ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งอย่างไร ให้เป็น Organic Shrimp

ปัจจุบันกระแสการรักษาสิ่งแวดล้อม นับวันยิ่งมีคนพูดถึงกันบ่อยครั้ง ทำให้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา แต่เป็นที่น่าแปลกว่าภาคผู้เลี้ยง ส่วนใหญ่กลับยังไม่มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เท่าที่ควร แต่ก็ยังนับว่าเป็นโชคดี ที่มีเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน จนกระทั่งในที่สุด ก็ประสบความสำเร็จในการนำผลผลิตที่ผ่านการเลี้ยงระบบอินทรีย์ หรือ Organic Shrimp สู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป (ประเทศเยอรมัน) และยังนับเป็นฟาร์มแรกของประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานเนเจอร์แลนด์ (Naturland) อันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นระบบอินทรีย์ 100%
คุณประยูร หงส์รัตน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ จ.จันทุบรี เจ้าของสุรีรัตน์ฟาร์ม ผู้คร่ำหวอดในวงการกุ้งกุลาดำ แม้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะเปลี่ยนมาเลี้ยงกั้งขาว แต่คุณประยูร ยังคงเลี้ยงแต่กุ้งดำ และเลี้ยงมาตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน ที่สำคัญยังเลี้ยงแบบระบบอินทรีย์คือไม่ใช่สารเคมี และรักษาสภาพแวดล้อมเป็นหลัก จนประสบความสำเร็จในการเปิดตัวกุ้งอินทรีย์ SOP หรือ "Sureerath Organic Prawns" ที่ประเทศเยอรมัน โดยจะเข้าไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปในปี 2551
โอกาสยังเปิดกว้าง
คุณประยูร กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ซื้อในตลาดโลกหันมาสนใจเรื่องการรักษาสุขภาพโดยมุ่งบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ "กลุ่มสินค้ากุ้งอินทรีย์" กำลังเป็นที่ต้องการสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป ทำให้โอกาสของผู้ที่ต้องการทำกุ้งอินทรีย์เปิดกว้าง เพราะคนผลิตยังมีน้อย โดยตนได้นำผลผลิตเข้าไปเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานแสดงสินค้าอาหารที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งก็ได้รับความสนใจอย่างดี เนื่องจากตลาดอียูมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 20% โดยกุ้งอินทรีย์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ กุ้งกุลาดำขนาด 10-15 ตัว/ก.ก. ขนาด 16-20 ตัว/ก.ก. และขนาด 21-25 ตัว/ก.ก.
เลี้ยงนาน/ผลผลิตน้อย/แต่ราคาสูง
แต่การเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ยังมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลา ในการเลี้ยงแต่ละรุ่นค่อนข้างนาน ประมาณ 6-7 เดือน และมีผลผลิตน้อยกว่าการเลี้ยงในระบบปกติทั่วไปประมาณ 3-4 เท่าตัว ทำให้มีสินค้ากุ้งระบบอินทรีย์เข้าสู่ตลาดค่อนข้างน้อย ส่วนข้อดีก็คือ ปัจจุบันสินค้ากุ้งอินทรีย์สามารถจำหน่ายในตลาดอียูได้ในราคาสูงถึง 68 ยูโร/ออนซ์ หรือสูงกว่า 3,000 บาท/ก.ก. สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าการขายกุ้งกุลาดำที่ผลิตในระบบปกติถึง 30%
อย่างไรก็ตามสุรีรัตน์ฟาร์มยังคงกำหนดวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำการผลิตกุ้งกุลาดำระบบอินทรีย์ที่ดีและมีคุณภาพ เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลกต่อไป โดยใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีที่ผ่านมาปรับปรุงสถานที่ต่างๆ ภายในฟาร์ม เช่น ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำระบบปิดมูลค่า 20 ล้านบาท เพื่อนำน้ำเสียภายในฟาร์มเข้าสู่ระบบบำบัดเพื่อเป็นน้ำสะอาดหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยไม่มีการระบายน้ำเสียสู่ภายนอก
นอกจากนี้สุรีรัตน์ฟาร์มยังได้เตรียมจัดสรรงบฯ ลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ในปี 2551 เพื่อก่อสร้างห้องเย็นและโรงงานแปรรูปกุ้งเพื่อผลิตและส่งออกกุ้งกุลาดำแช่เย็นไปจำหน่ายในตลาดอียูเฉลี่ยเดือนละ 20 ตัน หรือไม่ต่ำปีละ 2,000 ตัน
ลงทุนสูงแต่คุ้มในระยะยาว
"เรามั่นใจว่าสินค้ากุ้งอินทรีย์มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสินค้าที่ผลิตในระบบธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แม้ว่าการทำ organic เป็นเรื่องยาก ส่วนใหญ่เกษตรกรมักบอกว่าไม่คุ้ม แต่คนที่ได้ประโยชน์คือเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค แต่สิ่งที่ได้มากที่สุดคือ เกษตรกรก็ได้ความยั่งยืน สำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่จะปรับตัวเข้าสู่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบอินทรีย์ อาจต้องใช้เงินลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็น การจัดสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย อาหารกุ้งที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ที่มีต้นทุนสูงถึง 40 บาท/ก.ก. เมื่อเทียบกับอาหารกุ้งที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปที่มีจำหน่ายในราคา 29 บาท/ก.ก. แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วผลกำไรไม่ลดลงอย่างแน่นอน"
แนวทางการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์
สำหรับแนวทางการเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ คุณประยูร เล่าว่า ที่นี่จะเลี้ยงแบบระบบปิด การเตรียมบ่อนั้น ก็จะไม่เอาเลนก้นบ่อหรือขี้กุ้งออก และไม่เกลี่ยเลนให้กระจายทั่วบ่อ เพราะไม่ต้องการไปทำลายสัตว์หน้าดิน แต่จะนำเลนไปทิ้งหรือถมไว้ข้างบ่อ และนำไปปลูกพืชผักต่างๆ หรือนำไปทำปุ๋ย ต่อมาก็จะตากบ่อประมาณเดือนกว่าๆ จากนั้นก็จะเอาน้ำเข้าโดยผ่านมุ้งเขียว (บำบัดน้ำด้วยวิธีการธรรมชาติบำบัด) โดยจะเอาน้ำทะเลเข้ามาเป็นน้ำใหม่ 80% น้ำเก่าเป็นน้ำจืดประมาณ 20% เอาน้ำเข้าบ่อ เติมให้เต็ม แล้ววัดค่าพีเอชน้ำให้ได้ระหว่าง 7.5-8.2 หากพีเอชต่ำก็จะปรับน้ำด้วยปูนขาว หลังใส่น้ำหรือเติมน้ำเข้าเต็มบ่อ จะเริ่มเห็นสัตว์หน้าดิน พอน้ำได้ที่ดีแล้ว ก็จะนำกุ้งมาปล่อย แล้วสัตว์หน้าดินก็จะกลายเป็นอาหารของกุ้ง นอกจากนั้นกำลังมีโครงการสร้างบ่อเลี้ยงปลา โดยจะนำน้ำจากบ่อกุ้งไปยังบ่อปลา เพื่อนำอาหารจากบ่อกุ้งไปเป็นอาหารปลาอีกด้วย
นอกจากนี้ สิ่งที่อาจแตกต่างจากฟาร์มอื่นคือ ฟาร์มแห่งนี้จะขึงเชือกเหนือคลองส่งน้ำทุกคลองในฟาร์มด้วย เพื่อป้องกันนกหรือป้องกันปู เพื่อเวลาฟาร์มข้างเคียงเกิดความเสียหาย เราจะได้ไม่เกิดปัญหาตาม
สำหรับการใช้ลูกพันธุ์กุ้งของที่นี่ คุณประยูร ก็จะเพาะลูกพันธุ์กุ้งใช้ในฟาร์มเอง โดยนำแม่กุ้งมาเพาะฟัก แต่หากผลิตลูกกุ้งไม่พอ ก็จะติดต่อซื้อนอเพลียสจากฟาร์มอื่น ส่วนการปล่อยลูกกุ้ง ในวันปล่อยลูกกุ้งจะมีการตีน้ำไว้สักพักหนึ่งก่อน เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำเท่ากันทั้งบ่อ เลือกปล่อยในช่วงอากาศเย็นสบาย นำลูกกุ้งขนาดพี 13 ขึ้นไปความยาว 12 มิลิเมตร มาปล่อยในอัตรา 30,000-40,000 ตัวต่อไร่ โดยนำลูกกุ้งจากโรงเพาะใส่ถังแล้วขนไปปล่อยตามบ่อเลี้ยงเลย
สำหรับแนวทางการให้อาหาร จะมีการสั่งทำอาหารสูตรพิเศษ ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีวัตถุดิบที่อาจเสี่ยงต่อการมีสารตัดต่อพันธุกรรม เช่น ไม่มีกากถั่วเหลือง และเปลือกกุ้งป่น แม้ว่าราคาอาหารกุ้งชนิดนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติก็ตาม แต่ก็ต้องนับว่าคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะกุ้งโตเร็ว และผลผลิตที่ได้ออกมาดีเป็นที่น่าพอใจ
"เราเน้นการป้องกันปัญหาเป็นหลัก โดยการคุมอาหาร ให้อาหารตามที่กุ้งกินจริง ซึ่งถ้าคุมอาหารดีก็จะไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำและของเสีย แต่เมื่อไรที่น้ำในบ่อเริ่มเป็นสีเขียวเข้ม แสดงว่าให้อาหารเกิน ต้องลดอาหารลง แต่ถ้าเจอปัญหาแพลงก์ตอนที่ทำให้เกิดกลิ่นโคลน จะใส่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ไร่ละ 20 ลิตร นอกจากนี้ ตรงสะพานยอจะมีถังพลาสติก ซึ่งใส่ปูนขาวลงไป และใส่น้ำตาม (ได้น้ำปูนใส) สำหรับให้คนเลี้ยงกุ้งหรือคนเช็คยอ ได้ล้างมือทุกครั้งที่ขึ้นจากสะพานยอ ซึ่งเป็นการฆ่าเชื้อและป้องกันการระบาดของโรคในฟาร์มได้อย่างดีอีกทางหนึ่ง"
คุณประยูร กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า คนเลี้ยงกุ้งกุลาดำควรสนใจในคุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งที่นี่โดยปกติจะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 120-130 วัน/รุ่น เลี้ยง 60 วัน ได้ไซซ์ประมาณ 100 ตัว/กก เลี้ยง 90 วัน ได้ไซซ์ประมาณ 40-50 ตัว/กก เลี้ยง 120 วัน ก็จะได้กุ้งหน้า 3 หรือไซซ์ประมาณ 32-33 ตัวต่อกิโลกรัม สำหรับเทคนิคการเลี้ยงก็จะยึดแนวทางการเลี้ยงแบบระบบปิด เน้นการเตรียมบ่อ เตรียมน้ำ สร้างอาหารธรรมชาติ คุมเรื่องอาหารและการจัดการเป็นอย่างดี เพราะตนมองว่าเราควรหันมาเลี้ยงกุ้งแบบรู้ใจกุ้ง โดยให้กุ้งอยู่ดีกินดี

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทยฉบับที่ 78
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster