ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

โรคกุ้งขาวที่ควรรู้ จากดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ

จากการตามเก็บและรวบรวมข้อมูลโรคและอาการผิดปกติของทีมงาน เราพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
1. โรคไวรัสหัวเหลือง
ประมาณช่วงกลางปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดประสบกับปัญหาโรคไวรัสหัวเหลืองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตราชบุรี นครปฐม และในแหล่งที่ถ่ายน้ำออก สูบน้ำเข้า ขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะฟาร์มที่มีกุ้งเป็นโรคต้องจับกุ้งและสูบน้ำออก จากนั้นฟาร์มอื่นสูบน้ำเข้าไปหรืออาจจะมีการแพร่กระจายของโรคจากนกนางนวล หรือนกต่างๆ แต่ในบริเวณการเลี้ยงริมทะเลไม่มีการพบการระบาดของโรคหัวเหลือง เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมโรคไวรัสหัวเหลืองจึงชุกชุมอยู่ในเฉพาะเขตราชบุรีและนครปฐม เพราะฉะนั้นในพื้นที่ที่เคยมีการระบาด

ของโรคไวรัสหัวเหลือง ดังที่กล่าวมาแล้ว รอบต่อไปต้องใช้ระบบที่ดีกว่าเดิม โดยตรวจดูระบบของตนก่อนว่าปีที่ผ่านมาใช้ระบบอะไร ป้องกันได้มากน้อยขนาดไหน รอบต่อไปจะต้องทำอย่างไรให้ดีกว่าเดิม ซึ่งอาจจะลดความหนาแน่นลงเพื่อ ลดความเครียดของกุ้ง ระบบป้องกันโรค การเตรียมบ่อ เตรียมน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจจะใช้น้ำจากบ่อพักน้ำหรือน้ำในระบบของเราเองมากขึ้น และถ้าจะให้ดีกว่านั้นในกลุ่มฟาร์มที่ใช้คลองส่งน้ำร่วมกัน ต้องมีการจัดการการใช้น้ำในคลองอย่างมีระบบ ทุกคน ทุกฟาร์มต้องมีระบบการจัดการฟาร์มที่ชัดเจน ไม่ใช่กุ้งของใครป่วยเป็นโรคตาย ต้องจับฉุกเฉินแต่ไม่บอกให้ฟาร์มอื่นรู้

2. กุ้งตายมีแผลกลางหลัง
กุ้งที่ตายในลักษณะนี้พบมากเมื่อเลี้ยงไประยะหนึ่งกุ้งอายุประมาณ 40-50 วัน มีกุ้งบางส่วนตายและไปกองอยู่กลางบ่อ ซึ่งทุกตัวที่ตายมีแผลกลางหลัง พบว่าบ่อที่กุ้งตายเป็นจำนวนมาก จะเป็นบ่อที่มีความเค็มต่ำกว่าบ่อที่มีความเค็มปกติและบ่อที่ปูพีอี น้ำไหลเร็ว ก็จะเป็นมากกว่าบ่อที่กระแสน้ำไม่แรงมาก จากการตรวจ และตัดเนื้อเยื่อมาดูอย่างละเอียด จะพบว่าบริเวณแผลกลางหลังจะมีการอักเสบ ลึกมากและเป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีผลต่อการลอกคราบและการเคลื่อนไหวของกุ้ง แต่การติดเชื้อแบคทีเรียจะมีน้อยมาก การอักเสบเหมือนแผลเรื้อรัง ซึ่งน่าจะมาจากช่วงที่กุ้งลอกคราบ จะมีกุ้งบางส่วน ถ้าน้ำไหลเร็วมากโดนเครื่องตีน้ำ ถ้าไปโดนจุดที่ไม่สำคัญก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าตรงกลางตัวจะเห็นได้ชัดว่ามีปัญหา จากการสอบถามจากฟาร์มที่กุ้งมีอาการ ก็มีการยืนยันอย่างชัดเจน พบว่า บ่อที่ความเค็มต่ำกว่าจะเป็นมากกว่าบ่อที่ความเค็มสูง บ่อพีอีที่น้ำไหลเร็วก็เป็นมากกว่า ใกล้เคียงกับกุ้งในประเทศเปรู ซึ่งหลังจากกุ้งอายุ 40 วัน ที่เลี้ยงในบ่อพีอีที่ใช้เครื่องตีน้ำ 36 แรงม้าต่อเฮกแตร์ (6ไร่) น้ำไหลวน แรงมาก น้ำเชี่ยว พบว่ากุ้งที่ตายนิ่มเป็นวุ้นเนื่องจากกุ้งที่ลอกคราบยังพยุงตัวเองไม่ได้ น้ำไหลแรงมาก ไปกระแทกกับกุ้งตัวอื่นหรือหลักที่ปักไว้ทั่วบ่อเพราะเลี้ยงอยู่ในโรงเรือน ดังนั้นช่วงที่กุ้งลอกคราบควรเปิดเครื่องตีน้ำไม่ให้น้ำเชี่ยวมากเกินไป เพราะเห็นชัดว่าบ่อที่น้ำแรง เชี่ยวมาก FCR จะไม่ดี อาหารบางส่วนถูกกระแสน้ำพัดเข้าไปกลางบ่อ กุ้งต้องใช้แรงพลังงานมากในการสู้กับกระแสน้ำ ถ้าเป็นโรคหรือเกี่ยวข้องกับโรคไม่น่าจะมีแผลกลางตัวอย่างนี้ทุกตัวแต่ที่ประเทศเปรูกุ้งที่ตายเป็นตัวนิ่มเหมือนวุ้นทุกตัว

3. อาการหัวบวมน้ำ

อาการหัวบวมน้ำมีการพบมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ในพื้นที่เลี้ยงกุ้งด้วยน้ำความเค็มปกติ และในช่วงเวลาต่อมาก็พบในพื้นที่ความเค็มต่ำ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สาเหตุหัวบวมน้ำเรามองว่าอาจเกิดจากในช่วงหนึ่งนั้นวัตถุดิบอาหารสัตว์มีการถูกปลอมปน โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์ยังไม่มีการตรวจสอบ สิ่งปลอมปนนั้น ซึ่งตรงนี้อาจจะมีผลในการเกิดหัวบวมน้ำของกุ้ง แต่หลังจากที่นักวิชาการได้ให้ข้อสังเกตตรงนี้ ทางผู้ผลิตอาหารซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นโดยการตรวจเช็ควัตถุดิบที่จะใช้ และตรวจอาหารที่ผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ช่วงรอบปลายปี 2550 แทบจะไม่พบอาการหัวบวมน้ำเลย ซึ่งหวังว่าบริษัทอาหารจะสามารถควบคุมคุณภาพอาหารให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

4. กล้ามเนื้อขาวขุ่นที่มาจากไมโครสปอริเดียน
พบมากตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช ซึ่งในบ่อพักน้ำมีกุ้งแชบ๊วยเป็นโรคนี้มาก จะเป็นทุกที่ บางฟาร์มเตรียมน้ำโดยการใช้ คลอรีน หรือไอโอดีน แต่ใช้ปริมาณน้อย ก็จะพบว่ากุ้งเป็นโรคนี้ได้ โฮสต์กึ่งกลาง หรือ intermediate host ที่จะมาถึงกุ้งก็จะเป็นปลา เมื่อกุ้งกินกุ้งที่ป่วยด้วยโรคนี้จะไม่ติดเชื้อ แต่ถ้าปลาไปกินสปอร์ที่ขับถ่ายมาจากกุ้ง แล้วกุ้งไปกินขี้ปลา กุ้งจะติดเชื้อ เพราะฉะนั้นถ้าจะไม่ให้เกิดโรคนี้ต้องกำจัดปลาและพักน้ำให้นานพอสมควร หลังจากกำจัดปลาแล้ว ซึ่งไม่มีข้อมูลว่าสปอร์ที่อยู่ในขี้ปลานั้นสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานแค่ไหน แต่ถ้าใช้คลอรีนในอัตราที่ฆ่าปลาได้ เมื่อคลอรีนสลายตัวหมด และทำสีน้ำใหม่ น่าจะลดการเกิดโรคนี้ได้มาก แต่ถ้าใช้คลอรีนในความเข้มข้นต่ำหรือไม่ใช้สารเคมีฆ่าปลาจะพบกุ้งขาวเป็นโรคนี้สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะพบสูงสุดในกุ้งอายุประมาณ 50 วัน แต่หลังจากนั้นการเกิดโรคจะไม่เพิ่มขึ้นอีก หมายถึงว่าที่เป็นโรคก็จะทยอยตาย แม้ว่าในบ่อจะมีปลาก็ไม่มีการเพิ่มจำนวนกุ้งที่ติดโรคใหม่ เพราะตอนจับกุ้งก็จะไม่เห็นกุ้งตัวที่เพิ่งมีการติดเชื้อ แสดงว่าการติดเชื้อน่าจะมาจากช่วงแรกลูกกุ้งกินขี้ปลาที่สปอร์ยังอยู่ในระยะที่ทำให้เกิดโรคได้

5. โรคไวรัสดวงขาวแต่เนื้อกุ้งเป็นสีชมพูหรือชมพูอมส้ม
ช่วงเดือนพฤศจิกายน- ธันวาคม ปี 2550 ที่ผ่านมา พบโรคไวรัสดวงขาวแต่สีออกเป็นสีชมพู แต่ว่าสีจะแตกต่างจากที่เป็นโรคทอร่า เพราะทอร่าจะออกเป็นชมพูอ่อนถึงแดง แต่ไม่สามารถสังเกตเห็นดวงขาวใต้เปลือกซึ่งต่างจากดวงขาวทั่วไปที่เห็นดวงขาวชัดเจน กุ้งที่ป่วยจะตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ที่เกษตรกรสับสนว่าอาจจะเป็นโรคใหม่แต่จริงๆ แล้ว เป็นโรคดวงขาว อาจจะคนละสายพันธุ์ ไม่รู้ว่ากุ้งหรือไวรัสที่ปรับตัว ถ้าจะให้ดีต้องไปศึกษาในรายละเอียดดูว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ ถ้าปกติเป็นพวก DNA ไวรัส มีการกลายพันธุ์น้อย ไม่เหมือน RNA ไวรัส (ทอร่า และหัวเหลือง) จะกลายพันธุ์ง่าย การตรวจด้วย PCR ให้ผลที่แน่นอนกว่าการสังเกตอาการภายนอก หรือตรวจสอบโดยการตัดเนื้อเยื่อ เพื่อดู inclusion body ที่เนื้อเยื่อใต้เปลือก (subcuticular epithelial) เหงือกและเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหารก็จะยืนยันได้ชัดเจน


นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด