ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งขาวในแบบของคุณ มนต์ชัย ยอดพินิจ

ไปงานวันกุ้งไทย ครั้งที่ 17 ปีนี้ มีอะไรกลับมามากมายให้กับตัวเอง หนึ่งในนั้นคือการได้เข้าไปนั่งฟังการเล่าถึงประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรไทยที่ประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงกุ้งขาวในระบบที่เหมาะสมในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลให้เป็นวิทยาทานแด่คนกุ้งทั่วไปที่สนใจ แม้ช่วงเวลาที่ท่านวิทยากรได้บรรยายอาจจะสั้นไปแต่ท่านได้ใส่ข้อมูลไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนา ซึ่งผมขอหยิบยกข้อมูลที่สำคัญเหล่านั้นนำส่งผ่านต่อไปถึงผู้อ่านและผู้สนใจทุกท่านอีกทอดเพราะมองแล้วว่าน่าจะเกิดประโยชน์แด่คนกุ้งไทยปี 2007 ข้อมูลที่นำเสนอคือข้อมูลการเลี้ยงกุ้งของ คุณมนต์ชัย ยอดพินิจ กับ คุณอนุวัฒน์ แก้วน้อย ครับ


คุณมนต์ชัย ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง ระนอง พื้นที่ฟาร์มประมาณ 200ไร่ แบ่งเป็นบ่อเลี้ยง ขนาด5ไร่ รวม16 บ่อ บ่อพักน้ำขนาดเท่ากับบ่อเลี้ยง 5-6 บ่อ และบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ประมาณ20-25ไร่ อีก1บ่อ มีบ่อพักน้ำมากเพราะต้องการให้น้ำได้พักในบ่อนาน และเพื่อประโยชน์ในการหมุนเวียนใช้น้ำจากบ่อพัก และมีน้ำเพียงพอในการนำมาใช้เลี้ยงได้อย่างต่อเนื่อง
การจัดการฟาร์ม
พื้นที่เลี้ยงส่วนใหญ่ 90% จะปูพีอี และจะทำการกั้นปูด้วยพีอี(ไม่ได้ใช้มุ้งเขียวเหมือนทั่วไป)โดยขอบพีอีจะสูงประมาณ1ฟุต ส่วนที่ต้องปูพีอีในบ่อนั้นสาเหตุคือ ต้องการให้ปริมาณตะกอนในบ่อน้อย หากเลี้ยงกุ้งในบ่อพื้นปกติปริมาณมาก เมื่อกุ้งโตระดับหนึ่งกุ้งขาวจะคุ้ยตะกอนในบ่อ ทำให้ตะกอนฟุ้ง ส่งผลให้แพลงก์ตอนสังเคราะห์แสงลำบาก ทำให้กระบวนการย่อยสลายเป็นไปได้ยาก และ กระบวนสร้างออกซิเจนหมดไป ดังนั้นการปูพีอีจะช่วยตรงจุดนี้ อีกทั้งตลิ่งบ่อก็ไม่พัง ลดค่าบำรุงรักษาบ่อ (ส่วนใครที่ไม่อยากเปลืองเงินมาก การปูขอบบ่อทั้ง4 ด้านด้วยพีอี ไม่ปูที่พื้นก็ใช้ได้เช่นกัน เพราะนอกจากจะต้นทุนไม่สูง ทำให้ดินคันบ่อไม่พังแล้ว ยังได้แร่ธาตุในดินอีกด้วย
เน้นป้องกันพาหะภายนอก

ขึงเชือกกันนกในทุกบ่อ โดยทำแบบถาวร ฝังเสาปูน เพื่อให้ใช้ได้ในระยะเวลานาน ทางฟาร์มให้ความสำคัญกับการป้องกันพาหะภายนอกเช่น นก หรือปู อย่างมาก ซึ่งตรงนี้หลายคนมองข้ามทำบ้างไม่ทำบ้าง ทั้งๆที่รู้ว่าทำแล้วเกิดประโยชน์ แต่อาจจะละเลยกันไป ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว หากคิดในเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายในการป้องกันเหล่านี้ก็นับว่าคุ้มกับผลผลิตที่จะได้
การเตรียมน้ำ เตรียมบ่อ
เน้นระบบน้ำมาก จะมีบ่อพันกน้ำ 40%ของพื้นที่ เมื่อน้ำเกิดใหญ่จะสูบน้ำเก็บไว้ที่บ่อใหญ่ก่อนทิ้งไว้จนตกตะกอนดี จากนั้นจะสูบน้ำเข้าบ่อพัก โดยกรองน้ำผ่านผ้ากรองตาถี่ พักน้ำไว้ในบ่ออย่างน้อย3 วัน โดยไม่ต้องฆ่าเชื้อโรค จึงสามารถนำน้ำไปใช้ในบ่อเลี้ยงได้
ในการเตรียมบ่อ หลังจากจับกุ้งเสร็จ จะปรับปรุงคุณภาพดินพื้นบ่อให้ดี ให้มีแร่ธาตุเพียงพอ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน โดยปริมาณแร่ธาตุที่ใช้เตรียมบ่อขึ้นกับความเค็มน้ำ ซึ่งน้ำที่ความเค็มสูงแร่ธาตุก็จะสูงตามไปด้วย แต่หากความเค็มต่ำ ปริมาณแร่ธาตุก็จะน้อย เช่นถ้าเลี้ยงในช่วงความเค็มต่ำกว่า10 พีพีที จะใส่ปูนแคลเซียมซัลเฟต(ยิปซั่ม) 1 ตัน./ไร่ แต่หากเป็นความเค็มสูงก็อาจเติมประมาณ500 ตัน/ไร่ โดยจะใส่ในช่วงตากบ่อแห้ง ที่ดินยังไม่มีน้ำ ซึ่งจะสาดพร้อมกับปุ๋ย แต่สำหรับบ่อที่มีค่าความเป็นกรดมาก หลังจากตากบ่อให้แห้งแล้วจะเอาน้ำเข้าก่อน แล้วเอาน้ำออก จากนั้นจึงจะสาดลงบ่อ
ส่วนบ่อที่ปูพีอี เรื่องของแร่ธาตุจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เนื่องจากไม่ได้รับแร่ธาตุจากดินโดยตรงจะต้องเติมแร่ธาตุในน้ำระหว่างการเลี้ยงแทน
การใช้แร่ธาตุไม่จำเป็นต้องเติมมากจนเกินไป แต่ในกุ้งเล็กแม้จะไม่ใช้แร่ธาตุไม่มาก แต่ต้องมีแร่ธาตุสำรองให้มากๆ เพื่อให้กุ้งกินดีโตดี ดังนั้นเมื่อกุ้งมีขนาดใหญ่ขึ้นเราจึงเน้นเติมเฉพาะในจังหวะที่กุ้งลอกคราบ เช่น 7 วัน-15 วัน ก็จะให้แร่ธาตุ ก็จะเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้มาก

ในบ่อดิน แร่ธาตุต่างๆจะละลายในดิน ทำให้ไม่ต้องเติมบ่อย โดยในเดือนแรกอาจไม่เติมเลย หรือ อาจเติมแค่ไร่ละ 1-2 ถุง 2-3 วัน แต่ถ้าเป็นบ่อที่ปูพีอีอาจต้องใส่ทุกวันอัตราไร่ละ 1-2 ถุง ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้เป็นการเพิ่มต้นทุนแต่อย่างใด เพราะบ่อพีอีไม่ต้องใส่ในดินในขั้นตอนเตรียมบ่อ แต่มาเติมในระหว่างการเลี้ยงซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายไม่ต่างกัน
สำหรับค่าของแร่ธาตุต่างๆที่ควรมีในบ่อคือ แคลเซียม 300 ขึ้นไป ค่าแคลเซียมต่อแมกนีเซียม ถ้าน้ำจืดต้อง1 ต่อ1 ถ้าน้ำเค็มสูงขึ้น1 ต่อ2 ถ้าน้ำเค็มมาก1 ต่อ3 จึงจะทำให้กุ้งอยู่ได้ดี ซึ่งที่นีจะวัดค่าค่อนข้างบ่อย โดยในฤดูกาลที่น้ำจืดจะวัดแทบทุกวัน
นอกจากนี้เรายังมีการวัดค่า พีเอช ออกซิเจน อัลาไลน์ ค่าความกระด้าง เรา วัดเช้า บ่าย และกลางคืน แต่ถ้าอยู่ในภาวะไม่จำเป็นก็ไม่ต้องวัด แต่ค่าที่จำเป็นต้องรู้ค่าทุกวันคือ ค่าแอมโมเนีย เพราะเป็นตัวที่ทำให้กุ้งเสียหายได้ ซึ่งถ้ามีแอมโมเนียระดับหนึ่ง ก็จะอาจงดอาหารกุ้ง แต่ถ้ามีแอมโมเนียมากอาจงดอาหารทั้งวัน หรือลดมื้ออาหารเหลือ2 มื้อ แล้วเช็คยอไม่ให้อาหารเหลือ ซึ่งอาจต้องทำอย่างนี้อยู่3 วันแล้วจึงค่อยขยับอาหารไปเรื่อยๆ
ข้อควรระวังในการถ่ายน้ำ
คนเลี้ยงกุ้งต้องระวังเพราะถ้าถ่ายน้ำมาก ก็จะกระตุ้นให้กุ้งเกิดการลอกคราบ ในขณะเดียวกันที่แอมโมเนียในบ่อมีปริมาณมาก เมื่อกุ้งลอกคราบพร้อมๆกัน ก็จำเป็นต้องใช้แร่ธาตุในปริมาณมาก ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า มีการให้แร่ธาตุเผื่อไว้ในปริมาณที่เพียงพอในขณะที่เปลี่ยนถ่ายน้ำหรือไม่
"เลี้ยงกุ้งอย่างไรไม่ให้มีแอมโมเนียหรือมีน้อยที่สุด ซึ่งจะเกี่ยวพันไปถึงปริมาณแร่ธาตุและปริมาณอาหารที่ให้นั่นเอง"
ย้อนกลับไปตอนเตรียมบ่อเตรียมน้ำ เราใช้คลอรีนในการทรีทน้ำโดยน้ำลึก1 เมตรใช้คลอรีน 50-60 กก/ไร่ แล้วเปิดเครื่องตีน้ำตลอดเพื่อเคล้าคลอรีนกับน้ำจนได้ที่แล้วก็จะปิดเครื่องตีน้ำ แล้วทิ้งไว้1 วัน เพื่อให้คลอรีนทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ระเหยไปกับการตีน้ำ จากนั้นจึงเปิดเครื่งเพื่อไล่คลอรีนเป็นเวลา 1 วัน
ระดับน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งขาว
ที่นี้จะไม่เน้นที่ความลึกของน้ำในบ่อ เรามองว่าความลึกของน้ำกับปริมาณกุ้งไม่น่าจะส่งผลต่อการเลี้ยง เนื่องจากน้ำความลึกมีแค่ 80-90 ซม.กุ้งก็สามารถอยู่ได้แล้ว แต่จะเน้นที่ระดับยอที่กุ้งกินอาหารว่ามีอุณหภูมิเหมาะสมหรือไม่ โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมที่กุ้งกินอาหารได้ดีจะอยู่ระหว่าง 28-30 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากระดับน้ำลึกเกินไป แล้วอุณหภูมิไม่เหมาะสม กุ้งก็จะไม่ค่อยกินอาหาร น้ำจะลึกมากหรือน้อยขึ้นกับฤดูกาล หากเป็นหน้าร้อนก็จะเติมน้ำให้ลึกไว้ก่อน ส่วนจะลึกระดับไหนนั้นต้องใช้วิธีการวัดอุณหภูมิที่ก้นบ่อเป็นหลัก

เครื่องตีน้ำ ในแต่ละบ่อคนเลี้ยงจะรู้ว่าเคยเลี้ยงมาใช้เครื่องตีน้ำทั้งหมดกี่ตัว แต่โดยสรุปคือ ใน1 ไร่มีเครื่องตีน้ำขนาด 3 แรง 2ตัว ต่อใบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ก็สามารถเลี้ยงกุ้งในปริมาณ แสนกว่าตัวต่อไร่ คือ เครื่องตีน้ำ1ตัว จะรองรับกุ้งได้ประมาณ 1 ตัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเข้าใจด้วยว่าการเลี้ยงกุ้งไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดเสมอไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่มาชี้เราคือปริมาณออกซิเจน ซึ่งการวัดค่าออกซิเจน จะทำให้ทราบว่าการเลี้ยงในช่วงไหนควรจะทำอย่างไร เครื่องตีน้ำ ณ ขณะนั้นเพียงพอหรือไม่ สอดคล้องกับปริมาณกุ้งที่โตขึ้นทุกวันหรือไม่

การลงลูกกุ้ง จะเลือกลูกกุ้งพี 12 จากบริษัทฯที่มีมาตรฐาน เพราะทุกบริษัทล้วนต้องรักษาคุณภาพ และมาตรฐานของตัวเองอยู่แล้ว โดยลูกกุ้งที่มาถึงฟาร์มต้อง ไม่มีตัวตาย อีกทั้งกวนน้ำในภาชนะที่ตักลูกกุ้งขึ้นมา ดูการแตกตัวดีของลูกกุ้ง
แต่ถ้าลงกุ้งช่วงความเค็มต่ำ จะลงลูกกุ้งพีใหญ่ประมาณ พี 14-15 อัตราการปล่อยเฉลี่ย 150,000 ตัวต่อไร่ อีกทั้งอาจมีการปรับเปลี่ยนอัตราปล่อยขึ้นกับเป้าหมายที่วางไว้ หากตั้งเป้าว่าจะพาเชียลหรือมีบ่อว่างจำนวนมากก็จะปล่อยหนาแน่นเพราะจะได้ทำการพาเชี่ยลกุ้งไซส์ร้อยไปปล่อยอีกบ่อ ซึ่งจะทำให้ประหยัด ย่นระยะเวลาเลี้ยง ประหยัดเวลาในการเตรียมบ่อเตรียน้ำ รวมถึงประหยัดต้นทุนค่าแรงงาน ค่าไฟฟ้า โดยไซส์ที่เหมาะในการพาเชียลเพื่อนำไปกระจายให้บ่ออื่นๆคือ 250-100ตัว/กก.
ทั้งนี้ในบ่อปูพีอี จะได้เปรียบเรื่องการย้ายกุ้ง เพราะนอกจากสามารถลงแน่นได้แล้วเมื่อทำการพาเชียลย้ายกุ้ง น้ำไม่ขุ่น แต่ถ้าเป็นบ่อดิน เมื่อพาเชียลแล้ว จะทำให้กุ้งเครียด แล้วอาจตายได้
วิธีพาเชี่ยลให้ปล่อยภัย คือ ให้กุ้งอดอาหารประมาณ 1 วันแล้วล่ออาหารที่หน้าประตู น้ำออก จึงจะป้องกันกุ้งช้ำและเครียดได้ดีที่สุด

เทคนิคการให้อาหาร คือ ให้อาหารตามตาราง เปอร์เซ็นต์การให้อาหารกุ้ง ของบริษัทฯอาหารนั้นๆระบุมา การเช็คยอเป็นแค่ส่วนประกอบ ที่จะทำให้เรารู้ได้ว่ากุ้งกินอาหารได้เท่าไหร่ แต่หากเรารู้ปริมาณที่แท้จริงเราต้องคุมด้วยเปอร์เซ็นต์ฟีด(เปอร์เซ็นต์การให้อาหาร)อีกครั้งหนึ่ง ก็จะทำให้การเลี้ยงง่ายขึ้น ประหยัดค่าอาหาร ยกตัวอย่างเช่น เราเคยให้อหาร 100 กิโลกรัม ปรากฏว่ากุ้งโตดี แต่แอมโมเนียก็มากด้วย เราก็ลองลดอาหารเหลือ 80 กก หรือ 90 กก เพื่อดูว่าเมื่อลดอาหารแล้ว กุ้งยังโตดีหรือไม่ หากยังสามารถโตได้ดีเพราก็สามารถใช้สูตรนี้ได้ เพราะกุ้งโตดีในขณะที่แอมโมเนียก็ลดลงด้วย แสดงว่าอาหารในปริมาณนี้คือ ปริมาณที่เหมาะสม และที่สำคัญเราต้องเฉลี่ยทุกมื้อให้เท่ากันด้วยเพราะหากให้อาหารไม่เท่ากันในแต่ละมื้อ อาหารในมื้อหนึ่งอาจเหลือ แต่อาหารในอีกมื้ออาจไม่พอได้ แต่อย่างไรก็ดี ในบางฤดูกาลกุ้งอาจกินอาหารน้อยในเวลากลางคืน ก็ต้องปล่อยให้กินไปตามนั้น ห้ามเอามาโปะในมื้อต่อไปเป็นอันขาด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเช็คยอก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเราจะสามารถทราบได้ว่า กุ้งกินอาหารหมดยอหรือไม่
สาเหตุหลักที่ทำให้กุ้งป่วย มี 4 ประการคือ กุ้งป่วยจากไวรัส จากแบคทีเรีย จากการขาดแร่ธาตุ เกิดมลภาวะในบ่อเป็นพิษ
ดังนั้นกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้โดย จัดการกับคุณภาพของบ่อให้มีความปลอดภัย ซึ่งเน้นย้ำที่การมีระบบป้องกันไม่ให้เชื้อจากภายนอกเข้ามาเช่น การป้องกันพาหะ เช่นนก ปู และการจัดการระบบน้ำที่เข้ามาให้มีความปลอดภัย คือ น้ำที่เข้ามาต้องผ่านระบบการกรองหรือการทรีทน้ำเหมาะสม ที่เห็นว่ามีความปลอดภัยได้
การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด คือ
" ต้องเลือกเครื่องมือทุกชนิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
" มีเครื่องมือที่เหมาะสม เช่นเครื่องตีน้ำที่มีจำนวนรอบที่เหมาะสม เช่น มีรอบให้เหมาะสมกับพื้นที่ไม่มากน้อยจนเกินไป และต้องปรับปรุงเครื่องมือให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งานตลอด
" มีช่วงเวลาการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น ตีน้ำในเวลากลางวันน้อย กลางคืนมาก
3ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้ง
1. ต้องจัดการฟาร์มให้มีความพร้อมให้มากที่สุด ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ การดูแลทั้งดิน น้ำและกุ้ง
2. ต้องรวบรวมองค์ความรู้ในการเลี้ยงกุ้ง นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3. ต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ดูแลควบคุมทั้งระบบ และ บุคลากรได้เป็นอย่างดีโดยสามารถนำเอาองค์ความรู้ต่างๆเข้าสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงการใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งบางครั้งแม้จะเล็กน้อย แต่อาจส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้งโดยตรงได้ เพราะฉะนั้นหากเกษตรกรสามารถเพิ่มจุดแข็งในเรื่องเหล่านี้ และลบจุดอ่อนของตัวเองลงไปได้ เชื่อเหลือเกินว่า ความสำเร็จจะอยู่แค่เอื้อม

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนโดยบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด