ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งไซซ์ใหญ่
แน่นหรือบาง คือทางออกของผู้เลี้ยงกุ้ง

ดร. พรเลิศ จันทร์รัชชกูล
ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค (เอเชีย-แปซิฟิค)
Novozymes Biologicals, U.S.A.

เมื่อช่วงต้นปี 50 มีผู้วิเคราะห์การเลี้ยงกุ้งหลาย ๆ ท่านฟันธงว่าการเลี้ยงกุ้งปีนี้ ไม่ง่ายอย่างที่คิดทำให้เกษตรกรหลาย ๆ ท่านซึ่งประสพความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะว่ายังสามารถผลิตกุ้งในระดับ 2-3 ตันต่อไร่อยู่ แต่มาถึงวันนี้ทุกท่านคงเห็นได้ชัดเจนขึ้นนะครับว่า ถึงการเลี้ยงกุ้งจะไม่ได้มีปัญหามากนักในด้านการผลิตแต่กลับทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องในด้านผลผลิตที่มากเกินกว่าที่ตลาดจะรองรับ ทำให้ราคาขยับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในขณะนี้ กุ้งขนาดเล็ก (70-100 ตัวต่อกิโลกรัม) มีราคาลดต่ำลงเร็วมากกว่าที่คาดกันไว้ และยังคงมีแนวโน้มว่าจะกระทบถึงกุ้งขนาดเล็กกว่า 50 ตัวต่อกิโลกรัมอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากจะยังมีผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก เพราะในปัจจุบันมีกุ้งที่ได้ปล่อยอย่างหนาแน่นในฟาร์มที่มีอายุ ตั้งแต่เพิ่งปล่อย และปล่อยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาพร้อมที่จะออกมาสู่ตลาดในระยะนี้จนถึงอีก 3-4 เดือนข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผลผลิตจากประเทศจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ก็จะเริ่มออกมาสู่ตลาดในระยะเดียวกันอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้กิจการเลี้ยงกุ้งของทุก ๆท่านอยู่รอด ซึ่งหมายถึงเลี้ยงกุ้งให้ได้กำไรก็คงจะทำได้ไม่ง่ายนักเหมือนที่ผ่านมา การตั้งเป้าผลิตกุ้งขนาดเล็กเช่น 80-100 ตัวต่อกิโลกรัมโดยที่มีผลผลิตสูง ๆ ในระยะสั้น ๆ หรือ วิธีที่ เลี้ยงไปเรื่อย ๆ กุ้งตายเมื่อไร หรือเลี้ยงไม่โตก็จับ ก็คงจะทำกำไรได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม กุ้งขนาดใหญ่กว่า 40 ตัวต่อกิโลกรัมยังคงมีแนวโน้มราคาที่น่าจะยังคงสูงอยู่และน่าจะเป็นเป้าหมายที่ทุกท่านควรทำให้ได้ แต่การผลิตกุ้งขนาดใหญ่คงทำไม่ง่ายนัก หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีพอ หรือมีการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการบ่อที่ช้าเกินไป
ปัจจัยสำคัญและการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการบ่อเพื่อแก้ป้องกันหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นซึ่งผมจะกล่าวถึงต่อไปอาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ท่านอาจลองนำไปดัดแปลงใช้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพบ่อของแต่ละท่าน เพื่อให้ผลการเลี้ยงเป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ และช่วยชะลอผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยในอันดับแรกเกษตรกรจะต้องให้ความสำคัญกับการสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงหรือปัญหาที่พบในบ่อดังตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นสัญญาณบอกว่าท่านควรจะรีบดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจะได้ไม่ต้องรีบจับกุ้งในขณะที่กุ้งยังมีขนาดเล็กเกินไป
1. กุ้งกินอาหารลดลงโดยเฉพาะในมื้อเช้า ท่านอาจเริ่มพบว่าการกินอาหารของกุ้งในมื้อเช้าเริ่มน้อยลงในช่วงหลังจากเลี้ยงกุ้งประมาณ 70-80 วัน ปัญหานี้มักจะเกิดจากปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงเนื่องจากมีสารอินทรีย์เหลือตกค้างในบ่อสูง มีการย่อยสลายเพิ่มขึ้น มีการใช้ออกซิเจนโดยจุลินทรีย์และแพลงค์ตอนมากเกินไป แนวทางแก้ไขคือ เปลี่ยนถ่ายน้ำหรือลดความเข้มของสีน้ำลง (ลดการโตของแพลงค์ตอน) หรือพยายามลดสารอินทรีย์ที่เหลือตกค้างในบ่อเพื่อให้มีการใช้ออกซิเจนน้อยลง อาจลดอาหารมื้อเช้าลง 20-30 % จนกว่ากุ้งจะเริ่มกลับมากินอาหารปกติ
2. กุ้งกินอาหารน้อย หรือลดลงในช่วงบ่าย กรณีนี้จะเกิดกับบ่อที่มีสีน้ำเข้มจัดหรือหลังจากน้ำล้ม และมักจะมีค่าพีเอชสูง ทำให้แอมโมเนียเป็นพิษมากขึ้น การแก้ไขจะใช้วิธีเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น มีเกษตรกรหลายท่านทดลองใช้จุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัส เติมลงไปเพื่อให้เกิดขบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งก็จะทำให้ค่าพีเอชลดลง นอกจากนั้นการใช้จุลินทรีย์บาซิลลัสที่มีคุณสมบัติในการใช้ไนเตรตเมื่อมีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำอยู่น้อยก็จะมีส่วนช่วยในการ
ชะลอการเจริญของแพลงค์ตอนส่งผลให้ค่าพีเอชของน้ำไม่สูงมากนักได้อีกด้วย ซึ่งผลที่ได้คงขึ้นกับประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ และเมื่อค่าพีเอชลดลงแอมโมเนียก็จะมีความเป็นพิษลดลงได้ นอกจากนั้นในบ่อดังกล่าวอาจมีปริมาณไนไตรท์สูง ซึ่งก็จะส่งผลต่อการกินอาหารเช่นกัน เกษตรกรบางท่านอาจเข้าใจผิดโดยคิดว่าจุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสสามารถลดไนไตรท์ได้ ซึ่งตามความเป็นจริงหากต้องการลดแอมโมเนียและไนไตรท์โดยตรง จุลินทรีย์ที่สามารถใช้ได้ควรเป็นจุลินทรีย์ในกลุ่ม ไนโตรโซโมแนสและไนโตรแบคเตอร์ตามลำดับ
3. การกินอาหารลดลงหลังจากน้ำเปลี่ยนสี สาเหตุหลักของปัญหานี้คือ อาจมีการให้อาหารเกิน หรือในบ่อมีค่าความเป็นด่างของน้ำน้อยเกินไป (< 100 ส่วนในล้าน) ทำให้แพลงค์ตอนโตอย่างรวดเร็วและตายง่ายในช่วงสั้น ๆ หรือเกิดการเปลี่ยนชนิดบ่อย ซึ่งออกซิเจนจะต่ำมากหลังน้ำเปลี่ยนสี การแก้ปัญหาวิธีหนึ่งคือ ลดอาหารลง เปลี่ยนถ่ายน้ำ หลังจากนั้นควรเติมปูนกลุ่มคาร์บอเนตมากขึ้นเพื่อเพิ่มค่าความเป็นด่างและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตออกซิเจนเพิ่มขึ้นจากแพลงค์ตอนที่เกิดใหม่
4. การกินอาหารลดลงและพบว่าดินก้นบ่อเสีย (สีดำ มีกลิ่นเหม็น) ปัญหานี้มักจะเกิดหลังจากน้ำเปลี่ยนสีประมาณ 3-5 วัน ซึ่งแสดงว่ามีซากแพลงค์ตอนตายตกสะสมที่ผิวดินพื้นบ่อ ทำให้ดินก้นบ่อขาดออกซิเจนและก่อให้เกิดสารอันตรายต่าง ๆ เช่น แอมโมเนีย ไนไตรท์ กาซไข่เน่า การแก้ไขเบื้องต้นคือ ลดอาหาร พยายามกำจัดซากแพลงค์ตอนที่ผิวดินและเพิ่มออกซิเจนในน้ำเพื่อให้มีออกซิเจนแทรกลงไปในผิวหน้าดินทำให้เกิดการออกซิไดซ์แอมโมเนียและไนไตรท์มากขึ้น ผู้เลี้ยงกุ้งมักจะแก้ปัญหานี้โดย การเพิ่มออกซิเจน หรือมีการใช้จุลินทรีย์ต่าง ๆ เพื่อให้ช่วยย่อยของเสียที่เกิดขึ้นรวมทั้งเพื่อควบคุมปริมาณแอมโมเนีย ไนไตรท์ และกาซไข่เน่า
อย่างไรก็ตาม มีเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่สามารถจัดการบ่อได้โดยวิธีดังกล่าวข้างต้น และเนื่องจากว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น มักเกิดจากการปล่อยกุ้งแน่นเกินไป หรือมีกุ้งในบ่อมากเกินไป ดังนั้นหากท่านมีกุ้งในบ่อขนาดประมาณ 80-100 ตัวต่อกิโลกรัม และพบว่ากุ้งเริ่มกินอาหารน้อยลง หรือขนาดกุ้งเพิ่มช้า (น้ำหนักเพิ่มน้อยกว่า 1 กรัมต่อสัปดาห์) นั่นแสดงว่า สภาพในบ่อเริ่มเสื่อมลงมาก หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อปรับปรุงสภาพบ่อได้ โอกาสที่จะเลี้ยงกุ้งให้ได้ขนาดใหญ่คงเป็นไปได้อยาก สิ่งที่น่าจะช่วยได้คือ การแบ่งกุ้งบางส่วนขายก่อน วิธีการนี้เกษตรกรส่วนใหญ่เคยทำกันอยู่ แต่สิ่งที่มักเป็นปัญหาก็คือ หลายท่านไม่อยากแบ่งกุ้งขายในช่วงนั้นเพราะว่ารายรับที่จะได้น้อยเกินไป จึงพยายามเลี้ยงต่อโดยหวังว่ากุ้งจะโตได้มากขึ้น แต่บางท่านก็อาจแบ่งขายแต่ขายในปริมาณที่น้อยเกินไป ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ดังนั้นหากจะให้กุ้งที่เหลือในบ่อโตเร็วมากขึ้น ควรจะแบ่งขายกุ้งออกไป ประมาณ 30-50 % ของกุ้งที่มีอยู่ ซึ่งก็จะทำให้ปริมาณอาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งต่อวันลดลงมาก ประกอบกับการจัดการที่ดีขึ้นก็จะทำให้สภาพบ่อกลับมาเป็นปกติได้ กุ้งก็น่าจะกลับมาโตตามปกติได้
ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ การแบ่งหรือย้ายกุ้งออกจากบ่อเดิมหากเกษตรกรมีบ่อว่าง วิธีนี้น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยท่านจะยังคงมีจำนวนกุ้งเท่าเดิม แต่มีการโตที่ดีขึ้นมาก ผมขอยกตัวอย่างข้อมูลที่ผมเพิ่งได้มาจากฟาร์มคุณน้อยและคุณดีปปี ที่จ.ตรัง ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมในขณะที่มีการย้ายกุ้ง วิธีการย้ายกุ้งที่ฟาร์มคุณน้อยและคุณดีปปีเป็นวิธีที่เรียบง่าย ประหยัด สะดวกรวดเร็วอีกทั้งปลอดภัยและกุ้งไม่ช้ำอีกด้วย การเตรียมการก็มีเพียงการตั้งเครื่องสูบน้ำทั้งสองบ่อเพื่อทำการสูบผสมน้ำกัน1-2 วันก่อนการย้ายกุ้ง เพื่อให้น้ำมีคุณภาพไม่ต่างกันมากนัก จากนั้นเตรียมรางสังกระสีขนาดความยาวพอสมควรเพื่อนำมาพาดระหว่างคันบ่อทั้งสอง ก่อนการย้ายกุ้งควรงดอาหารมื้อเช้า เสร็จแล้วใช้อวนที่ไม่มีปมลากกุ้งบริเวณริมคันบ่อ ใช้ตะกร้าพลาสติกค่อย ๆ ตักกุ้งเทลงบนรางสังกระสีที่มีเครื่องสูบน้ำขนาด 2 นิ้วสูบน้ำเลี้ยงอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้กุ้งช้ำ การย้ายกุ้งโดยวิธีนี้จะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการย้ายกุ้งประมาณ หนึ่งตัน หลังจากย้ายกุ้งมาลงบ่อใหม่แล้วก็จะงดอาหารกุ้งในบ่อใหม่โดยจะเริ่มให้อาหารในวันถัดไป จากวิธีการดังกล่าวจะทำให้กุ้งโตได้เร็วขึ้นมากโดยที่ไม่ต้องแบ่งกุ้งขายในขณะที่ขนาดยังเล็กอยู่ จากข้อมูลที่คุณน้อยและคุณดีปปีให้มาจากการย้ายกุ้งครั้งแรก กุ้งสามารถลดขนาดจาก 103 ตัวต่อกิโลกรัมมาเป็น 60-70 ตัวต่อกิโลกรัมในระยะเวลา 17-18 วันเท่านั้น
นอกจากนี้วีธีการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่น( 100,000-120,000 ตัวต่อไร่) แล้วขยายบ่อจาก 1 เป็น 2-3 บ่อก็น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้ได้ขนาดที่ใหญ่กว่า 40 ตัวต่อกิโลกรัมโดยมีต้นทุนที่ลดลงเนื่องจากไม่ต้องเตรียมบ่อเลี้ยงทุกบ่อพร้อมกัน อีกทั้งมีการใช้เครื่องให้อากาศน้อยลงอีกด้วย
สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบพระคุณคุณน้อยและคุณดีปปีเป็นอย่างมากที่ได้อนุญาตให้ผมนำข้อมูลและภาพประกอบมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนเกษตรกรในที่นี้
ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลที่กล่าวมาคงเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรตามสมควร และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยดลบันดาลให้เกษตรกรทุกๆ ท่านประสพความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทยฉบับพิเศษ ฉบับที่ 81
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster