ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

แนวทางการเลี้ยงกุ้งแบบพี่นุรักษ์ จันทร์สนาน (อีกหนึ่งคนกุ้งคุณภาพ)

สืบเนื่องจากผมได้มีโอกาสเดินทางไปทำภาระกิจที่ระนอง ซึ่งต้องขับรถผ่านจังหวัดชุมพร ดังนั้นจึงขอร้องให้ทีมงานฝ่ายขายในพื้นที่ชุมพรช่วยติดต่อไปที่ฟาร์มกุ้งขาวแห่งหนึ่งโดยมีพี่ปุ่นหรือ คุณนุรักษ์ จันทร์สนาม เป็นผู้ดูแลอยู่ เนื่องจากได้ยินมาว่าฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงกุ้งขาวได้ผลดีติดต่อกันมาหลายปีแล้ว เพื่อจะไปขอความรู้และเคล็ดที่ไม่ลับนำมาบอกเล่าให้เกษตรกรหรือผู้อ่านหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยได้อ่านนั่นเอง ซึ่งทีมงานและพี่ปุ่นเองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและพร้อมที่จะเล่าเรื่องย่อของรูปแบบการเลี้ยงกุ้งขาวในฟาร์มนี้ให้พวกเรา
ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองชุมพร เป็นส่วนหนึ่งของแซมดีฟาร์ม โดยอยู่ที่ยูนิค 6 อีกทั้งฟาร์มแห่งนี้ใกล้และติดกับฟาร์มกุ้งอื่นๆอีกเพียบ ซึ่งฟาร์มที่พี่ปุ่นดูแลนี้มีบ่อพักขนาดใหญ่ประมาณ70 ไร่ และมีพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งทั้งหมด 14 บ่อ โดยแต่ละบ่อจะมีขนาดประมาณ5ไร่ เป็นบ่อกลมเมื่อคิดพื้นที่บ่อรวมกันก็ประมาณ70ไร่เท่ากับพื้นที่บ่อพักเลย
หากเจาะประเด็นเลยว่าอะไรคือ ปัจจัยที่ทำให้การเลี้ยงกุ้งแห่งนี้ประสบความสำเร็จ คำตอบที่ได้คือ
-ปล่อยกุ้งไม่แน่นเน้นทำกุ้งไซซ์ใหญ่ ตั้งใจผลิตกุ้ง40 ตัว/กก
- รู้ทันการปรับอาหารกุ้งขาวในแต่ละบ่อ
- ใช้จุลินทรีย์และแร่ธาตุเสริม ในการปรับปรุงสภาพน้ำ สภาพดิน และทำให้กุ้งมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ
- ทุกส่วนของฟาร์มต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือตั้งใจที่จะเลี้ยงกุ้งให้ดีที่สุด

การเตรียบ่อ เตรียมน้ำ เพื่อการเลี้ยงกุ้งรอบใหม่
-ทำความสะอาดพื้นบ่อด้วยจุลินทรีย์
หลังจากจับกุ้งไปแล้วหนึ่งวัน ทางฟาร์มจะใส่จุลินทรีย์ในบ่อโดยเน้นตรงบริเวณเลน
ซึ่งเมื่อสอบถามว่าไม่เอาเลนไปทิ้งหรือกระจายเลนทั่วบ่อแล้วตากเลนเหมือนคนอื่นๆหรือ? ก็ได้รับคำตอบว่าไม่จำเป็นสำหรับฟาร์มแห่งนี้ เนื่องจากเมื่อจับกุ้งไปแล้ว ทิ้งบ่อไว้หนึ่งวัน จากนั้นจะเอาจุลินทรีย์มาละลายน้ำแล้วสาดทั่วบ่อแต่เน้นที่เลนมากหน่อย พบว่าเมื่อทิ้งบ่อไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ บริเวณเลนหรือพื้นบ่อจะเปลี่ยนสภาพเป็นดินปกติ สีเลนก็เปลี่ยนไปเป็นไม่ดำและไม่มีกลิ่นเหม็นเลย ดังนั้นเราจึงไม่เอาเลนออกและไม่จำเป็นต้องกระจายเลนหลังจับกุ้งเหมือนคนอื่นๆนั่นเอง
- เติมน้ำเข้าบ่อ เมื่อผ่านไป1-2 สัปดาห์หลังใส่จุลินทรีย์ก็ถึงเวลาสูบน้ำจากบ่อพักเข้าบ่อเลี้ยงโดยผ่านถุงกรองสามชั้น(อวนฟ้า,มุ้งฟ้าตา16, มุ้งฟ้าตา26) เติมน้ำให้สูงประมาณ1.4-1.6 เมตรในฤดูกาลปกติ และจะเติมให้สูงถึง1.7-1.8 เมตรในฤดูร้อน
### น้ำที่ได้มาจากบ่อพักนั้น ทางฟาร์มเน้นว่าหากสูบน้ำจากคลองธรรมชาติเข้ามาเก็บไว้ในบ่อพักน้ำ น้ำนั้นต้องพักไว้ในบ่อพักอย่างน้อย10 วัน จึงจะนำไปใส่ในบ่อเลี้ยงได้
###ช่วงสองสัปดาห์หลังจากสาดจุลินทรีย์ ทางฟาร์มจะใช้ช่วงนี้ทำความสะอาด สำรวจ ตรวจสอบ ซ่อมแซม อุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ในบ่อ ตัวอย่างเช่นทำความสะอาดทุ่น ตรวจสอบใบพัดเป็นต้น
### จุลินทรีย์ที่ฟาร์มกุ้งแห่งนี้ใช้คือ จุลินทรีย์ไบโอชริมพ์ (จุลินทรีย์ชนิดผง) ใส่ตอนเตรียมบ่อในอัตรา500 กรัมต่อบ่อแต่ก่อนใส่ในบ่อ จะนำผงจุลินทรีย์ไปละลายน้ำแล้วจึงค่อยนำมาสาดในบริเวณที่ต้องการ
-กำจัดลูกปลาหรือป้องกันการมีปลาในบ่อ หลังจากเติมน้ำเต็มบ่อได้ประมาณ2-3วัน ก็จะลงกากชา100กิโลกรัมต่อบ่อ5ไร่ เพื่อฆ่าปลาที่หลุดเข้ามาในบ่อ จากนั้นก็จะตีน้ำประมาณ7วัน จึงค่อยสั่งลูกกุ้งมาลงบ่อ
-การปล่อยลูกกุ้ง
เน้นปล่อยกุ้งไม่แน่น เพราะต้องการเลี้ยงได้ไซซ์ใหญ่เลือกใช้ลูกกุ้งจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ซึ่งลูกกุ้งของไทยยูเนี่ยนฯก็เป็นหนึ่งในบริษัทฯที่ฟาร์มแห่งนี้เลือกมาปล่อย อัตราปล่อยลูกกุ้งขาวคือ 80,000-120,000 ตัวต่อไร่ (ส่วนลูกกุ้งที่พี่ปุ่นชอบคือ ลูกกุ้งต้องแข็งแรง และไม่แตกไซส์ได้ยิ่งดี )

การเตรียมน้ำ-การปรับสภาพน้ำระหว่างเลี้ยง
สีน้ำที่ได้ตอนเตรียมบ่อนั้น ฟาร์มนี้ไม่ต้องทำอะไรมากมายเนื่องจากไม่ได้เอาเลนออก สีน้ำเลยเกิดขึ้นง่ายมาก ส่วนคุณภาพน้ำที่ต้องการให้มีสำหรับการเลี้ยงคือค่าพีเอชประมาณ 7.7-8 , ค่าอัลคาไลน์ไม่ต่ำกว่า 80 พีพีเอ็ม ส่วนความเค็มถ้าเป็นฤดูฝนที่นี้จะมีค่าประมาณ15 พีพีทีส่วนหน้าร้อนจะอยู่ประมาณ25-28 พีพีที
ระหว่างการเลี้ยง จะมีการใส่ จุลินทรีย์ไบโอชริมพ์, วิตามิน-แร่ธาตุซุปเปอร์เค และปูนแคลเซียมออกไซด์ เพื่อรักษาและปรับปรุงสภาพบ่อและสุขภาพกุ้ง
-ใส่จุลินทรีย์ไบโอชริมพ์และแร่ธาตุซุปเปอร์เค สัปดาห์ละครั้ง
-ตั้งระดับค่าพีเอชที่ประมาณ7.7-8 โดยการใส่ปูนเผาแคลเซียมออกไซด์ครั้งละปริมาณน้อยๆ(ประมาณ5กิโลกรัมต่อบ่อ5ไร่)
ค่าออกซิเจนในน้ำจะรักษาไม่ให้ต่ำกว่า4พีพีเอ็ม หากออกซิเจนต่ำมากๆก็พร้อมที่จะเปิดเครื่องแอร์เจ็ททันที ปกติในบ่อหนึ่งบ่อจะมีเครื่องให้อากาศแบบใบพัดจำนวน4ชุดอยู่แล้ว โดยความเร็วรอบประมาณ80รอบต่อนาที(แอร์เจ็ทที่กล่าวนั้นจริงๆก็ใส่ไว้ในบ่ออยู่แล้ว ไว้เปิดเมื่อออกซิเจนต่ำ)

การให้อาหาร
-เน้นให้อาหารแบบมื้อละน้อยๆ แต่ให้วันละ5มื้อ(เหตุผลคือต้องการให้กุ้งกินอาหารอย่างต่อเนื่อง) สิ่งสำคัญในการให้อาหารมากมื้อคือ ความแม่นยำในการเช็คยอ และประเมินสภาพกุ้งในบ่อ ต้องทำให้ดีที่สุด)
เวลาให้อาหาร 6.00น., 10.00น.,14.00น.,18.00น.และ 22.00น.
หลังจากปล่อยลูกกุ้งแล้วหนึ่งวันจึงค่อยเริ่มให้อาหาร เช่นปล่อยกุ้งช่วงเย็นเมื่อวาน วันนี้เช้าก็เริ่มให้อาหารกุ้งได้ โดยจะเริ่มให้ที่อัตรา1.5กิโลกรัมต่อกุ้ง1 แสนตัวต่อวัน แล้วค่อยๆเพิ่มอาหารวันละ200กรัมต่อแสนตัว จนสามารถเช็คยอได้ซึ่งปกติจะเช็คได้ที่18-20วัน
-ทางฟาร์มใช้อาหารนานามิ(อาหารสูตรสำหรับกุ้งขาว)เลี้ยงกุ้งในฟาร์ม
การใช้-ปรับ ยออาหาร (ฟาร์มแห่งนี้เป็นบ่อกลมขนาดพื้นที่ประมาณ 5ไร่ จึงใช้ยอ5อันวางรอบบ่อ) จะใส่อาหารในยอตั้งแต่วันแรกที่เลี้ยงโดยให้12กรัมต่อยอ พอเช็คยอได้เช่นอายุกุ้งได้20-39วัน ก็จะใส่อาหารในยอในอัตรา 2กรัมต่ออาหาร1 กิโลกรัมต่อยอ เช็คยอที่3 ชั่วโมง
(40-49วัน ใส่3กรัมต่ออาหาร1กิโลกรัม/ยอ เช็คที่2.5ชั่วโมง)
(50-59วัน ใส่4กรัมต่ออาหาร1กิโลกรัม/ยอ เช็คที่2.5ชั่วโมง)
(60-69วัน ใส่5กรัมต่ออาหาร1กิโลกรัม/ยอ เช็คที่2.0ชั่วโมง)
(70-79วันใส่6กรัมต่ออาหาร1กิโลกรัม/ยอ เช็คที่2.0ชั่วโมง)
(80วันใส่7-9กรัมต่ออาหาร1กิโลกรัม/ยอ เช็คที่2.0ชั่วโมง) โดยมีเกณฑ์ในการตัดสินใจเพิ่ม-ลดอาหารคร่าวๆดังนี้ หากยอหมดทั้ง5ยอจะเพิ่มอาหาร ,หากยอหมด3-4ยอจะยืนปริมาณอาหาร และหากยอหมด2ยอส่วนยออื่นๆไม่หมด ก็จะลดอาหารทันที
***เมื่อถึงมื้ออาหารเราจะให้พนักงานเดินปิดเครื่องให้อากาศรอบบ่อ จากนั้นก็ลงเรือหว่านอาหารแล้วขึ้นมาเดินใส่อาหารในยอรอบบ่ออีกครั้ง ระหว่างที่เดินวางยอก็ให้สังเกตุสภาพกุ้งทั่วบ่อด้วยเช่นกัน

การตรวจสุขภาพกุ้ง
เนื่องจากหากสังเกตจริงๆทางฟาร์มไม่มีการขึงเชือกกันนก แต่พี่ปุ่นก็ได้ให้เหตุผลว่านกจะลงไปในบ่อเฉพาะบ่อที่กุ้งบ่อนั้นอ่อนแอ แต่ถ้าเราเลี้ยงกุ้งได้และกุ้งในบ่อก็แข็งแรงนกก็จะไม่ลงดังนั้นไม่ขึงเชือกกันนกแต่เน้นที่ทำให้กุ้งในบ่อแข็งแรงสุขภาพดี โดยจะทอดแหสุ่มไซส์กุ้งเป็นระยะๆและดูสุขภาพกุ้งรายตัวอย่างละเอียด ถ้ากุ้งเครียดก็จะหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แล้วแก้ไขให้ได้ตรงจุด

โรคกุ้งขาวที่เคยพบ : เราเคยเจอทั้งโรคตัวแดงดวงขาว และทอร่า ซึ่งอย่างที่รู้ว่าถ้าเป็นดวงขาวก็ต้องทำใจ แต่กุ้งขาวดีหน่อยตรงที่ถ้าเราเข้าใจเขาแม้จะเป็นโรคดวงขาวก็สามารถจับขายได้เพราะเขาจะให้เวลาเราสองวันในการตามคนมาประมูลและจับขาย(ซึ่งต่างกับกุ้งกุลาดำที่เป็นโรคดวงขาวกุ้งจะตายแบบไม่ทันเรียกแพมาจับเลยล่ะ)
แต่ถ้าเป็นทอร่าทางฟาร์มจะใช้เทคนิคปรับค่าพีเอชน้ำให้สูงขึ้น ไม่ให้อาหารในบ่อแต่จะเอาอาหารใส่ยอประมาณ200กรัมต่อยอ ใส่ทุกยอ และหมั่นเช็คกุ้งก้นบ่อถ้าไม่มีกุ้งตายแล้วและมีการเข้ากินอาหารในยอหมดดี เราก็เริ่มไล่อาหารกุ้งในบ่อกันใหม่ซึ่งถ้ากุ้งเป็นทอร่าจะสามารถเลี้ยงต่อไปจนได้ไซส์จับขายได้
-โรคแบคทีเรียต่างๆเช่นเรืองแสง ทางฟาร์มไม่พบปัญหานี้เนื่องจากเราใส่จุลินทรีย์ไบโอชริมพ์คลุมบ่อทำให้จุลินทรีย์ตัวร้ายไม่มี ส่งผลให้กุ้งอยู่ในบ่ออย่างสบาย

ตั้งเป้าทำไซส์ใหญ่
-ปกติเมื่อเลี้ยงกุ้งขาวไปประมาณ 60 วัน จะได้ขนาด100-120 ตัว/กก
-เมื่ออายุประมาณ90วัน จะได้ขนาด 50 ตัว/กก
-พอได้อายุประมาณ 120 วันจะได้ขนาด 40ตัว/กก
ผลผลิตที่ทำได้ในฟาร์มนี้คือ 2.2-3 ตัน/ไร่ แม้ว่าจะปล่อยลูกกุ้งไม่มากก็ตาม

ฝากทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่พี่ปุ่นอยากบอกเพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวว่า หากเกษรตรไทยปล่อยกุ้งไม่แน่นก็จะสามารถผลิตกุ้งไซซ์ใหญ่ได้ง่าย อีกทั้ง ถ้าเกษตรกรไทยรู้ทันการกินอาหารของกุ้งขาวในแต่ละบ่อ อัตราแลกเนื้อก็จะไม่สูงแม้จะต้องเจอภาวะที่ต้องเลี้ยงนานก็ตาม และถ้ามีการใช้จุลินทรีย์ที่เหมาะสม รวมถึงการเสริมแร่ธาตุในน้ำเพื่อปรับปรุงสภาพน้ำ สภาพดิน ก็จะทำให้กุ้งมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอด้วย ท้ายสุดทุกคนในฟาร์มต้องตระหนักว่าต่างก็เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลทำให้การเลี้ยงกุ้งแต่ละรุ่นออกมาเป็นหัวหรือเป็นก้อยดังนั้นเราทุกคนต้องทำทุกอย่างเต็มที่อย่างเต็มใจ

หากใครสนใจและต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่02-2354916

ท้ายที่สุดนี้ -ขอขอบคุณพี่ปุ่น(คุณนุรักษ์ จันทร์สนาม)ที่ยินดีเปิดเผยข้อมูลให้กับทีมงานและยอมให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ
อีกทั้งใครที่ยังต้องการเจาะลึกมากกว่านี้ก็สามารถโทรคุยกันได้
-ขอบคุณ น้องติ๋ม(มลฤดี นุ่นแดง) พนักงานบริษัทในพื้นที่ชุมพร ที่ช่วยประสานงานให้เป็นอย่างดี


สรุปและเรียบเรียงโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
(ฝ่ายวิชาการ บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด)


เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทยฉบับพิเศษ ฉบับที่ 79
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster