ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สรุปข้อมูลงานวันกุ้งไทยครั้งที่18 "เพิ่มศักยภาพธุรกิจ พิชิตมาตรฐานทุกมิติ"
งานกุ้งสุราษฏร์หรืองานกุ้งไทยในปีนี้2551 มีผู้เข้าร่วมงานมากมาย ในส่วนของบู๊ธก็ไม่เงียบเหงา ยิ่งในห้องสัมมนาด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงคนล้นหลามทั้งสองวันซึ่งเกินคาดของผู้จัดงาน แต่จะว่าไปแล้วเนื้อหาของวิทยากรที่มาบรรยายมีบางเรื่องที่ข้อมูลไม่แตกต่างจากงานกุ้งตะวันออกซึ่งจัดก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งเดือน
เมื่อเรานำมาเสนอจึงตัดข้อมูลบางส่วนออกและขอให้ผู้อ่านได้กลับไปอ่านข้อมูลของงานกุ้งตะวันออกแฟร์ประกอบ
จะเกิดประโยชน์สูงสุด ยังไงก็ลองอ่านข้อมูลต่อไปนี้ดูนะครับ

(ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับ คุณหนุ่ม (เอกพจน์ ยอดพินิจ)ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับวงการกุ้งของไทยจนได้รับ
เลือกให้เป็นผู้รับรางวัลกุ้งทองปี 2551 )


"ยุทธศาสตร์การผลิตกุ้งไทย" บรรยายโดย คุณ นิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง
ในปี 2550 ประเทศไทยประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำอย่างมาก ตั้งแต่กลางปี 2550 เป็นต้นมา และเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทย จึงได้ใช้แผนการตลาดนำการผลิต ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพพื้นที่การเลี้ยง การเพิ่มศักยภาพการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้ากุ้ง และ การเพิ่มศักยภาพการตลาด
จากตัวเลขเบื้องต้นของผลผลิตกุ้งในปี 2550 มีประมาณ 444,751 ตัน เป็นสัดส่วนกุ้งขาว 99.26% และกุ้งกุลาดำ 0.074% โดยมีปริมาณลดลง 12.31% เมื่อเทียบกับปี 2549 (507,184 ตัน) ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตราคากุ้งตกต่ำ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 2 ประการ คือ
ก. ปัจจัยภายในประเทศ

- ปริมาณผลผลิตกุ้ง จากฟาร์มมากเกินระดับสมดุลของตลาด
- ปัญหาราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
- ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกุ้งสูงขึ้น
- ปัญหาค่าเงินบาทที่ไม่เสถียร ส่งผลทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถทำสัญญาตกลงซื้อขายกับผู้นำในต่างประเทศได้อย่างคล่องตัว การทำสัญญาต้องทำระยะสั้น
- ปัญหารูปแบบการตลาด ที่มีการทำตลาดเฉพาะกุ้งขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งมีระยะการเลี้ยงที่สั้น ส่งผลให้กุ้งออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน
ข. ปัจจัยภายนอกประเทศ
- ผลผลิตกุ้งขนาดกลาง-เล็กในโลกมีมากขึ้น
- กรณีที่ตลาดการส่งออกของไทยกระจุกตัวที่สหรัฐฯ
- การขาดศักยภาพในการต่อรองของภาคผู้ส่งออก
และจากปัญหาดังกล่าว ทำให้ต้องมีการปรับกระบวนการผลิตในปี 2551 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวเศรษฐกิจโดยรวม ดังนี้
แผนการผลิตกุ้งปี 2551
1. เป้าหมายการผลิต 532,400 ตันในปี 2551
2. กระจายสัดส่วนการผลิต ให้มีกุ้งขนาดใหญ่ร้อยละ 30 ของฐานการส่งออก
3. เพิ่มสัดส่วนกุ้งกุลาดำให้เป็นร้อยละ 2 ในปี 2551
4. สร้างสมดุลการผลิตและการส่งออก ผ่านการทำ Contract Farming ร้อยละ 30 ของระบบการผลิต


แผนส่งเสริมการตลาดกุ้งทะเล ปี 2551
1. ปรับลดสัดส่วนการตลาด ในสหรัฐฯ ให้เหลือ 48-49% และขยายในตลาดอื่นเพิ่ม เช่น สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, รัสเซีย, เกาหลีใต้ เป็นต้น
2. การขยายตลาดด้าน Food Service ในภูมิภาคเอเชีย มีเป้าหมายที่ 30,000 ตัน
3. ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศผ่านการจำหน่ายโดยตรงจากผู้ผลิต มีเป้าหมายที่ 25,000 ตัน
4. เพิ่มประสิทธิภาพการตลาดผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงวิชาการ สร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จัก
แผนการเพิ่มศักยภาพองค์กร ปี 2551
1. สร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างวัตถุดิบ ผ่านการทำ Contract Farming
2. ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร
3. สนับสนุนให้องค์กรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านกุ้งมีบทบาทต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
4. ประชาสัมพันธ์บาบาทการดำเนินงานขององค์กรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านกุ้งให้สังคมรับทราบ


"นโยบายส่งเสริมการส่งออกกุ้ง" โดย คุณจักรชินบุษย์ ชื่นอารมย์ กรมส่งเสริมการส่งออก (เขตสุราษฎร์ฯ)
การส่งออกของไทยปี 2550

- การส่งออกทุกสินค้า มีมูลค่า 152,478 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5
- การส่งออกสินค้าอาหารมีมูลค่า 15,641 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.79% คิดเป็นสัดส่วน 10% ของการส่งออกรวมทั้งประเทศ

ผลผลิตกุ้งโลก ตั้งแต่ปี 2546-2550 พบว่า ทุกประเทศสามารถผลิตกุ้งได้มากขึ้น รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกันที่มีกำลังการผลิต ในปี 2550 จำนวน 530,000 ตัน ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ผลผลิตกุ้งไทยในปี 2550 ไม่สูงเท่าที่ควร เนื่องจากภาวะราคากุ้งที่ตกต่ำ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2550 ส่งผลให้ภาคการผลิตมีการชะลอตัว
แนวโน้มการส่งออกกุ้งไปยังตลาดต่างๆ
ตลาดสหรัฐอเมริกา
- แนวโน้มของประเทศสหรัฐฯ ยังคงบริโภคกุ้งขาวและมีแนวโน้มที่จะนำเข้ามากขึ้นตามแนวโน้มการบริโภคอาหารทะเลที่เพิ่มขึ้น
- ประเทศคู่แข่งของไทย ได้แก่ จีน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, เอกวาดอร์ และอินเดีย
- ประเทศไทยมีข้อเสียเปรียบในเรื่อง Anti-Dumping แต่มาตรฐานการผลิตสินค้าของไทยยังสูงกว่าจีนมาก โดยเฉพาะในเรื่อง Food Safety ที่ทำให้การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
- ผู้นำเข้า เช่น ห้างวอลมาร์ท (Wal-Mart) วอลมาร์ท มีการนำมาตรฐานสินค้านอกเหนือจากระเบียบการนำเข้า FDA เช่น มาตรฐาน ACC มาบังคับ
ตลาดญี่ปุ่น
- แนวโน้มการนำเข้ากุ้งแช่แข็งลดลง เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการบริโภคที่ปัจจุบันไม่นิยมทำกับข้าว เศรษฐกิจชะลอตัว และอัตราการเกิดที่ลดลง ทำให้ผู้บริโภคหลักในปัจจุบันเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
- เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้มีกำลังซื้อที่ลดลง แต่แนวโน้มการนำเข้ากุ้งขาวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่ากุ้งกุลาดำ
- มีการนำเข้ากุ้งแปรรูป (value-added) มากขึ้น
- ผลจากข้อตกลง JTEPA ทำให้ไทยได้เปรียบประเทศคู่แข่งขัน ทำให้ภาษีนำเข้ากุ้งไทยเป็น 0% และคาดแนวโน้มการส่งออกกุ้งในปี 2551 จะสูงขึ้น
ตลาดสหภาพยุโรป
- จากการที่ไทยได้รับสิทธิ GSP ทำให้การส่งออกกุ้งไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 108.39
- กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งที่นิยมมากกว่า เนื่องจากผู้บริโภคนิยมย่าง BBQ
- แนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น
- ไทยได้รับสิทธิ GSP แต่มีการกำหนดปริมาณการส่งออกต้องไม่เกิน 15% ของมูลค่าการนำเข้ากุ้งรวม
- ตลาดยุโรปเป็นตลาดที่ค่อนข้างเปิดกับสินค้าแปรรูป และให้ความสำคัญทางด้านคุณภาพมากกว่าราคา
แนวโน้มการส่งออกปี 2551
- มีการแข่งขันมากขึ้น โดยประเทศคู่แข่ง เช่น จีน เวียดนาม อเมริกาใต้ มีแนวโน้มจะผลิตกุ้งขาวมากขึ้น อาจส่งผลทางด้านราคา
- กุ้งกุลาดำยังเป็นที่ต้องการในตลาดระดับสูง ซึ่งได้ราคาดี หากไทยมีผลผลิตกุ้งกุลาดำส่งออกมากขึ้น ก็จะเป็นการแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำได้อีกทาง
- การกำหนดมาตรฐานสินค้าที่สูงขึ้น และการนำมาตรการ NTB ทางด้าน Food Safety มาใช้มากขึ้น
- มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะสูงขึ้นจากปี 2550 เล็กน้อย โดยกำหนดเป้าการส่งออกสินค้ากุ้งที่ 2,200 เหรียญฯ หรือเพิ่มขึ้น 1.4%
จากแนวโน้มหลายๆ ปัจจัย สามารถสรุปได้ว่า ประเทศไทยควรรักษาความเป็นผู้นำทางด้านการผลิตและส่งออกสินค้ากุ้งอันดับ 1 ของโลก โดยสินค้ากุ้งของไทยต้องมีภาพลักษณ์เหนือกว่าประเทศคู่แข่งขัน ทั้งทางด้านมาตรฐาน คุณภาพ และความหลากหลายของสินค้า รวมถึงภาคผู้ผลิตควรมีการวางแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อไม่ให้จำนวนกุ้งในตลาดมีมากเกินไป และจะส่งผลต่อวิกฤตราคากุ้งอีกครั้งหนึ่ง


สถานการณ์ตลาดกุ้งโลกปี 51 โดย ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช ที่ปรึกษาสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย
ตลาดส่งออกกุ้งของไทยไปยังตลาดประเทศต่างๆ ได้แก่
1. ประเทศสหรัฐฯ
ในปี 2551 เป็นปีที่ประเทศสหรัฐฯ มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้ความต้องการกุ้งอาจจะลดลงเล็กน้อย แต่จากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้อำนาจการซื้อลดลง และประชาชนทั่วไปต้องการลดค่าใช้จ่ายลง
ในขณะเดียวกันที่ประเทศคู่แข่งของไทย อย่างเช่นจีนมีการจัดงานกีฬาโอลิมปิค ทำให้ความต้องการใช้กุ้งในจีนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณส่งออกของจีนลดลง
2. ประเทศญี่ปุ่น
นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 กุ้งไทยเข้าญี่ปุ่นเสียภาษีลดลง ซึ่งจะเห็นผลเต็มที่ในปี 2551 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนและเวียดนามพบปัญหาสารตกค้าง ส่วนแบ่งในตลาดของกุ้งไทยไปญี่ปุ่นยังคงเท่ากับปี 2006 คือประมาณ 15.3% และคาดว่าในปี 2008 จะเพิ่มขึ้นเป็น 16% หรือคาดว่าประมาณ 50,000 ตัน
3. สหภาพยุโรป
คาดว่าในปี 2008 กุ้งไทยสามารถเข้าสู่สหภาพยุโรปได้ไม่น้อยกว่า 30,000 ตัน นอกจากนี้ตลาดสหภาพยุโรป มีความหลากหลายมากกว่าตลาดญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ทำให้การสร้างปริมาณการขายทำได้ยาก คือ ในการขายแต่ละครั้งลูกค้าจะสั่งสินค้าหลายอย่างรงมส่งมอบพร้อมกัน เพิ่มความยุ่งยากในการผลิตและงานเอกสาร
การเพิ่มยอดขายตลาดยุโรป ควรเน้นผู้ส่งออกที่มีความยืดหยุ่นสูง ถ้าเป็นรายใหญ่ต้องผลิตภัณฑ์หลากหลาย และมีระบบการจัดการเอกสารที่ดี
4. ตลาดใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่
รัสเซียเป็นตลาดใหม่ที่เด่นชัดมากที่สุดสำหรับกุ้งแช่เยือกแข็ง ในด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ ควรเน้นกุ้งแช่เย็น ส่งเข้าภัตตาคารในรัศมี 5 ชั่วโมงของการขนส่งทางอากาศ กุ้งประเภทนี้ไม่ผ่านโรงงานแปรรูป ทำให้ผลกำไรตกอยู่กับเกษตรกรมากกว่ากุ้งแปรรูป แต่ควรระวังการควบคุมคุณภาพและตรวจติดตามคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร เนื่องจากเป็นกุ้งสดต้องรีบขายทันที และส่งผลตรวจล่วงหน้า
ข้อได้เปรียบกุ้งไทย
1. คุณภาพขั้นพื้นฐาน : กุ้งไทยเป็นกุ้งที่เชื่อถือในตลาดโลก ไม่พบสารตกค้าง
2. ปริมาณมาก มีตลอดปี : ไทยได้เปรียบด้านภูมิอากาศ สามารถเลี้ยงกุ้งได้ทั้งปี
3. ความพร้อมของกระบวนการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ : มีระบบโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทย และมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผลิตพลาสติก พิมพ์ถุงบรรจุ
ข้อเสียเปรียบของกุ้งไทย
1. กระบวนการไม่ต่อเนื่อง: เพิ่มความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบย้อนกลับ
2. ต้นทุนโลจิสติกส์ (logistic) สูงกว่าที่ควร : ระยะทางขนส่งจากฟาร์มถึงโรงงานไกลกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ ทำให้กุ้งไทยมีค่าขนส่งสูง
3. เงินบาทแข็งตัว : ทำให้ต้นทุนสูง เมื่อแปลงเป็นสกุลผู้ซื้อ

เปรียบเทียบคู่แข่ง
1. จีน : เป็นประเทศเดียวที่เลี้ยงกุ้งได้มากกว่าไทย แต่มีการบริโภคภายในประเทศสูง และในปี 2008 จีนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก คาดว่าปริมาณส่งออกกุ้งจากจีนจะลดลง
2. อินโดนีเซีย : มีความได้เปรียบที่รัฐบาลสนับสนุน โดยที่ไม่ต้องเสียภาษี AD ในสหรัฐฯ และได้สิทธิ์ GSP เต้มรูปแบบในสหภาพยุโรป
3. เวียดนาม : เริ่มหันมาเลี้ยงกุ้งขาวมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมผลิตปลาสวาย ที่มีผลผลอยได้เป็นปลาป่นสำหรับผลิตกุ้งปีละเกือบ 200,000 ตัน
4. อินเดีย : ยังคงเลี้ยงกุ้งกุลาดำต่อไป ด้านปริมาณจะไม่เพิ่มขึ้นและยังเสียเปรียบไทยในด้านภาษี AD
5. อเมริกาใต้ : ส่วนใหญ่ทำธุรกิจครบวงจร ผู้ผลิตเป็นรายใหญ่น้อยราย ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วนเท่าไทย แต่มีความได้เปรียบด้านคุณภาพ และระบบตรวจรับรอง
แนวทางแข่งขันและความเป็นไปได้
1. ลดต้นทุนการผลิต พลังงาน, อาหารกุ้ง
2. เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียอัตราแลกเนื้อ, อัตรารอด
3. ลดต้นทุนโลจิสติกส์
4. สร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ สายพันธุ์, การเลี้ยง, การแปรรูป
5. สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ความต้องการของลูกค้า
6. ขยายตลาด ทั้งตลาดใหม่และเก่า เพื่อเพิ่มปริมาณและความหลากหลาย

สถานการณ์กุ้งโลกและการเพิ่มศักยภาพธุรกิจกุ้งไทย
โดย คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย


สถานการณ์การผลิตกุ้งของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปี 2550 คาดว่ามีผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 2.10 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ร้อยละ 9.5)
สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตกุ้งทั่วโลกมากขึ้น เนื่องจากหันมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เลี้ยงง่าย ให้ผลผลิตจำนวนมาก
สำหรับการผลิตกุ้งไทย มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ในปี 2549 ต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2550 ซึ่งมีผลผลิตมากกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงร้อยละ 25 เพราะมีการลงกุ้งเต็มที่ ที่อัตรา 100-150 ตัว/ตร.ม. ที่ทำให้ต้องมีการทยอยจับบางส่วนออก (Partial)
จะเห็นได้ว่าสาเหตุวิกฤตราคากุ้งตกต่ำของไทยปีนี้ เกิดจากปริมาณผลผลิตกุ้งทั่วโลกที่มีออกมามาก อีกส่วนหนึ่งเกิดจากผลผลิต 3 เดือนแรกมีมาก โดยกุ้งที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นกุ้งไซส์เล็ก ทำให้ราคาตกมาก เช่น กุ้งขนาด 100 ตัว/กก. เหลือกิโลกรัมละ 55 บาท เป็นต้น
ปัจจัยที่มีผลต่ออุตสาหกรรมกุ้งปี 2551 โดยเฉพาะในด้านการผลิต คือ ราคาวัตถุดิบ ถั่วเหลือง แป้งสาลี ทั่วโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์จะแพงขึ้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ทำให้ราคาอาหารมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 10-20 เป็นอย่างน้อย รวมถึงต้นทุนค่าพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า และค่าแรงงาน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ดังนั้นในปี 2551 ควรยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง คือ
1. เลี้ยงกุ้งอย่าให้เสียหาย เลี้ยงในฤดูกาลที่เหมาะสม ไม่ควรฝืนเลี้ยง และปล่อยในความหนาแน่นที่เหมาะ
2. เลี้ยงกุ้งไซส์ใหญ่ ซึ่งทำให้กุ้งลงน้อยลง

ความเค็มน้ำมีผลอย่างไรกับกุ้งขาว โดย ผศ.ดร.บุญรัตน์ ประทุมชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา

ความเค็มมีผลต่อกุ้งขาวทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะความเค็มที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อความเข้มข้นของแร่ธาตุในน้ำ โดยที่กุ้งขาวที่เลี้ยงในน้ำความเค็ม 25 พีพีที จะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด มีอัตราแลกเนื้อที่ต่ำที่สุด และความแตกต่างของขนาดต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากในน้ำความเค็ม 25 พีพีที มีค่าออสโมลาลิตี้ (osmolarity) ใกล้เคียงกับในตัวกุ้ง เนื่องจากกุ้งขาวมีค่าไอโซออสโมติก พอยต์ (isoosmotic point : IOP) เท่ากับน้ำความเค็ม 24.7 พีพีที

ค่าไอโซออสโมติก พอยต์ จะเป็นตัวบอกถึงสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง และที่ความเค็ม 25 พีพีที ทำให้กุ้งขาวที่เลี้ยงในความเค็มนี้ไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และกุ้งที่เลี้ยงที่ความเค็ม 25 พีพีที จะมีความถี่ในการลอกคราบต่ำกว่า ฉะนั้นการลอกคราบในความเค็มที่สูงหรือต่ำกว่านี้ ไม่ได้ทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตมากขึ้น


จากการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของแร่ธาตุทั้ง 9 ชนิด ที่เกิดขึ้นในเปลือก ตับ และเลือดของกุ้งขาวที่เลี้ยงความเค็มต่างๆ พบว่า ความเค็มที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งคือ 20-30 พีพีที สอดคล้องกับค่าไอโซออสโมติก พอยต์
ปริมาณแร่ธาตุในเลือดกุ้งขาวกับกุ้งกลาดำ พบว่าในกุ้งขาวพบปริมาณของ แมกนีเซียม (Mg), ซัลเฟอร์ (s) และ แมงกานีส (Mn) ต่ำกว่า ขณะที่ ฟอสฟอรัส(P), คอปเปอร์ (Cu) ในเลือดกุ้งขาวสูงกว่ากุ้งกุลาดำ
การเสริมฟอสฟอรัส (P) และ คอปเปอร์ (Cu) ในอาหารกุ้งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในขณะที่การเติมแมกนีเซียม (Mg), ซัลเฟอร์ (S) และ แมงกานีส (Mn) เป็นสิ่งที่ควรระวัง

การแสดงภาวะ hyperregulation สำหรับ โซเดียม (Na), โพแทสเซียม (K), แคลเซียม (Ca) และ ฟอสฟอรัส (P) ที่ทุกระดับความเค็มนั้นเป็นการชี้ให้เห็นว่ากุ้งขาวต้องการปริมาณแร่ธาตุนี้ค่อนข้างสูง เพื่อใช้ในกิจกรรมการดำรงชีวิตเมื่อเทียบกับปริมาณที่พบในน้ำ ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งในน้ำความเค็มต่ำ จะมีปัญหาในการขาด โซเดียม (Na), โพแทสเซียม (K) และ แคลเซียม (Ca) ส่วน โพแทสเซียม (K) ที่ความเค็มสูงกว่า 40 พีพีทีนั้น โพแทสเซียม (K) สูงเกินความต้องการ และ P นั้นกุ้งได้มาจากการกินอาหารเป็นส่วนใหญ่
ส่วน คลอไรด์ (Cl) และ ซัลเฟอร์ (S) มีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกับค่าออสโมลาริตี้ กล่าวคือ ระดับความเค็มน้ำที่ 23 พีพีที เป็นระดับที่มีความสมดุลของแร่ธาตุ 2 ชนิดในร่างกายของกุ้ง หากความเค็มเพิ่มขึ้นจะขับออกจากร่างกาย

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพในการขายกุ้ง
โดย คุณพรพันธุ์ ยุทธรักษานุกูล นายกสมาคมการค้าปัจจัยผลิตสัตว์น้ำ

ปัจจุบันนี้ต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งต่างๆ เช่น อาหารกุ้ง พลังงาน รวมถึงปัจจัยการผลิตต่างๆ และค่าขนส่ง ที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายๆ คนคิดว่าราคากุ้งต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในการเพิ่มประสิทธิภาพของฟาร์มกุ้ง ควรปฏิบัติดังนี้
1. ความเข้าใจเรื่องต้นทุน
- ลดต้นทุน ตัวแปรที่สำคัญ คือ ค่าอาหารกุ้งและค่าพลังงาน
- ประสิทธิภาพของต้นทุน ได้แก่ พลังงาน ลูกกุ้ง
- การวิเคราะห์ราคากุ้งและต้นทุนการเลี้ยงอย่างจริงจัง เพื่อวางแผนผลิตและทำกำไร
2. ความเข้าใจเรื่องระบบการผลิตฟาร์มกุ้ง
- เทคนิคการเลี้ยงของฟาร์ม ผลผลิตในปี 2550 อยู่ในระดับสูง แต่มีแนวโน้มลดลง
- ระบบมาตรฐานฟาร์ม ฟาร์มที่เข้าระบบซีโอซี (CoC) ต้องลงทุนสูงขึ้น เป็นการเพิ่มต้นทุน
- ระบบน้ำในฟาร์ม ยังไม่มีการวางระบบชลประทานในฟาร์ม
3. ความเข้าใจเรื่องการใช้ปัจจัยการผลิตของฟาร์มกุ้ง
- การปรับปรุงคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งหนาแน่นสูง
- ระบบป้องกันโรค
- การวิจัยและพัฒนาการใช้อาหารเสริมเพิ่มผลผลิต
- ไม่ใช้ยาต้านจุลชีพ ใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทน เช่น โบรไบโอติก พรีไบโอติก
4. ความเข้าใจเรื่องศักยภาพในการขายกุ้ง เดิมฟาร์มเป็นภาคการผลิต ต้องมีความรู้เรื่องการตลาด 4P
- ผลิตภัณฑ์ (Product) กุ้งต้องสด สะอาด ปลอดสาร ระบบผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- ราคา (Price) ขายถูกเพื่อได้ส่วนแบ่งทางตลาด หรือขายสินค้าพิเศษเพื่อทำกำไรสูง
- ขายใคร ที่ไหน (Place) แต่ละประเทศมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน เช่น ACC, Eurepgap
- โปรโมชั่น (Promotion) ขายราคาพิเศษและหมดเวลาที่กำหนด ทำการเปลี่ยนโปรโมชั่น
- และสิ่งสำคัญกว่านั้นคือ People การพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วนกำลังถดถอย แต่เรามีศักยภาพการผลิตกุ้งเป็นอันดับ 1
สรุปความเกี่ยวข้องคุณภาพน้ำระหว่างผลิตกับการเลี้ยงกุ้งขาวแบบพัฒนา
" ระดับออกซิเจน ควรเป็น 5.0 พีพีเอ็ม
" ระดับความรุนแรงเมื่อออกซิเจนต่ำลง
" 0-1.0 พีพีเอ็ม กุ้งตายอย่างรวดเร็ว
" 1.0-1.5 พีพีเอ็ม กุ้งทยอยตาย หากอยู่ในสภาพนี้นานๆ
" 1.7-3.0 พีพีเอ็ม อัตราแลกเนื้อเพิ่มขึ้น เจริญเติบโตช้า ความต้านทานโรคต่ำ
ได้เปรียบเทียบข้อมูลจากฟาร์มและผลการเลี้ยงกุ้ง พบว่า
" ออกซิเจน 5.0 พีพีเอ็ม/แอมโมเนีย 0.1 พีพีเอ็ม = 50 กุ้งโตช้า
" ออกซิเจน 4.5 พีพีเอ็ม/แอมโมเนีย 0.2 พีพีเอ็ม = 22.5 กุ้งโตได้
" ออกซิเจน 4.0 พีพีเอ็ม/แอมโมเนีย 0.4 พีพีเอ็ม = 10 อัตราแลกเนื้อ (FCR) เพิ่มขึ้น
" ออกซิเจน 3.0 พีพีเอ็ม/แอมโมเนีย 0.5 พีพีเอ็ม = 6 กุ้งไม่ค่อยโต

นี่คือข้อมูลโดยย่อจากงานกุ้งสุราษฏร์ในส่วนที่เน้นทางการตลาดและเน้นในส่วนความรู้ทางด้านแร่ธาตุ
แต่ในส่วนของเทคนิคการเลี้ยงกุ้งขาวจะแยกสรุปให้ต่อไปในเดือนมีนาคม
สรุป-เรียบเรียง-จัดรูปแบบโดย
ปัทมาภร เหล่าเกียรติโสภณ และ เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
(ฝ่ายวิชาการบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด)

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 26/02/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด