ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สรุปข้อมูลวิชาการจากงานกุ้งจันท์ตะวันออกแฟร์ ครั้งที่12 จังหวัดจันทบุรี
(80 พรรษา พาชาวกุ้ง มุ่งเศรษฐกิจพอเพียง) โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ฝ่ายวิชาการไทยยูเนี่ยนฯ)

ปีนี้ปีหนู วงการกุ้งของไทยเปิดฉากด้วยงานประชุมวิชาการที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งงานนี้ดูคนบางตากว่าทุกปี แต่เนื้อหาสาระที่วิทยากรนำมาเสนอมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ ความทันสมัยของหัวข้อสัมมนา คือการก้าวพร้อมหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ยังไงก็อ่านข้อมูลให้จบครบถ้วนนะครับเพื่อที่พวกเราจะได้ทราบความเป็นไปของกุ้งขาวไทยในปัจจุบัน
หัวข้อ ยุทธศาสตร์และแผนการผลิตกุ้งทะเลปี 51
(บรรยายโดย คุณนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง)

จากปี2550 ไทยเราเจอวิกฤติราคากุ้งตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลัก สองประการ คือ ปัจจัยภายในประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่ง
ปัจจัยภายในประเทศนั้นได้แก่
-ปริมาณผลผลิตกุ้งจากฟาร์มที่มากเกินระดับสมดุลของตลาด
-ปัญหาราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตกุ้งเพิ่มขึ้น ทำให้ราคากุ้งที่โรงงานรับซื้อในราคาปกติไม่คุ้มต่อต้นทุนที่เกษตรกรต้องเพิ่มเข้าไป อีกทั้งต้นทุนในการแปรรูปก็สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ห้องเย็นไม่สามารถปรับราคารับซื้อกุ้งไห้มากขึ้นตามต้นทุนของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นได้
-ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกุ้ง มีราคาสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงถึงคนเลี้ยงกุ้ง
-ปัญหาค่าเงินบาทไม่เสถียร ส่งผลให้ผู้ส่งออกไม่สามารถทำสัญญาตกลงการซื้อขายกับผู้นำเข้าในต่างประเทศได้
ปัจจัยภายนอกประเทศ (ต่างประเทศ)
การขาดศักยภาพในการต่อรองของภาคผู้ส่งออก,จากกรณีที่เอกวาดอร์ ตกลงเจรจาไม่ต้องเสียภาษีกับอเมริกา(Non-Zeroing) ได้

ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าที่จะซื้อกุ้งจากไทยแล้วต้องมีการบวกค่าภาษีเอดี และค่าความเสี่ยงต่างๆหันไปขอซื้อกุ้งจากเอกวาดอร์ซึ่งไม่มีภาระตรงนี้หรือภาษีใดๆเลย

ก่อนอื่นขอนำข้อมูลปริมาณลูกกุ้งที่ปล่อยกันทั้งประเทศในแต่ละเดือนของปีที่แล้วดังนี้

รวมทั้งปี
ปล่อยลูกกุ้งไป 77,437 ล้านตัว

ส่วนปริมาณกุ้งที่จับขายได้ในปีที่ผ่านมา มีค่าดังตารางข้างล่างนี้

จากปัญหาและผลการดำเนินการในปี 2550 ทำให้ต้องมีการปรับกระบวนการผลิตในปี 2551 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจโดยรวม ภาวะการผลิตกุ้งทะเลโดยรวมของประเทศผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลก รวมไปถึงภาวะการแข่งขันด้านการส่งสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดโลกดังนี้
1.แผนการผลิตกุ้งทะเลปี2551
1.1 เป้าหมายการผลิตกุ้งของไทย อยู่ที่ 532,400 ตัน
1.2 กระจายสัดส่วนการผลิต ให้มีกุ้งขนาดใหญ่ 30% ของฐานการส่งออก
1.3 เพิ่มสัดส่วนกุ้งกุลาดำให้เป็น 2% ในปี 2551
1.4 สร้างสมดุลการผลิตและการส่งออกผ่านการทำ Contract Farming 30% ของระบบการผลิต

2.แผนส่งเสริมการตลาดกุ้งทะเล
-ตลาดอเมริกา ปรับลดสัดส่วนการส่งออกให้เหลือ 48-49%ของการส่งออกไทย
-เพิ่มสัดส่วนการส่งออกในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อียู ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย
-ขยายตลาดด้านFood Service ในภูมิภาคเอเซีย โดยมีเป้าหมายการส่งออกสู่ Food Service ในภูมิภาคเอเชีย 30,000 ตัน ซึ่งได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น

3.แผนส่งเสริมให้มีการบริโภคภายในประเทศผ่านการจัดจำหน่ายโดยตรงจากภาคผู้ผลิต
เป้าหมายการจำหน่ายกุ้งภายในประเทศผ่านกิจกรรมฯ 25,000 ตัน

4.เพิ่มประสิทธิภาพการตลาด ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงวิชาการ
-สร้างภาพลักษณ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในประเทศผู้นำเข้า รวมถึงผู้บริโภคในประเทศผู้นำเข้า รวมไปถึงผู้บริโภคในประเทศผู้นำเข้า เป็นช่องทางในการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพการจำหน่ายสินค้ากุ้ง
-ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจด้านมาตรฐานและความปลอดภัยในสินค้า ผ่านการเชิญชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง(Media, reporter, Journalist, Restaurant's Chief) มาดูกระบวนการผลิต เพื่อนำไปทำข่าว จัดทำบทความ จัดทำสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ฯลฯ
-การเข้าร่วมงาน Technical Knock Door Mission
-ร่วมงานแสดงสินค้าด้าน Seafood ในระดับInternational Expo
แผนการเพิ่มศักยภาพองค์กร ปี 2551
-สร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างวัตถุดิบ ผ่านการทำ Contract Farming
-ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร
-สนับสนุนให้องค์กรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านกุ้งมีบทบาทต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่นการสนับสนุนงบประมาณให้แก่องค์กรเพื่อบำเพ็ญประโยชน์เช่นการปลูกป่าชายเลน การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ
-ประชาสัมพันธ์บทบาทการดำเนินงานขององค์กรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านกุ้งให้สังคมรับทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการบอกกล่าวกับสังคมให้รับทราบถึงความพยายามและตั้งใจจริงขององค์กรด้านกุ้งในทุกภาคส่วนที่จะนำพาอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้เกิดความยั่งยืนตลอดไป รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยด้านอาหารให้เป็นที่ทราบทั่วกัน


มองเศรษฐกิจโลกกับการปรับยุทธศาสตร์ของกุ้งไทยปี 51

เนื้อหาจาก คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย
สถานการณ์การผลิตกุ้งเลี้ยงของประเทศต่างๆทั่วโลกปี 2550 คาดว่าประมาณ 2.10 ล้านตัน โดยมีข้อมูลดังภาพ
โดยผลผลิตกุ้งโลกที่ได้จากการเพาะเลี้ยงแยกตามประเทศที่มีผลผลิตดังนี้

ส่วนผลผลิตกุ้งของไทย นั้นเมื่อนำมาแยกตามไตรมาสและเทียบค่าระหว่างปี 2548-2550 ดังนี้

และเมื่อดูการส่งออกว่ากุ้งไทยได้ส่งไปที่ไหนบ้างก็จะมีรายละเอียดดังนี้

ตลาดต่างประเทศที่สำคัญของกุ้งไทยคือ สหรัฐอเมริกา ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดนี้สูงถึง 34%

ตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจและสำคัญอีกแห่งของไทยคือ ตลาดญี่ปุ่น
ซึ่งไทยมีส่วนแบ่งในตลาดนี้ 13% (น้อยกว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย)
ปัจจัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมกุ้งใน ปี 2551
o ราคาวัตถุดิบทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์แพงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20
o ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนวัตถุดิบ พลังงาน
คุณสมศักดิ์แนะให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปรับตัวในปี 2551 ดังนี้
1. เลี้ยงกุ้งอย่าให้เสียหาย เลี้ยงในช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม ไม่ฝืนเลี้ยงในฤดูกาลที่ไม่เอื้ออำนวย จัดการยาก ปล่อยกุ้งเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสม และมีวิธีการจัดการการเลี้ยงที่เหมาะสม
2. เลี้ยงกุ้งไซส์ใหญ่ ซึ่งจะทำให้ลงกุ้งน้อยลง

มองเศรษฐกิจโลกกับการปรับยุทธ์ศาสตร์ของกุ้งไทยปี 2551 (คุณฤทธิรงค์ บุญมีโชติ)

มองตลาดยุโรป
ตลาดยุโรปมีลักษณะเป็นตลาดร่วมของประเทศสมาชิกรวม 27 ประเทศ มีประชากรกว่า 450 ล้านคน โดยล่าสุดตลาดยุโรปได้ขยายตัวออกไปทางกลุ่มยุโรปตะวันออกนั้นหมายถึงตลาดที่กว้างมากขึ้นสำหรับกุ้งไทย
- ตลาดยุโรปไทยมีปัจจัยบวกจากการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ลดลงเหลือ 4.2 % (จากเดิม 12%) และกุ้งแปรรูปลดลงเหลือร้อยละ 7 และไม่มีการจำกัดการนำเข้า
-ค่าเงินยูโรมีการแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ EU นำเข้าสินค้าได้ถูกลง ขณะที่สินค้ากุ้งของไทยปลอดสารตกค้าง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีผลต่อความเชื่อมั่นของอียูในการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น
มองตลาดอเมริกา
จำนวนประชากรโลกมีอัตราการเพิ่มขึ้นทุกๆปี โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยมีการส่งออกกุ้งเป็นจำนวนมาก มีอัตราการเกิดของประชากร 1 คน ในทุกๆ 8 วินาที ปัจจุบันมีจำนวนประชากร 303,004,000 คน และจากการคาดการณ์ของ สำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐอเมริกา ฐานข้อมูลนานาชาติ ว่า ปี 2020 สหรัฐจะมีประชากร เพิ่มขึ้นเป็น 323,051,790 คน
- การถูกเรียกเก็บอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) จากสหรัฐอเมริกาในระดับที่ต่ำกว่าที่เรียกเก็บจากประเทศคู่แข่ง
มองตลาดญี่ปุ่น
จากการลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ทำให้มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและกุ้งแปรรูปของไทยลงจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 0 ทันที
มองตลาดอื่นๆ
การขยายตลาดสินค้ากุ้งแช่เย็นแช่แข็งไปยังตลาดในระดับ Food service ได้แก่กลุ่มภัตตาคาร โรงแรม โดยมีเป้าหมายตลาดส่งออกอยู่ที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง จีน และ ญี่ปุ่น
แนวโน้มการขยายตัวของตลาดกุ้งในเกาหลี มีมากขึ้นโดยเฉพาะกุ้งชิล หรือกุ้งแช่เย็น
ตลาดออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ได้มีการจัดทำ FTA กับไทยมากขึ้นทำให้ตลาดกุ้งมีโอกาสที่จะเข้าไปทำตลาดได้มากขึ้น

แนวทางการเลี้ยงกุ้งปี 2551 โดยดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ

ศูนย์วิจัยธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในปีนี้ดร.ชลอ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาบอกเล่าให้พวกเราฟังกันมากมาย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีมากๆเลยทีเดียว ท่านดร.ชลอ ยังได้เล่าว่าพฤติกรรมการเลี้ยงกุ้งของคนไทย เมื่อจับกุ้งเสร็จแล้วขาดทุนจะเลี้ยงกุ้งน้อยลง ลดจำนวนลูกกุ้ง เพื่อลดความเสี่ยง แต่เมื่อกำไรเยอะ การเลี้ยงกุ้งจะเพิ่มมากตามไปด้วย หลังจากการเลี้ยงในปี 2550 ที่ผ่านมา และกระแสของรัฐบาลที่ยึดปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานให้มาตั้งนานแล้วนั้น แต่คนไทยไม่ค่อยปฏิบัติตามในปีนี้ทุกฝ่ายมีความพยายามที่จะใช้การเลี้ยงกุ้งตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแต่ควรจะเข้าใจด้วยว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แค่ใช้จ่ายพอประมาณพอเพียง ประหยัด แต่จะต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1. ทางสายกลาง คือ พอเพียง พอประมาณ อย่าสุดโต่ง เมื่อพูดถึงการเลี้ยงกุ้งคือเลี้ยงกุ้งต้องดูศักยภาพของเราเองว่าพอเพียงอยู่ตรงไหน อย่าเลียนแบบหรือตามแบบผู้ที่เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จแต่มีความพร้อมมากกว่าเราเอง เช่น ฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในความพร้อมสูง
2. การมีเหตุมีผล คือเวลาเราเลี้ยงกุ้งแต่ละรอบ ต้องเข้าใจเหตุและผลทางวิชาการ สภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ ดูข้อมูลเก่าๆ ว่ารอบไหนเลี้ยงได้ดี ผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ ระหว่าง 5 - 10 ปี น่าจะรู้ดีว่า สภาพแวดล้อมแบบนี้ ควรจะปล่อยลูกกุ้งเท่าไหร่ อย่างเช่น คนที่เลี้ยงกุ้งขาวมาแล้วหลายปีให้ดูข้อมูลเก่า แต่สำหรับคนที่เพิ่งเปลี่ยนจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเลี้ยงกุ้งขาว จะต้องพิจารณาว่ากุ้งกุลาดำที่เลี้ยงผ่านมารอบไหนเลี้ยงได้ดี ซึ่งผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี จะต้องรู้ว่าพื้นที่ของตัวเองช่วงใดมีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงกุ้ง ถึงแม้แต่ละปีอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน (global warming) โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาฝนตกมากกว่าที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่าจะแล้ง แต่ปรากฏว่าฝนตกทุกวัน การประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยายังไม่แม่นและภาวะโลกร้อนเพิ่มมากขึ้น อากาศเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมเราต้องเผื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิม ยกตัวอย่างการเลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ เกลือแร่ต่างๆ น้อยกว่าความเค็มปกติ ความเค็มน้ำทะเลปกติประมาณ 30 พีพีที เมื่อเลี้ยงความเค็มต่ำประมาณ 3 พีพีที เกลือแร่น้อยลง 10 เท่า เพราะฉะนั้นเกลือแร่ลดลง 10 เท่า เราจะไปปล่อยกุ้งแน่นเท่าเดิมไม่ได้ อาจจะต้องเติมเกลือแร่โดยการผสมในอาหารหรือเติมในระหว่างการเลี้ยง เกลือแร่เพิ่มขึ้นก็จริง แต่นี่เป็นต้นทุน เพราะฉะนั้นความเหมาะสม ความพอดีอยู่ตรงไหน ที่พอเราเติมเข้าไปแล้ว เราเลี้ยงได้ดีขึ้นแต่ต้นทุนเราก็ไม่สูงเกินไป เรายังต้องประเมินราคากุ้งในขั้นต่ำก่อนว่าราคาแค่นี้อยู่ได้ไหม ต้องมีเหตุผลทุกขั้นตอน นี่คือข้อที่ 2 ของการใช้เหตุและผล โดยทุกคนต้องรู้ศักยภาพของตัวเอง (การเลี้ยงกุ้งฝั่งอันดามันน้ำเปลี่ยนถ่ายได้มาก บ่อลึกมาก เครื่องให้อากาศหรือเครื่องตีน้ำมีมาก ความเค็มเหลือเฟือ สามารถปล่อยกุ้งในอัตราความหนาแน่นได้มากกว่าอ่าวไทย และการเลี้ยงชายฝั่งอ่าวไทยก็ปล่อยกุ้งได้มากกว่าภาคกลางที่เลี้ยงกุ้งความเค็มต่ำ) นี่เป็นหลักทั่วไป พอเข้าใจตรงนี้ ทุกคนก็จะสามารถสร้างความพอดีให้กับตัวเองได้ อย่างมีเหตุผล
3. ต้องมีภูมิคุ้มกัน ถ้าเราพูดเป็นภาษาเกี่ยวกับโรคก็คือภูมิคุ้มกันโรค สำหรับธุรกิจในการเลี้ยงกุ้ง ภูมิคุ้มกันคือภูมิคุ้มกันความเสี่ยงหรือป้องกันความเสี่ยง หรือไม่ได้รับความเสียหาย เมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) หลายๆ อย่างในการเปลี่ยนแปลง เช่น ค่าเงินบาท กุ้งล้นตลาด ราคาลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการกระทำของมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราจะลดความเสี่ยงตรงนี้ได้อย่างไร การลดความเสี่ยงต้องละเอียดมากกว่าเดิมทุกปี ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี การลดความเสี่ยงทำได้อย่างไร
บางอย่างทำได้ด้วยตัวเอง ได้แก่ การเตรียมบ่อ ต้องเตรียมแบบไม่รีบเร่ง ถ้าบ่อที่เลี้ยงมานานต้องเตรียมบ่อนานกว่าบ่อที่เพิ่งเลี้ยงไม่กี่รอบ บ่อที่มีปัญหามากในระหว่างการเลี้ยงอาจจะเปลี่ยนเป็นบ่อพักน้ำ ใช้เหตุใช้ผลลดความเสี่ยง เช่น มีบ่อพักน้ำมากขึ้นและเลี้ยงระบบปิดหรือระบบน้ำหมุนเวียน ถ้ามีการเกิดโรคระบาดรอบ ๆ ฟาร์มของเราก็ไม่ต้องนำน้ำจากภายนอกมาใช้ ให้ใช้น้ำในบ่อพักน้ำแทน มีการล้อมรั้วกันปู ขึงเชือกกันนก กำจัดพาหะ สิ่งเหล่านี้ คือ การป้องกันความเสี่ยง นี่คือสิ่งที่ตนเองทำได้ทุกคน แต่ที่ทำไม่ได้มีอีกเยอะ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ เราไม่สามารถควบคุมปริมาณฝน แสงแดดในกรณีที่เราเลี้ยงด้วยความเค็มต่ำ เราต้องการให้น้ำมีความเค็มคงที่เป็นระยะเวลานาน ถ้ามีฝนตกปริมาณมาก ความเค็มอาจจะหมดเร็วกว่าปกติ ทำให้กุ้งลอกคราบ ตัวนิ่ม เปลือกแข็งช้า กุ้งกินกันเองบางครั้งกุ้งลอกคราบไม่ออก เราก็ต้องเติมเกลือแร่ แต่เราก็ควบคุมให้ฝนไม่ตกไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้คือ เรารู้อยู่ว่าช่วงหน้าหนาวโรคไวรัสดวงขาว (white spot syndrome virus;WSSV) ระบาด ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องระบาดในช่วงปลายปี คือไวรัสชนิดนี้เมื่ออุณหภูมิสูง เอนไซม์หรือตัวที่เกี่ยวข้องที่ทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้นจะไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นในโรงเพาะฟัก อุณหภูมิของน้ำ 30-32 องศาเซลเซียส ไม่พบว่าลูกกุ้งเป็นโรคไวรัสดวงขาว แต่พอไปปล่อยเลี้ยงในบ่อที่มีน้ำเย็นกว่าอุณหภูมิต่ำกว่า 28 องศาเซลเซียส ประมาณ 4-5 วัน กุ้งจะป่วย เพราะฉะนั้นการตรวจลูกกุ้งด้วยเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส หรือ PCR ไม่ได้เป็นตัวแทนของตัวอย่างที่ดีเพราะนำลูกกุ้งไปตรวจประมาณไม่เกิน 200 ตัว หรือไม่เกิน 100 ตัว ถ้าถามว่าการตรวจมีประโยชน์หรือไม่ ต้องตอบว่ามีประโยชน์ อย่างน้อยก็คือเมื่อนำมาจำนวนไม่มากก็ยังพบ ถ้าจะตรวจให้ได้ผลก็ต้องตรวจพ่อแม่พันธุ์ แต่ถ้าเป็นพ่อแม่พันธุ์ก็จะพบยากเพราะเลี้ยงที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส ไม่มีใครยอมลดอุณหภูมิของน้ำลงมาที่ 24-25 องศาเซลเซียส แล้วทำให้กุ้งเครียด เมื่อตรวจเช็คอาจจะเจอเป็นดวงขาวในระยะปลายปีการระบาดของโรคไวรัสดวงขาวมากขึ้นอยู่แล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าหน้าแล้งจะไม่พบ โรคไวรัสดวงขาว แต่ความรุนแรงจะมีมากเมื่ออุณหภูมิต่ำได้แก่ช่วงมรสุมทางภาคใต้ ซึ่งอยู่ในช่วงปลายปี ถ้าเป็นภาคกลาง ภาคตะวันออกก็เป็นช่วงปลายปีจนถึงต้นปี ดังนั้นในช่วงปลายปีในเมื่อเรารู้ว่าโอกาสที่กุ้งเลี้ยงจะเป็นโรคไวรัสดวงขาว ถ้าจะเลี้ยงกุ้งจริงต้องซื้อกุ้งจากโรงเพาะฟักที่มั่นใจว่ามีระบบป้องกันโรคอย่างดี (biosecurity system) ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเลี้ยงอย่างไรก็ไม่ประสบปัญหากุ้งเป็นโรค แต่กุ้งอาจจะโตช้ากว่าฤดูกาลปกติ ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ในระบบฟาร์มตัวเองต้องมีระบบป้องกันโรคชัดเจน มีการทรีทน้ำ ป้องกันปู ป้องกันนก และต้องปล่อยกุ้งน้อยกว่าฤดูกาลปกติ เพื่อให้กุ้งเครียดน้อยที่สุด นี่คือแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องประกอบด้วย 3 ส่วน ไม่ใช่แค่ประหยัดเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจพอเพียงสามารถใช้ได้กับฟาร์มทุกระดับ ไม่ใช่เลี้ยงแบบประหยัด โดยไม่ใช้เครื่องให้อากาศแต่เพียงอย่างเดียว ทุกระดับของฟาร์มเลี้ยงใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้ทั้งหมด คือใช้ 3 หลักการนี้ พอเพียงหรือพอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกันหรือการลดความเสี่ยง

สำหรับในปีนี้ท่านดร.ชลอ ได้ยกตัวอย่างแนวทางการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเพียงอย่างเดียว เพราะว่ามีการเลี้ยงกันมาก วิธีการเลี้ยงมีหลายรูปแบบดังนี้

1. การเลี้ยงกุ้งขาวในอัตราความหนาแน่นสูงเพื่อย้ายบ่อ
เนื่องจากในระหว่างการเลี้ยงแต่ละรอบไม่รู้ว่าราคากุ้งในช่วงที่จะจับกุ้งจะเป็นอย่างไร หลายฟาร์มจึงนิยมที่จะปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นเผื่อไว้ แน่นไว้ก่อน ถ้าราคาดีก็จับกุ้งขนาดเล็กซึ่งใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงไม่นานมาก แต่ถ้าราคาไม่ดีก็แบ่งกุ้งย้ายไปเลี้ยงเป็นกุ้งใหญ่ ซึ่งอันนี้ก็มีเหตุมีผล แต่การเตรียมตัวฟาร์มที่จะทำวิธีนี้ต้องเข้าใจ วิธีการย้ายกุ้งโดยที่กุ้งได้รับความเสียหายน้อยการย้ายกุ้งของสุทธิพัฒน์ฟาร์ม นี่ก็อีกแบบหนึ่งมีแนวความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน ว่าจะย้ายกุ้งต้องย้ายขนาดเท่าไหร่
สืบเนื่องจากการที่ผู้เลี้ยงกุ้งขาวในประเทศไทย ปล่อยกุ้งค่อนข้างหนาแน่นเพราะหวังที่จะทำกำไรจากกุ้งขนาดเล็กหากกุ้งขนาดเล็กราคาดี ก็จะได้จับกุ้งหมดบ่อในปริมาณที่มาก หรือทำการแบ่งจับขายบางส่วนก่อน ส่วนที่เหลือเลี้ยงต่อให้ได้ขนาดใหญ่เพื่อขายในเวลาต่อมา ซึ่งก็ได้ผลกำไรที่คุ้มค่า แต่ด้วยเหตุที่ในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมาราคากุ้งขนาดเล็กไม่ค่อยดี ผู้เลี้ยงกุ้งหลายรายในเขตจังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้ปรับตัวโดยการย้ายกุ้งจากบ่อที่แน่นบางส่วนไปเลี้ยงในบ่อที่ว่าง นั่นคือหลังจากได้เลี้ยงกุ้งในบ่อแบ่งหรือบ่อหลักหรือบ่อแม่ไปแล้วระยะหนึ่ง ก็จะย้ายกุ้งบางส่วนไปยังบ่อรับ เพื่อเลี้ยงกุ้งต่อไปได้และสามารถทำให้ได้กุ้งขนาดใหญ่ทั้งบ่อหลักและบ่อรับ ถ้าไม่ทำเช่นนี้บ่อกุ้งที่แน่นมากๆกุ้งจะไม่โต อีกทั้งออกซิเจนในบ่อก็จะไม่พอเพียงกับกุ้ง ทำให้การเลี้ยงกุ้งประสบปัญหาอยู่เสมอ การแบ่งกุ้งไปเลี้ยงยังบ่ออื่นจะช่วยให้กุ้งเจริญเติบโตดี ทั้งในบ่อที่ได้รับแบ่งไปและบ่อแม่หรือบ่อหลักเอง โดยวิธีการย้ายกุ้งมีหลักการที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งการประยุกต์ย้ายกุ้งของคุณ อรรถพนธ์ ศิริธร (คุณตุ๋ย แห่ง สุทธิพัฒน์ฟาร์ม) ปฏิบัติได้ไม่ยากนัก
การย้ายกุ้งของ สุทธิพัฒน์ฟาร์ม โดยคุณตุ๋ยจะย้ายกุ้งจากบ่อหนึ่งไปอีกบ่อ ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกทำกับบ่อที่อยู่ติดกัน ก่อนย้ายน้ำทั้งสองบ่อ(บ่อหลักและบ่อที่รับจะต้องมีคุณภาพน้ำที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันที่สุด) ดังนั้นระหว่างที่ให้บ่อแรกหรือบ่อหลักเลี้ยงไป ก็จะมีการ แลกเปลี่ยนน้ำระหว่างกันอยู่เสมอ (เพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด)ระหว่างบ่อหลักกับบ่อรับ
การย้ายกุ้งนั้นจะย้ายตอนที่กุ้งในบ่อพร้อมที่สุด เช่น กุ้งขาวอายุ 50-80 วันและจะย้าย
หลังลอกคราบประมาณ 2-3 วัน
ที่ฟาร์มแห่งนี้จะนิยมย้ายตอนเช้าเริ่มมีแสงแดด หรือช่วงที่ไม่ร้อนมากและเป็นช่วงที่มีออกซิเจนเพียงพอ
มีการสังเกตก่อนการย้ายกุ้งโดยการสุ่มกุ้งดูขนาดตัวต่อกิโลกรัม และดูการเป็นตะคริว
หรือ การมีอาการกล้ามเนื้อขาวขุ่นของกุ้ง ในช่วง 3 นาที ในตะกร้าไม่มีน้ำ อีกทั้งระหว่างย้ายกุ้งเองก็จะคอยสังเกต หากกุ้งที่ปล่อยลงไปในบ่อรับแล้วกุ้งเริ่มมีอาการกล้ามเนื้อขุ่นขาวเร็วก็จะหยุดย้ายทันที
วันที่ย้ายกุ้ง ทางฟาร์มจะนำเปลอวนผ้าสแลนท์ไปปักหมุดบริเวณที่จะตักกุ้งย้ายของ
บ่อแม่ เนื่องจากจะช่วยให้ น้ำไม่ขุ่น ตะกอนไม่อุดเหงือก และกุ้งไม่เครียด
ส่วนบ่อรับกุ้งที่ย้ายนั้น ทางฟาร์มจะให้ลอยเรือ ริมฝั่ง เพื่อไว้สำหรับคนที่รับกุ้งคน
สุดท้ายมาปล่อย เหตุผลที่ต้องใช้เรือเพราะว่าจะได้ปล่อยกุ้งง่าย อีกทั้งไม่ทำให้น้ำขุ่น และยังสังเกตกุ้งเครียดได้สะดวกเวลาปล่อยกุ้งลงน้ำ
หากทุกอย่างพร้อมก็ทำการย้าย โดยการตีอวนใกล้ๆ มาบริเวณที่มีผ้าสแลนท์ แล้วใช้
ตะกร้าพลาสติกสูง 6-8นิ้ว ตักกุ้ง แล้วนำไปชั่งน้ำหนัก จดบันทึก ก่อนปล่อยกุ้งลงในบ่อรับ ถ้าน้ำทั้งสองบ่อมีคุณภาพน้ำใกล้เคียงกันกุ้งจะไม่เครียดและไม่ตาย จากประสบการณ์ที่ย้ายพบว่า ย้ายกุ้ง 3.2 ตัน ในตอนเช้า วันต่อมามีกุ้งตายเพียง 10 ตัว

การผลิตกุ้งขาวขนาดใหญ่
2. การผลิตกุ้งขาวขนาดใหญ่

มีฟาร์มหลายฟาร์มเลี้ยงกุ้งในอัตราความหนาแน่นต่ำเพื่อผลิตกุ้งขนาดใหญ่ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่นกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี ผลิตกุ้งขาวขนาด 30-32 ตัวต่อกิโลกรัม ปล่อยลูกกุ้งเพียง 50,000 -60,000 ตัวต่อไร่ เพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะทำกุ้งขาวไซส์ใหญ่ต้องปล่อยบาง แต่เลี้ยงนานและรู้ว่าราคาประกันเท่าไหร่ กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้หลักการที่ว่า อะไรทำได้ทำให้ดีที่สุด เพราะมีอีกหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
การเลี้ยงกุ้งในอัตราความหนาแน่นต่ำหรือเหมาะต่อศักยภาพของบ่อ นอกจากสามารถผลิตกุ้งขนาดใหญ่ได้แล้ว ปัญหาต่าง ๆ ในระหว่างการเลี้ยงจะมีน้อย ผู้เลี้ยงไม่เครียดมาก ความเสี่ยงจะต่ำ
สำหรับวิธีการเลี้ยงและการจัดการที่น่าสนใจ ก็คือการควบคุมปริมาณอาหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งมีวิธีการดังนี้
ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับกุ้งขาวแวนนาไมวันละ 4 มื้อ คือ
มื้อแรก ระหว่างเวลา 7.30 - 8.00 น. ซึ่งระดับออกซิเจนที่ละลายน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าการให้อาหารในช่วงเวลาระหว่าง 6.00 - 7.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับออกซิเจนยังอยู่ในระดับที่ต่ำ
มื้อต่อมา ระหว่าง 12.00 - 12.30 น.
มื้อที่ 3 เวลา 17.00 น.
มื้อสุดท้าย เวลา 22.00 น.
กรณีที่อาหารในยอในมื้อที่ 3 คือที่เวลา 17.00 น. ไม่หมด จะงดการให้อาหารมื้อสุดท้ายคือในเวลา 22.00 น. ถ้าอาหารในยอมื้อที่ 3 คือ 17.00 น. หมด ปริมาณการให้อาหารสำหรับมื้อสุดท้ายสูงสุดจะไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ให้ในมื้อ 17.00 น. ในกรณีที่มีฝนตกหนักในช่วงเวลาที่กำลังจะให้อาหารในมื้อถัดไปจะงดการให้อาหารสำหรับมื้อนั้นๆเลย เนื่องจากฝนตกหนัก อุณหภูมิของน้ำจะลดลง กุ้งจะกินอาหารน้อย
หากบ่อเลี้ยงมีขนาดประมาณ 4 ไร่ ควรใช้ยอเพียง 2 ยอต่อบ่อ ถ้ามีอาหารในยอเหลือมากทั้ง 2 ยอ จะงดการให้อาหารมื้อถัดไป สำหรับปริมาณอาหารที่ใส่ในยอและช่วงเวลาที่ตรวจเช็คยอจะปรับตามขนาดหรืออายุของกุ้งดังนี้

กุ้งอายุ ปริมาณอาหารในแต่ละยอ การตรวจเช็คยอ
30-45 วัน 1 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 2 ชั่วโมงครึ่ง
45-60 วัน 2 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 2 ชั่วโมงครึ่ง
60-90 วัน 3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 2 ชั่วโมง
90 วัน
(ขนาดโตกว่า 60 ตัว/กิโลกรัม - ขนาด 45 ตัว/กิโลกรัม)
4 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
2 ชั่วโมง
ขนาดโตกว่า 45 ตัว/กิโลกรัม ขึ้นไป 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 1 ชั่วโมงครึ่ง

โดยทั่วไปน้ำหนักเฉลี่ยของกุ้งที่อายุต่างๆ กันมีดังนี้
กุ้งอายุ 45 วัน น้ำหนักประมาณ 5-6 กรัม
กุ้งอายุ 60 วัน น้ำหนักประมาณ 7-10 กรัม
กุ้งอายุ 90 วัน น้ำหนักประมาณ 17-20 กรัม
ซึ่งกุ้งที่ได้จากการเลี้ยงแนวนี้จะมีขนาดตัวที่โตดีมาก ใช้เวลาในการเลี้ยงสั้น
เป็นไงบ้างครับเนื้อหาสาระสั้นๆจากงานกุ้งจันท์ตะวันออกแฟร์ ที่เราได้รวบรวมมาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงได้ข้อมูลตามที่หวังไว้นะครับ
(ฝ่ายวิชาการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด)
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 4/02/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด