ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

`เก็บตกข้อมูลจากงานกุ้งตราด( สรุปและเรียบเรียง โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด
)


หายหน้าหายตาไปเกือบสองปีกับงานวันกุ้งตราด ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่4แล้วครับ เขาจัดขึ้นที่ ศาลาประชาคม อ.เมือง ตราด โดยมีคำขวัญคู่งานว่า "กุ้งตราดก้าวหน้า พัฒนาคุณภาพคู่สิ่งแวดล้อมดี" งานกุ้งตราดครั้งนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทอาหารกุ้งและผู้ค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำล้นหลามให้ความร่วมมือออกบู๊ธกันมากมายกว่าทุกปี ส่วนเกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งตราดเองก็มีปริมาณที่ใช้ได้เลยล่ะ ไม่น้อยไม่มากกำลังพอดี ในส่วนงานวิชาการผู้จัดก็ได้วางหัวข้อและคนบรรยายที่ภาษาวัยรุ่นว่า โอ....เลยล่ะ จะมีก็แต่เรื่องของเสียงในห้องประชุมเท่านั้นที่เมื่อเสียงออกผ่านไมโครโฟนจะก้องระยะหนึ่ง ส่งผลทำให้คนที่ไม่ตั้งใจฟังอาจพลาดข้อมูลไปได้เลยล่ะ
หลายคนเคยถามผมว่าเวลานั่งฟังสัมมนานานๆไม่เบื่อบ้างหรือ ผมตอบเลยว่าไม่ เพราะผมเชื่อว่าในทุกข้อมูลที่ผู้บรรยายมานำเสนอ เขาได้เลือกสรรสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ฟังแน่นอน และหากมีคนสงสัยว่าผมทำได้ยังไงกับการเข้าฟังผู้บรรยายคนเดิมๆหลายๆครั้ง ผมตอบไปเลยว่าการฟังหลายๆหนทำให้เราจำและเข้าใจในข้อมูลได้ง่ายกว่าการท่องหรืออ่าน อีกทั้งดีเสียอีกที่เราจะได้มีโอกาสทบทวนความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เคยฟังมาแล้ว แต่ถึงอย่างไรผมเชื่อมั่นว่าผู้บรรยายก็ต้องมีข้อมูลใหม่ๆและเรื่องใหม่ๆมาบอกเล่าเพิ่มเติมแน่นอน นั่นละคือสิ่งที่ผมต้องการ เช่นกันงานกุ้งตราดก็มีข้อมูลที่น่าสนใจและน่านำไปปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกุ้งในบ่อ ในฟาร์มของแต่ละคน
o เริ่มข้อมูลกันเลยครับกับการบรรยายของ ดร.พินิจ กังวานกิจ(ผู้ใหญ่ใจดีของวงการกุ้เง) ในปีนี้สิ่งที่ฝากถึงเกษตรกรคือให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กันไว้ดีกว่าแก้ นั่นคือในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม เกษตรกรเตรียมบ่อใหม่หลังจับกุ้งไปแล้วต้องทำการปรับปรุงพื้นบ่อให้ดีเยี่ยม ส่วนในเรื่องน้ำในบ่อเลี้ยงต้องเน้นที่ออกซิเจนต้องเพียงพอต่อกุ้งที่อยู่ในบ่อ เกษตรกรต้องตระหนักไว้เลย หลายปีที่ผ่านมาคนเลี้ยงกุ้งมีวัฏจักรที่ซ้ำซากคือ เมื่อกุ้งราคาดี เกษตรกรจะแย่งลงกุ้ง รีบลงกุ้ง และลงกุ้งแน่นด้วย ทำให้ได้ผลผลิตสูงราคากุ้งเลยตกต่ำ คนเลี้ยงกุ้งเลยต้องลดต้นทุนแถมลดต้นทุนแบบผิด ก็เกิดโรคง่าย แล้วก็เลิกเลี้ยง เมื่อบางรายเลิกเลี้ยงผลผลิตกุ้งออกมาเลยน้อย คนเลี้ยงกุ้งที่รู้จักปรับปรุงการเลี้ยง ทำให้คนเลี้ยงกุ้งที่ปรับตัวเลี้ยงกุ้งได้ คนเลี้ยงน้อยกุ้งออกมาน้อยราคาก็ดี พอราคาดี คนก็แห่เลี้ยงอีก วนไปวนมาแบบนี้หลายต่อหลายครั้ง ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดและมีกำไร เกษตรกรไทยต้องปรับตัวเอง

o เกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งต้องมีการเตรียมบ่อที่ดี เตรียมน้ำดี อีกทั้งต้องรัดกุมทุกเรื่อง และควรมีระบบป้องกันพาหะโรค นอกจากนี้ฟาร์มกุ้งต้องเลือกลูกกุ้งที่แข็งแรง น้ำเข้าบ่อต้องผ่านการกรองและการฆ่าเชื้อโรคอย่างดี ห้ามมีสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่กุ้งอยู่ในฟาร์ม สุดท้ายคนเลี้ยงกุ้งต้องเข้าใจว่าไบโอซีเคียวริตี้ ในระดับฟาร์มนั้นไม่ใช่มีแค่อ่างล้างเท้า หรืออวนดักปู, เชือกกันนก ที่สำคัญที่สุดคือคนในฟาร์มต้องมีจิตสำนึกต่อไบโอซีเคียวริตี้ตลอดเวลา(เห็นไม๊?สุดท้ายก็จบที่คนนั่นเอง)

เรื่องที่จะนำมาบอกเล่าให้ฟังต่อคือเรื่องของตัวอย่างเกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งรายหนึ่งใน แม้ว่าจะเป็นคนจันทบุรีแต่ก็มาเลี้ยงกุ้งที่ตราดหลายปีแล้ว เลี้ยงกุ้งได้เงินได้กำไรหลายๆรุ่นติดต่อกัน งานกุ้งตราดครั้งนี้เลยเชิญท่านมาเล่าประสบการณ์ให้คนในห้องประชุมฟังทั้งๆที่ในตารางการบรรยายไม่ได้มีโผเลย แต่เมื่อฟังเกษตรกรตัวจริงเล่าเรื่องจริงผ่านเวทีนี้ทำให้พวกเราถึงบางอ้อเลยล่ะ (ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าท่านชื่อ เฮียบัก หรือ คุณประภัส) สำหรับเนื้อหาขอสรุปแบบเนื้อๆให้แล้วกันครับ ที่ฟาร์มเฮียบักจะเน้นเลี้ยงกุ้งในแบบป้องกันไว้ก่อน คือ มีล้อมรั้วกันปู ขึงเชือกกันนก
การเตรียบ่อ จะเน้นล้างบ่อ(ล้างทั้งบ่อ) และจะไม่ใช้วิธีรถดัน
การเตรียมน้ำ ดูดน้ำเข้าบ่อ ใช้กากชาฆ่าปลา ใช้คลอรีนฆ่าเชื้อ(ไม่ใช้สารฆ่าพาหะ) โดยมีวิธีคือ กลางวันตีน้ำให้ทั่วแล้วลงกากชาเพื่อฆ่าปลา การลงกากชามีผลทำให้พีเอชน้ำตก เฮียบักเลยใช้คลอรีนลงกลางคืน เพราะคลอรีนเป็นยาฆ่าเชื้อที่ออกฤทธิ์ได้ดีที่พีเอชต่ำ เมื่อคิดว่าคลอรีนกระจายทั่วบ่อแล้ว ก็จะหยุดหรือดับเครื่องตีน้ำประมาณสองวัน หลังจากนั้นจึงจะตีน้ำเต็มที่เพื่อให้คลอรีนสลายตัวหมด รวมเบ็ดเสร็จการเตรียมน้ำแบบนี้ประมาณ10วันก็ลงลูกกุ้งได้ อ้อแถมท้ายนิดก่อนลงกุ้งควรปรับน้ำไม่ให้ค่าพีเอชต่ำกว่า8 เพราะจากประสบการณ์ในการปล่อยลูกกุ้งพบว่าที่พีเอชสูงกุ้งติดดีกว่า อีกทั้งช่วงจะลงกุ้งต้องตีน้ำตลอด24 ชั่วโมง อย่าให้น้ำนิ่ง อย่าลืมแจ้งความเค็มน้ำในบ่อไปยังโรงเพาะด้วยน่ะ เวลาลงกุ้งของที่นี้คือลงกุ้งช่วงบ่าย เพราะมองว่าถ้าลงลูกกุ้งเช้าลูกกุ้งต้องโดนแพ็คตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่กุ้งลอกคราบ ดังนั้นลงช่วงบ่ายน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะกุ้งแข็งแรง-สมบูรณ์ดีหลังลอกคราบไปแล้ว อีกทั้งเป็นช่วงบ่ายก็เป็นช่วงที่มีออกซิเจนมาก
อัตราการปล่อยลูกกุ้ง 1.5-2 แสนตัว/ไร่
การให้อาหารให้ตามช่วงเริ่มแรกของการปล่อยลูกกุ้งของบริษัทฯอาหาร
ระหว่างการเลี้ยง 10 วัน จะเริ่มให้คนงานลงบ่อลากโซ่ตามแนวให้อาหาร
"ทิ้งยอตั้งแต่ปล่อยกุ้ง" เพื่อเช็คลูกกุ้ง ถ้าลูกกุ้งติดดีทุกยอจะต้องมีกุ้ง (ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันจับกุ้งจะแช่ยอตลอด)
การเช็คยอ ปริมาณอาหารให้ในยอจะให้อัตราเดียวยันจับ คือ 3 กรัมต่ออาหาร1 กิโลกรัม เช็คที่3 ชั่วโมงจนจับขาย
การเช็คยอถ้าเหลือเพียงยอเดียวจะงดให้อาหารมื้อต่อไป ถัดจากนั้นจึงให้เป็นปกติ
การลดต้นทุนที่แนะนำคือ ถ้าใช้ระบบไฟฟ้า และใครที่ใช้มอเตอร์3 แรง แต่มีใบพัดตีน้ำ13-14ใบ ให้ลองเปลี่ยนมาเป็นมอเตอร์ 2 แรงจะสามารถประหยัดน้ำมัน ไปประมาณ 3 หมื่นบาท
การปล่อยกุ้งแน่น ต้องดูว่าเหตุผลคือก็เพื่อพาเชียลออก การพาเชียลออกจะเอากุ้งออกประมาณ30% ถ้าราคาดีก็จะจับขายหมด แต่ถ้าราคากุ้งไม่ดีก็จะทำการพาเชียลบางส่วน จากนั้นเลี้ยงต่อเป็นกุ้งไซส์ใหญ่
ต้นทุนที่คิดได้คือ เลี้ยงกุ้ง3เดือน-3เดือนครึ่งได้กุ้งไซส์75ตัว/กก ต้นทุนตกอยู่ที่65บาท
มีคติประจำฟาร์มว่าอะไรประหยัดได้ก็ประหยัด แต่เครื่องให้อากาศไม่ต้องประหยัด ใส่ให้เพียงพอกับกุ้งที่ปล่อยในบ่อ
สุดท้ายเจ้าของฟาร์มจะอยู่ได้ต้องให้ลูกน้องหรือคนดูแลบ่ออยู่ดีกินดีก่อน แล้วทุกอย่างจะจบด้วยดี
-นอกจากจะให้เฮียบักเล่าเรื่องการเลี้ยงกุ้งขาวของตนแล้ว ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืนยังเชิญ คุณเดชา บันลือเดช หรืออาจารย์ต้อย ที่พวกเราคุ้นเคย จากสามร้อยยอด จังหวัดประจวบฯร่วมนำเสนอแนวคิดการปรับตัวของผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยว่าผู้เลี้ยงกุ้งควรมองหาภูมิคุ้มกันสำหรับตนเอง ในภาวะการเลี้ยงกุ้งปัจจุบัน ก่อนอื่นลองมองย้อนที่ความล้มเหลวของเกษตรกรคนเลี้ยงกุ้งว่าเกิดจากอะไร มองไปก็จะพบ ความโลภ, ความรั้นไม่เชื่อฟังใครเลย และความที่ไม่เคยโทษตัวเองเลยเวลาเลี้ยงกุ้งไม่ได้ผล เมื่อพบความจริงแล้ว ต้องปรับตัว การสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับเกษตรกรก็คือการรวมตัวกันให้ได้ของคนเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ มีการวางระเบียบ มีวินัยที่พอจะยอมรับกันได้ สมาชิกทำงานด้วยความเสียสละ ยึดถือประโยชน์ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่นสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มารวมตัวกันจะต้องหาหนทางที่จะป้องกันการเกิดโรค หาแนวทางที่จะทำให้การเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพที่ยั่งยืน รวมกลุ่มกันเพื่อเจรจาซื้อขายกุ้งให้กับโรงงาน รวมกลุ่มเพื่อผลิตกุ้งคุณภาพ รวมกลุ่มที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมของเราให้อยู่ได้นานตลอดไป ดังมีตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรหลายๆกลุ่มที่เขาได้ทำสำเร็จในระดับที่น่าพอใจแล้วนั่นเอง

-เสร็จจากการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนเลี้ยงกุ้งคราวนี้ก็มาต่อด้วย หนทางการเลี้ยงกุ้งกุลาดำของ คุณประยูร หงส์รัตน์ ผมคงไม่เจาะลึกในรายละเอียด แต่จะจับจุดตรงประเด็นที่น่าสนใจ คุณประยูร เล่าให้ฟังว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปัจจุบันของฟาร์มจะไม่ฉีดเลน น้ำเข้าบ่อผ่านการกรอง และเลี้ยงกุ้งระบบปิด เน้นสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อ อีกทั้งปัจจุบันจะทำการขยายพันธุ์สาหร่ายไส้ไก่ในบ่อที่จะเตรียมปล่อยลูกกุ้งเพื่อประหยัดการให้อาหารไประยะหนึ่งอีกทั้งพบความแตกต่างระหว่างบ่อที่เลี้ยงด้วยสาหร่ายไส้ไก่กับบ่อที่ไม่มีสาหร่าย นั่นคือได้อัตรารอดลูกกุ้งที่ดีกว่า อัตราการเจริญเติบโตดี กุ้งแข็งแรง และสีกุ้งเข้มสวยถูกใจตลาดหรือผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวที่ทำให้เกิดกำไรในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
การจัดการอื่นๆ ทุกบ่อจะมีการขึงเชือกกันนก โดยปัจจุบันสั่งทำตาข่ายพิเศษเพื่อนำมากันนกเข้าบ่อ และการยกระดับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้เป็นกุ้งอินทรีย์นั้นเกษตรกรต้องตระหนักที่จะไม่คิดเรื่องการใช้ยาฆ่าพาหะ แม้แต่คลอรีนเองยังใช้ไม่ได้เลยถ้าคิดจะขายกุ้งอินทรีย์
-ผ่านข้อมูลการเลี้ยงกุ้งไปทั้งกุ้งกุลาดำและกุ้งขาว คราวนี้มาฟังเสียงของผู้ซื้อส่งออกกุ้งบ้าง ซึ่งผู้รับหน้าที่ครั้งนี้คือคุณพีระศักดิ์ บุญมีโชติ จากไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่นฯ การที่ราคากุ้งไทยตกเพราะค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศต่างๆในเอเชียเช่นไทยค่าเงินแข็งขึ้น15% แต่อินโดนีเซียและจีนค่าเงินแข็งขึ้นเพียง 3% ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมราคากุ้งไทยจึงถูกเมื่อนำมาเทียบกับต่างประเทศ ตลาดกุ้งในปัจจุบันเน้นสีกุ้งเข้ม ถ้าใครมีกุ้งสีเข้มจะขายง่าย และอย่าลืมว่าในปัจจุบันเราสื่อภาพว่าเราเป็นประเทศที่เลี้ยงกุ้งที่ไม่เน้นการใช้ยา-สารเคมีต้องห้าม หากให้เดาว่าเมื่อไหร่ราคากุ้งน่าจะดี ผลที่ได้รับและเป็นคำตอบคือ เดือนกรกฏาคม 2550 ราคาน่าจะดีกว่าปัจจุบัน
ขอปิดท้ายเรื่องเล่าด้วย ข้อมูลล่าสุดของ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ซึ่งมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมจากงานกุ้งที่เคยไปบรรยายมาเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันคนเลี้ยงกุ้งต่างสนใจเรื่องของแร่ธาตุในน้ำในบ่อกุ้งของตน อีกทั้งยังมีการตรวจพบโรคที่หลายคนมองข้ามแต่ทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นโรคไวรัสหัวเหลือง เมื่อพูดถึงการเลี้ยงกุ้งขาวแร่ธาตุที่ควรสนใจคือแมกนีเซียม โปตัสเซียม แคลเซียม โซเดียม คลอไรด์ โดยปกติค่าแมกนีเซียม:แคลเซียม จะอยู่ที่ 3 : 1 และ ค่าแคลเซียมต่อโปตัสเซียมจะอยู่ที่ 1:1
ถ้าในบ่อเรามีแคลเซียมมากกว่าแมกนีเซียมมากๆจะไม่ดี ถ้าในบ่อเรามีแคลเซียมมากแต่แมกนีเซียมมีมากกว่าก็รับได้
ค่าความกระด้างสำหรับกุ้งขาว ซึ่งหลักๆค่าความกระด้างจะมาจากค่าแมกนีเซียมกับแคลเซียมไม่ควรต่ำกว่า1000 พีพีเอ็ม
นอกจากนี้ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ยังเตือนให้คนเลี้ยงกุ้งระวังโรคหัวเหลืองด้วย เนื่องจากมีการตรวจพบการระบาดแล้วในหลายพื้นที่ของไทย ส่วนอาการกุ้งขาวมีกล้ามเนื้อขาว หลังขาว ซึ่งเกิดจาก เชื้อไมโครสปอริเดียน พบได้กับกุ้งบางบ่อซึ่งอาการจะมีกล้ามเนื้อเป็นสีขาวผ่าออกมาจะรู้สึกว่ามีเม็ดเล็กๆในกล้ามเนื้อ และหากนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศ ก็จะเห็นไมโครสปอริเดียน
การติดต่อของโรคนี้มีปลาเป็นตัวกลาง นั่นคือ ปลาต้องไปกินเชื้อไมโครสปอริเดียนก่อน จากนั้นปลาก็จะถ่ายอุจาระออกมาโดยมีเชื้อปนออกมาด้วย แล้วกุ้งก็ไปกินอุจาระปลานั้นเชื้อก็จะเข้าไปเจริญเติบโตต่อในกุ้ง แต่โรคนี้ไม่ติดจากการกินกุ้งกันเอง แต่จะส่งผ่านเชื้อทางปลา ดังนั้นเกษตรกรควรกรองน้ำให้ดีตอนเตรียมบ่อ และควรมีการกำจัดปลาก่อนปล่อยลูกกุ้ง (กุ้งที่เป็นหลังขาวจากเชื้อไมโครสปอริเดียนจะเข้ายอมากกว่าปกติ)
สรุปและเรียบเรียง โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด