลุ่มยังมีความพยายามที่จะเลี้ยงกุ้งกุลาดำอยู่ เช่น จังหวัดจันทบุรี เป็นต้น จึงควรได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐให้เพิ่มผลผลิตให้ได้มาก โดยให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้ากุ้งให้คงที่และสอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดสหภาพยุโรป

นอกจากนั้น ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งไทย คือ ผู้ผลิตควรยึดความต้องการของตลาดเป็นหลัก โดยไม่เลือกผลิตสินค้าโดยใช้ความสะดวกและความง่ายของผู้ผลิตเป็นตัวตั้ง และควรทำการศึกษาทิศทางความต้องการของตลาดเพื่อวางแผนการผลิต เพราะต้องเข้าใจว่า ไทยมิได้เป็นผู้ส่งสินค้ากุ้งไปยังสหภาพยุโรปเพียงประเทศเดียว แต่ยังมีประเทศคู่แข่งอีกมากที่นับวันจะแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ โดยประเทศคู่แข่งเหล่านี้ศึกษาทิศทางตลาดยุโรป พยายามพัฒนาเทคนิคการผลิต และขยายลู่ทางการตลาดให้สินค้ากุ้งเหมาะกับความต้องการของคนยุโรปได้อย่างดี

- กุ้งอินทรีย์
กุ้งอินทรีย์ หรือกุ้ง organic เป็นอีกแนวโน้มตลาดหนึ่งที่น่าจับตา ที่อาจเป็นโอกาสใหม่ๆ สำหรับสินค้ากุ้งไทยในตลาดสหภาพยุโรป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนในยุโรปจะมีแนวโน้มความนิยมการบริโภคสินค้าอาหาร organic หรือ สินค้าอาหารอินทรีย์มากขึ้น กุ้งก็เป็นสัตว์น้ำหนึ่งที่อาจใช้วิธีการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบอินทรีย์ (organic aquaculture) และอาจสามารถส่งออกมาในตลาดสหภาพยุโรปเป็นสินค้า Organic ได้ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปให้ข้อเสนอแนะว่า การเพาะเลี้ยงกุ้งอินทรีย์อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจที่ไทยควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก เพราะนอกจากการทำฟาร์มแบบเกษตรอินทรีย์จะสามารถช่วยลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการขายสินค้าเกษตรเพื่อภาพลักษณ์ที่ดี เนื่องจากสินค้าดังกล่าวที่ไทยผลิตได้ถือเป็นผลผลิตที่ช่วยคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติของโลกไปในตัว (ข้อมูลจาก สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ในเว็บไซต์ www.thaieurope.net)
ปัจจุบัน สหภาพยุโรปยังไม่มีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก (Harmonisation) ในการกำหนดกฎระเบียบมาตรฐานกลางสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ (organic aquaculture) อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในเร็ววันนี้ ดังนั้น ขณะนี้ประเทศสมาชิกจึงอิงใช้มาตรฐานของภาคเอกชนที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและในระดับสากล อาทิ International Federation of Organic Agriculture Movements (IFOAM) (บทความจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปในเว็บไซต์ www.thaieurope.net) นับได้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและกุ้งอินทรีย์เพื่อการส่งออกอาจเป็นลู่ทางหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมเสถียรภาพการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้โดดเด่นในตลาดโลก พร้อมกันนั้นก็ตอบรับกับแนวทางการส่งเสริมอาหารไทยในฐานะอาหารสุขภาพสู่ครัวโลกอีกด้วย
- ความตื่นตัวและความเป็นเอกภาพของภาครัฐและเอกชนไทย
ความตื่นตัวและความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนในแวดวงอุตสาหกรรมการส่งออกกุ้งไทยเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของกุ้งไทยในตลาดยุโรป จะเห็นได้จากงานแสดงสินค้า European Seafood Exposition 2006 เมื่อวันที่ 9-11 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารทะเลและประมงที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของยุโรป โดยมีผู้มาร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลก ก็เป็นโอกาสอันดีในการพบปะระหว่างผู้ประกอบการและผู้ส่งออกของไทยกับตัวแทนจำหน่ายและผู้ซื้อของยุโรป และในการมาศึกษาดูว่าประเทศต่างๆ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใด และแนวโน้มที่สำคัญอย่างไร ทั้งในด้านการพัฒนาอาหารทะเลและความต้องการในยุโรป อย่างไรก็ตาม แม้จะจัดงานมาหลายปีแล้วและไทยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมทุกปี แต่ผู้ประกอบการของไทยเข้าร่วมแสดงสินค้ามีจำนวนเพียงไม่กี่ราย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน ทั้งๆ ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกอาหารทะเลเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนั้น ในการออกงานภาครัฐและเอกชนไทยควรรวมตัวกันจัดตั้งบูธใหญ่ร่วมกัน เป็นบูธสำหรับประเทศไทยเพื่อเพิ่มความสนใจของบูธและเป็นการสร้างเอกภาพและเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งเป็นส่วนที่ประเทศคู่แข่งของไทยหลายๆ ประเทศผนึกกำลังกันอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับปี 2550 งาน European Seafood Exposition จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2550 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม (www.seafood.com) และงาน Seafood Processing Europe ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องแช่เข็งและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตอาหารแช่งแข็ง เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มองหาอุปกรณ์สำหรับธุรกิจอาหารแช่งแข็ง มักจะจัดในช่วงเวลาเดียวกับงาน Seafood Exposition ข้างต้น (www.europrocessing.com)

คู่แข่งไม่คอยใคร
ในช่วงระยะเพียงไม่กี่ปี เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำสู่ตลาดสหภาพยุโรปในอันดับต้นๆ สถิติของสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตสัตว์น้ำเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers : VASEP) ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2548 เวียดนามส่งออกกุ้งไปยังตลาดสหภาพยุโรปเป็นมูลค่ารวม 32.3 ล้านยูโร (หรือเท่ากับ 1,615 ล้านบาท) คิดเป็นอัตราเพิ่มปีต่อปีถึงร้อยละ 220 และจากสถิติของกระทรวงประมงเวียดนามระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2548 เวียดนามมีรายได้จากการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำรวมเป็นมูลค่า 1.05 พันล้านยูโร (หรือเท่ากับ 52.5 พันล้านบาท) คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 6.2 จากช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ของปี 2547 โดยมูลค่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งหมดนี้เป็นการส่งออกสินค้ากุ้งเป็นส่วนใหญ่ ขณะนี้ กระทรวงประมงเวียดนามกำลังเตรียมมาตรการสนับสนุนและปกป้องสินค้าเป้าหมาย 5 รายการ เพื่อสร้างให้เป็นเครื่องหมายทางการค้าประจำชาติ (national trademarks) ที่โดดเด่นในตลาดโลก อันได้แก่ กุ้ง (shrimp) : กุ้งกุลาดำ (black shrimp) กุ้งขาขาว (white-leg shrimp) และกุ้งก้ามกราม (prawn) ปลาตระกูลปลาดุก (tra and basa catfish) ปลาทูน่า (tuna) ปลานิล (tilapia) และสัตว์น้ำจำพวกหอย (mollusc)

เวียดนามจึงเป็นคู่แข่งของสินค้าประมงและกุ้งของไทยที่น่ากลัวไม่น้อย ซึ่งยังไม่นับประเทศคู่แข่งอื่นเช่นจีน ที่ต่างก็มุ่งแข่งขันในตลาดยุโรปและตลาดโลกอื่นๆ ตามที่โอกาสจะเปิดให้

ที่สำคัญ เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ส่งออก รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการกุ้งไทยควรใช้โอกาสทองที่ถูกหยิบยื่นให้ผ่านสิทธิพิเศษทางภาษีที่เรียกว่า GSP อย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างความมั่นคงสำหรับการออกสินค้ากุ้งและสามารถต่อยอดได้เมื่อสิทธิพิเศษดังกล่าวจะต้องหมดไป ที่สำคัญควรตระหนักว่า ไม่มีผู้ใดหรือประเทศใดที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความช่วยเหลือหรือสิทธิพิเศษจากคู่ค้าได้ตลอดไป แต่การพัฒนาศักยภาพ การรักษาคุณภาพของสินค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า การสร้าง brand และสร้างความเชื่อมั่นของสินค้าประมงและกุ้งไทยให้ติดตลาดโลก บนพื้นฐานของการผลิตด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมีการศึกษาความต้องการของตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและมีศักยภาพต่อไป

www.thaieurope.net เป็นศูนย์รวมข่าวสารที่อ้างอิงเชื่อถือได้ ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยราชการไทยในยุโรป จับตาความเคลื่อนไหว เตือนภัยล่วงหน้า พร้อมวิเคราะห์เจาะลึกทุกมิติของสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด