ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ใครคิดอะไรกับกุ้งไทย กุ้งโลกบ้าง
แนวโน้มสถานการณ์กุ้งโลกปี 51
ใครอยากอยู่รอด "ต้องปรับตัว"


นับวันการแข่งขันในอุตสาหกรรมกุ้งไทยยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น และรุนแรงขึ้นทุกขณะจากปัจจัยหลายประการ ทำให้ในแต่ละปีนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จในการเลี้ยงและการส่งออกก็คือ "การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์" เพราะฉะนั้น โอกาสการอยู่รอดในปีหน้าและในอนาคตก็คือ "ใครสามารถปรับตัวได้ดีกว่ากัน และจะมีวิธีการปรับตัวอย่างไร" ซึ่งต่อไปนี้ จะเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ของบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมกุ้งแต่ละท่าน ซึ่งทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีประโยชน์กับทุกท่าน

สำหรับในภาคผู้เลี้ยง ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย

ซึ่งเป็นที่นับถือของคนในอุตสาหกรรมกุ้ง ท่านได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปีหน้าเอาไว้ว่า ในแง่ของผลผลิตปี 2551 และปีนี้ไม่น่าจะหนีกันมากนัก โดยในเบื้องต้นคาดว่า ผลผลิตโดยรวมไม่น่าจะต่ำกว่า 4 - 5 แสนตัน แต่ก็ต้องถือว่าปีนี้เราโชคดี เพราะเราผ่อนขายตลาดออกไปได้หมด ทำให้รอดตัวไป
ส่วนปีหน้าในแง่ราคาเฉลี่ยทั้งปี ก็ไม่น่าจะสูงกว่าปีนี้ เนื่องจากปัจจัยผลผลิตในประเทศเราค่อนข้างเยอะ แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องดูปริมาณปล่อยกุ้งประกอบไปด้วย เพราะยังไม่มีอะไรแน่นอน แต่ต้องอย่าให้เกิดเหตุการณ์จำนวนคนเลี้ยงน้อย แต่ปริมาณปล่อยเยอะ ที่สำคัญเรายังพึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งกำลังซื้อของเขาน่าจะไม่สูงขึ้นมาก ทำให้เราจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ อาทิ ตลาดที่น่าสนใจอย่าง รัสเซีย เกาหลี จีน ฯลฯ โดยเฉพาะในรูปแบบของกุ้งชิล หรือกุ้งแปรรูปอื่นๆ ที่เป็นการเพิ่มมูลค่า
นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องค่าเงินบาท ปัญหาเศรษฐกิจภายในประดังเข้ามาพอสมควร ก็เป็นปัจจัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย เพราะฉะนั้น ไม่อยากผู้เลี้ยงกุ้งคาดหวังมากเกินไป ซึ่งในภาพรวมคนที่เลี้ยงกุ้งก็คงจะพออยู่ได้คล้ายปีนี้ แต่ที่สำคัญต้องมีความพร้อมในทุกเรื่อง ไม่แน่ใจก็ไม่ควรบุกเลี้ยง ลดต้นทุน ลดปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องโรค โดยการปรับตัวคืออย่าเลี้ยงมากเกิน เพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงให้ดี อย่าไปหวังกำไรมากๆ สำหรับกุ้งกุดำ ก็ต้องทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง ถ้าไม้ทำคอนแทรกก็อันตรายพอสมควร เพราะจะประสบปัญหาในเรื่องของราคาที่ไม่แน่นอน
"แนวโน้มเกษตรกรรายย่อยก็ลดลง ปรับตัวไม่ได้ก็ต้องทยอยหยุด ฟาร์มที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็ต้องลดลงไป เพราะว่าปรับตัวไม่ได้ ผลผลิตต่ำขาดทุน ก็ต้องทยอยหยุด ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่เกี่ยวกับใหญ่เล็ก มันเกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิต ที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อย่าหวังว่าจะกลับไปได้ราคาแพงเหมือนในอดีต หรือจะเลี้ยงได้กำไรเยอะ เพราะอนาคตเวลาเราเจอปัญหา ไม่ใช่เราเจอปัญหาประเทศเดียว ประเทศอื่นก็เจอปัญหาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ใครปรับตัวได้มากกว่า ก็มีโอกาสดีกว่า"

ส่วนภาคปลายน้ำหรือโรงงาน คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย

ท่านก็ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เนื่องจากในปีนี้ราคาไม่ค่อยดี ในปีหน้าเกษตรกรจึงควรเน้นในเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ ส่วนตัวเลขการส่งออก และปริมาณผลผลิตน่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
สำหรับในส่วนของตลาด ก็ยังคงต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักเช่นเดิม แต่จะมีตลาดรัสเซีย ยุโรป หรืออื่นๆ เพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีหน้ามากที่สุดคือ ค่าเงินบาทหรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่นิ่งนัก รวมไปถึงการกีดกันทางการค้า ซึ่งเรื่องเอดีน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า ส่วนวิกฤติการน้ำมัน แม้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งโดยรวม แต่ก็ยังไม่ถือว่าสาหัสมาก แต่กลับจะส่งผลให้ปริมาณการจับกุ้งจากทะเลลดลง แล้วหันมาพึ่งกุ้งจากการเพาะเลี้ยงมากขึ้นแทน
ขณะที่ในส่วนของเกษตรกร นอกจากต้องปรับตัวลงกุ้งให้น้อยลงแล้ว ยังจะต้องพึ่งฟู้ดเซฟตี้ โดยหันมาเน้นหนักในเรื่องคุณภาพ และพยายามรักษาคุณภาพในการเลี้ยงให้ดี รวมทั้งลดความเสี่ยง และลดต้นทุน ส่วนผู้ส่งออกนั้น จะยังคงประสบปัญหาในเรื่องแรงงานอยู่ จึงต้องพยายามลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก มาเกื้อหนุนอุตสาหกรรมกุ้งในปีหน้า แต่ทุกอย่างต้องขึ้นกับปัจจัยด้านราคา ที่มีเรื่องค่าเงินบาท น้ำมัน และเศรษฐกิจเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะฉะนั้น การแข่งขันของไทยและประเทศคู่แข่ง แม้จะมีปัจจัยบวกและลบเช่นเดียวกัน แต่เราก็นับว่ายังเสียเปรียบบรรดาคู่แข่งที่ค่าเงินไม่แข็งเท่าเราอยู่ ทำให้ตัวเลขการส่งออกน่าจะใกล้เคียงกับปีนี้ หรือถึงแม้ลดลงก็ลดลงไม่มาก

ด้าน ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช ที่ปรึกษาสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ผู้บริหาร บ.แพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน)

หนึ่งในห้องเย็นที่ผูกพันกับอุตสาหกรรมกุ้งมายาวนาน ให้สัมภาษณ์ข้ามประเทศจากสหรัฐฯ ว่า ในส่วนของประเทศไทย ก็อยากให้ยึดแนวทางตามนโยบายของกรมประมงคือ ภาพรวมในปีหน้าไม่ควรเพิ่มโวลุ่มการผลิต แล้วค่อยขยับไซซ์ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มน้ำหนักกุ้ง เพิ่มมูลค่า และลดจำนวนการลงกุ้ง
นอกจากนั้น ควรพยายามจำกัดปริมาณไม่ให้มากกว่าปีนี้ สร้างตลาดให้มีความสมดุลมากขึ้น อย่าเน้นหนักไปที่ตลาดสหรัฐฯ มากเกิน แต่ให้ขยายตลาดไปยังประเทศอื่น เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน ออสเตรเลีย หรือตลาดใหม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเปลี่ยนรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น กุ้งชิล กุ้งต้มข้างบ่อ ให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลไกการซื้อขายจำเป็นต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกุ้งดำ เพราะในอนาคตต้องรู้ล่วงหน้าว่าเลี้ยงแล้วจะขายให้ใคร ใครจะซื้อ ไม่ใช่เลี้ยงก่อนแล้วหาตลาดทีหลังเช่นที่ผ่านมา
สำหรับปริมาณผลผลิตในปีหน้า ถ้ามีการควบคุมคงไม่มากไปกว่าปีนี้ ส่วนความต้องการในตลาดโลก น่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะมีทั้งการเลือกตั้งในหลายประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน แต่ก็มีปัญหาที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างยังไม่แน่นอน อาจทำให้สถานการณ์ตลาดในสหรัฐฯ ยังคงทรง
ส่วนสถานการณ์ของคู่แข่งนั้น ต้องยอมรับว่าในส่วนของประเทศไทย เป็นประเทศเดียวที่ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว แต่ประเทศอื่นนับว่ายังไม่ถึงจุดอิ่มตัว เพราะหากเขาผลิตแล้วขายได้ ก็จะเพิ่มปริมาณได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาก็มีปัจจัยหลายตัวที่ไม่เอื้อต่อการเลี้ยงเท่ากับไทย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเลี้ยง ภัยธรรมชาติ หรืออื่นๆ เพราะฉะนั้น จุดนี้เองอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนต่อราคากุ้งโลกในภาพรวม
ครับสำหรับปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทีมงานกุ้งไทยก็ขออวยพรให้พี่น้องเกษตรกรทุกท่าน รวมถึงผู้ประกอบการทุกส่วนในอุตสาหกรรมกุ้ง ประสบความสำเร็จถ้วนหน้ากัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะเห็นความสมัครสมานสามัคคี ปรองดอง และจริงใจ เกิดขึ้นในสังคมกุ้งและสังคมไทยในปี 51 และปีต่อๆ ไป

ได้รับข้อมูลทั้งหมดนี้ จากหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับที่87

นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด