ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ความเค็มน้ำมีผลอย่างไรต่อกุ้งขาว ?
โดย ดร.บุญรัตน์ ปทุมชาติ

ความเค็มมีผลต่อกุ้งขาว (L. vannamei) ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะว่าความเค็มน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นส่งผลต่อความเข้มข้นของแร่ธาตุในน้ำ กุ้งขาวที่เลี้ยงในน้ำความเค็ม 25 ppt มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด มีอัตราการแลกเนื้อต่ำที่สุด ความแตกต่างของขนาด (แตก sizeต่ำ) ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยประกอบหลายประการ ในน้ำความเค็ม 25 ppt มีค่าออสโมลาลิตี้ (Osmolality)ใกล้เคียงกับในตัวกุ้ง กุ้งขาวมีค่าไอโซออสโมติก พอยต์ (Isoosmotic point :IOP) เท่ากับน้ำความเค็ม 24.7 ppt จึงทำให้กุ้งขาวที่เลี้ยงในน้ำความเค็มนี้ไม่จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยและพลังงานหรือสารอาหาร
ที่ได้รับมาจากอาหารที่ให้ได้นำไปใช้ในการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ แตกต่างจากกุ้งที่เลี้ยงในความเค็มน้ำที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าเพราะในระดับความเค็มน้ำที่สูงหรือต่ำเกินไปนั้น กุ้งต้องนำพลังงานและสารอาหารที่ได้จากการกินอาหารมาใช้ในการปรับตัวเป็นส่วนใหญ่ จึงเหลือไว้เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตจึงมีน้อยลงไป


Isoosmotic point : IOP จะเป็นตัวช่วยบอกถึงสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง กุ้งบางชนิดจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีในความเค็มน้ำที่สูงกว่าค่า IOP เช่น กุ้ง Farfantepenaeus brasiliensis, Metapenaeus japonicus, Penaeus esculentus และบางชนิดมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีเมื่ออยู่ในความเค็มน้ำที่ต่ำกว่า IOP เช่น Farfantepenaeus aztecus, Litopenaeus setiferus กุ้งที่เลี้ยงที่ความเค็มน้ำ 25 ppt มีความถี่ในการลอกคราบที่ต่ำกว่า ฉะนั้นการลอกคราบที่ถี่มากขึ้นที่ความเค็มสูงหรือต่ำกว่านี้ จึงไม่ได้ทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตมากขึ้น กุ้งที่เลี้ยงในน้ำความเค็มต่ำหรือสูงมักมีปัญหาที่เกิดกับการลอกคราบซึ่งสาเหตุมาจากการที่น้ำมีการแพร่เข้า- ออกจากร่างกายอย่างไม่ปกติ ซึ่งกุ้งเมื่อจะเข้าสู่ระยะก่อนลอกคราบกุ้งจะทำการดึงน้ำเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ร่างกายขยายตัว และลอกออกจากคราบเดิมและเมื่อลอกคราบเสร็จแล้วกุ้งจะมีการดูดแร่ธาตุกลับเข้าสู่ร่างกายโดยเฉพาะแคลเซียมเพื่อทำให้เปลือกแข็ง แต่ที่ความเค็มน้ำต่ำ แร่ธาตุมีไม่เพียงพอให้กุ้งสะสมและนำไปใช้สร้างเปลือกอย่างเพียงพอ ประกอบกับน้ำจากภายนอกก็ยังมีการแพร่เข้าสู่ตัวกุ้งตลอดเวลา ดังนั้นในบางครั้งเราอาจสังเกตเห็นกุ้งตายขณะที่เปลือกยังนิ่มอยู่เพราะไม่มีปริมาณแร่ธาตุพียงพอให้สร้างเปลือก และที่ความเค็มน้ำสูงน้ำมีการแพร่ออกจากร่างกายของกุ้งตลอดเวลา ในขณะที่กุ้งอยู่ในระยะก่อนลอกคราบนั้นกุ้งต้องทำการดึงน้ำเข้าสู่ร่างกายเพื่อทำให้เปลือกเดิมมีการขยายตัวเพื่อช่วยในการลอกคราบ แต่ในสภาวะที่ความเค็มน้ำสูงกุ้งสูญเสียน้ำตลอดเวลาจนในบางครั้งเราจะสังเกตเห็นว่ามีกุ้งตายคาคราบหรือว่าลอกคราบไม่ออก

ระดับความเค็มที่เหมาะสมและจุดวิกฤติสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวโดยพิจารณาจากสรีระเคมีของกุ้ง
จากการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของแร่ธาตุทั้ง 9 ชนิด ที่เกิดขึ้นในเปลือก ตับ และเลือดของกุ้งขาวที่เลี้ยงที่ระดับความเค็มต่าง ๆ สามารถพอประเมินได้ว่าความเค็มน้ำที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งคือ 20-30 ppt สอดคล้องกับค่า IOP ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่ามีปริมาณแร่ธาตุมากพอต่อสรีระร่างกายของกุ้ง อย่างไรก็ตามยังขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของกุ้งที่เลี้ยง ปริมาณแพลงก์ตอน และคุณสมบัติของน้ำของแต่ละสถานที่ ส่วนความเค็มที่ต่ำกว่า 10 ppt นั้นถือว่าเป็นจุดที่กุ้งเผชิญกับกับการขาดแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งมีความจำเป็นต้องพิจารณาในการเสริม และจะมีวิกฤติมากขึ้นเมื่อความเค็มต่ำกว่า 5 ppt ในทำนองเดียวกันกุ้งเผชิญกับการได้รับปริมาณแร่ธาตุที่มากเกินไป (Mg, S) เมื่อเลี้ยงในน้ำเค็มสูงกว่า 40 ppt ส่วน Mn, Cu และ P ที่ไม่มีผลแต่อย่างใดต่อสรีระเคมีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความเค็ม


โซเดียม โปตัสเซียม และคลอไรด์ (Na, K และ Cl)
Na และ Cl ในพลาสมากุ้งขาวนับว่าเป็นองค์ประกอบหลักถึง 91% ในเลือดกุ้งชนิดนี้ ซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ Na และ Cl มีผลมากต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าออสโมลาลิตี้ รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงของ Cl ในเลือดและน้ำภายนอกยังมีลักษณะที่เหมือนกันกับการเปลี่ยนแปลงของออสโมลาลิตี้ ซึ่ง Na นับว่าเป็นแร่ธาตุที่พบในความเข้มข้นสูงที่สุดในทุกระดับความเค็มน้ำ การที่พบปริมาณ Na ในเลือดสูงกว่าที่พบในน้ำทุกระดับความเค็มนั้น ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของ Na ต่อสรีระของกุ้งขาวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำความเค็มที่ต่ำ จากการทดลองชี้ให้เห็นว่ากุ้งขาวสามารถปรับสภาพร่างกายในการยอมรับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณ Na จากน้ำภายนอกได้ดีช่วงความเค็ม 15-40 ppt เมื่อความเค็มสูงกว่านี้มีแนวโน้มพยายามควบคุมปริมาณ Na ในเลือดให้ลดลง ขณะที่หากความเค็มต่ำกว่า 15 ppt กุ้งจะพยายามรักษาระดับ Na ในเลือดให้คงที่ประมาณ 9400-10,300 mg/l
ส่วนระดับ Cl พบว่ากุ้งขาวควบคุมความเข้มข้นให้สูงกว่าน้ำภายนอกเมื่อความเค็มน้ำต่ำกว่า 23 ppt ในน้ำความเค็มที่ต่ำมากส่งผลให้ระดับ Cl มีความแตกต่างมากขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการขาดแคลนมากขึ้น ควรมีการเสริม Cl ในระบบน้ำเพื่อชดเชยที่ขาดหายไป ในทางตรงกันข้าม หากความเค็มน้ำสูงกว่า 23 ppt กุ้งจะขับ Cl ออกจากร่างกายเพื่อให้มีความเข้มข้นต่ำกว่าในน้ำภายนอก แต่ก็ยังปรับตัวได้ดีอยู่ช่วงความเค็ม 25-35 ppt ขณะที่ความเค็มสูงกว่านี้กุ้งต้องมีการปรับตัวสูงมากขึ้นในการควบคุมระดับ Cl ให้คงที่ กล่าวคือหากทำการเลี้ยงกุ้งขาวที่ความเค็มสูงกว่า 23-35 ppt ไม่น่าก่อให้เกิดปัญหามากนัก แต่ถ้าสูงกว่านี้ น่าจะมีความจำเป็นที่ต้องเจือจางน้ำด้วยน้ำจืดหรือน้ำความเค็มต่ำ
กุ้งพยายามควบคุมระดับ K ให้คงที่ เมื่อความเค็มน้ำสูงกว่า 30 ppt และต่ำกว่า 20 ppt และมีการปรับตัวต่อการเพิ่มของ K จากน้ำภายนอกได้ดีที่ช่วงความเค็ม 10-25 ppt แต่เมื่อความเค็มต่ำกว่า 10 ppt แล้วกุ้งพยายามรักษาระดับให้คงที่ประมาณ 400 mg/l ชี้ให้เห็นว่าการลดลงของความเค็มน้ำต่ำกว่า 15 ppt น่าจะเป็นปัจจัยจำกัด (limiting factor) ของกุ้งขาว กล่าวคือควรมีการเสริม K ลงในน้ำให้ชดเชยในส่วนที่ขาดหายไปจากน้ำ ในทางตรงกันข้ามควรต้องเจือจางน้ำด้วยน้ำจืดหรือน้ำความเค็มต่ำหากความเค็มสูงกว่า 40 ppt อย่างไรก็ตามต้องระมัดระวังเรื่องสัดส่วนของแร่ธาตุแต่ละชนิดด้วย เมื่อมีการเสริม K และ Na ที่ความเค็มต่ำ หรือการเจือจาง เพราะอาจจะทำให้สัดส่วนของแร่ธาตุเสียสมดุลไป

แคลเซียม ฟอสฟอรัส และ คอปเปอร์ (Ca, P และ Cu)
Ca, P และ Cu ในเลือดมีค่าสูงกว่าในน้ำ ทุกระดับความเค็มน้ำ โดยความเข้มข้น Ca และ P ในเลือดกุ้งขาวจะมีค่าค่อนข้างคงที่ กล่าวได้ว่าความเค็มน้ำไม่มีอิทธิพลต่อระดับ Ca และP ในเลือด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่กุ้งจะขาดแร่ธาตุเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Ca ในน้ำความเค็มต่ำ ถึงแม้ว่ากุ้งสามารถใช้ Ca จากอาหารได้อีกทางหนึ่งก็ตาม ส่วนแหล่งของ P นั้นกุ้งจะนำมาจากอาหารเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงความเค็มจึงไม่ส่งผลแต่อย่างใดต่อความเข้มข้นของ P ในเลือด หรืออีกทางหนึ่ง กุ้งจะพยายามรักษาระดับของ Ca และ P ให้คงที่ในระบบเลือด หากมีมากเกินไปจะพยายามขับออกนอกร่างกายไปเก็บไว้ในอวัยวะจำเพาะหรือเร่งนำไปใช้ในการสร้างเปลือก ดังนั้นปริมาณ Ca และ P ที่พบในเลือดจึงมีปริมาณไม่สูงนักและพบอยู่ในช่วง 660 mg/l,170 mg/l ตามลำดับ
ความเค็มน้ำต่ำส่งผลให้ความเข้มข้นของ Cu ในเลือดกุ้งขาวมีค่ามากกว่าที่ระดับความเค็มสูงกว่า 30 ppt เนื่องจากกุ้งใช้พลังงานมากขึ้นในการควบคุมสมดุลเกลือแร่ จึงจำเป็นที่ต้องนำ Cu เข้าสู่ระบบเลือดเพื่อไปใช้ในขบวนการหายใจซึ่งสัมพันธ์กับการจับออกซิเจน จึงยังคงมีค่าสูงถึงแม้ว่าจะถูกเจือจางจากน้ำภายนอกก็ตาม เพราะสัตว์โดยทั่วไปแล้วจะมีอัตราการหายใจสูงขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะจะต้องปรับสมดุลภายในร่างกาย ซึ่งต้องใช้พลังงานมาก ชี้ให้เห็นว่ากุ้งชนิดนี้น่าจะมีการใช้พลังงานสูงเมื่อเผชิญระดับความเค็มต่ำมากกว่าความเค็มสูง

แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ แมงกานิส (Mg, S และ Mn)
กุ้งชนิดนี้มีระดับ Mg ในเลือดต่ำกว่าน้ำภายนอกตั้งแต่ความเค็ม 10 ppt เป็นต้นไป ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกราม กุ้งขาวมีการรักษาระดับ Mg และ S ได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง กล่าวคือเมื่อความเค็มสูงขึ้นกว่า 20 และ 25 ppt ขึ้นไป กุ้งสามารถปรับระดับ Mg และ S ในเลือดไม่ให้สูงขึ้นมากเกิน อาจจะเป็นการชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ในน้ำมีความเข้มข้น Mg และ S สูง กุ้งสามารถปรับให้สูงได้ แต่มีความเข้มข้นต่ำกว่าสภาพแวดล้อมเสมอ ในทางตรงกันข้าม เมื่อกุ้งเผชิญความเค็มต่ำกว่า 20 ppt จนถึง 10 ppt กุ้งจะตอบสนองด้วยการสะสม Mg และ S ในเลือดอย่างรวดเร็ว มากกว่าปกติถึง 1.75 เท่า และ 0.57 เท่า ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับที่ระดับความเค็ม 25 ppt อธิบายได้ว่า กุ้งพยายามควบคุม Mg และ S ในเลือดให้ได้ในสภาวะที่ขาดในน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Mg นับว่าเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อขบวนการสร้างเปลือกตลอดวงจรการลอกคราบ และพบว่ามีค่าลดลงอีกครั้งเมื่อความเค็มต่ำกว่า 10 ppt เนื่องจากมีการเจือจางจากน้ำภายนอก ส่วนความเข้มข้นของ Mn ในเลือดกุ้งขาวมีความเข้มข้นที่ต่ำมาก
โดยสรุปแล้ว การแสดงสภาวะ hyperregulation สำหรับ Na, K, Ca และ P ที่ทุกระดับความเค็มนั้น เป็นการชี้ให้เห็นว่ากุ้งขาวมีความต้องการปริมาณแร่ธาตุนี้ค่อนข้างสูงเพื่อใช้ในกิจกรรมการดำรงชีวิตเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณที่พบในน้ำ ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งในน้ำความเค็มยิ่งต่ำลง น่าจะมีปัญหามากขึ้นในการขาด Na, K และ Ca ส่วน K ที่ความเค็มสูงกว่า 40 ppt นั้น K สูงเกินความต้องการ และ P นั้นกุ้งน่าจะได้มาจากการกินอาหารเป็นส่วนใหญ่ การนำ P จากน้ำมาใช้มีความเป็นไปได้ยาก อีกทั้งมีปริมาณต่ำมาก ส่วน Cl และ S มีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกับค่าออสโมลาลิตี้ กล่าวคือระดับความเค็มน้ำที่ 23 ppt เป็นระดับที่มีความมีความสมดุลของแร่ธาตุ 2 ชนิดนี้ในร่างกายกุ้งชนิดนี้ หากความเค็มเพิ่มขึ้นจะขับออกจากร่างกาย และเมื่อความเค็มต่ำกว่านี้กุ้งจะรักษาระดับให้สูงกว่าน้ำภายนอก และอาจจะต้องนำมาพิจารณาการเสริมแร่ธาตุชนิดนี้ที่ระดับความเค็มต่ำกว่า 23 ppt ขณะที่กุ้งพยายามลดระดับ Mg ในเลือดให้ต่ำลงกว่าน้ำภายนอกที่ช่วงความเค็มจาก 10-50 ppt และจะมีค่าสูงเมื่อน้ำภายนอกมีความเค็มต่ำกว่า 10 ppt ชี้ให้เห็นว่า Mg ไม่น่าเป็นปัจจัยจำกัดเมื่อเลี้ยงกุ้งขาวในความเค็มสูงกว่า 10 ppt แต่อย่างใด แต่การเพิ่มการสะสมอย่างรวดเร็วเมื่อกุ้งเผชิญกับสภาวะความเค็มต่ำกว่า 20 ppt นั้น น่าจะสะท้อนว่ากุ้งต้องการ Mg มากขึ้นเพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ถึงแม้ว่ามีความเข้มข้นต่ำกว่าน้ำภายนอกก็ตาม ส่วน Mn ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นปัจจัยจำกัดมากนัก ซึ่งคาดว่ากุ้งน่าจะนำ Mn จากอาหารมาใช้มากกว่า Mn ในน้ำ เนื่องจากในน้ำมีปริมาณต่ำมากเมื่อความเค็มต่ำกว่า 30 ppt และการที่ในน้ำทะเลมีค่าเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ส่งผลต่อกุ้งชนิดนี้

เปรียบเทียบปริมารแร่ธาตุในเลือดเปรียบเทียบระหว่างกุ้งขาวกับกุ้งกุลาดำ
เมื่อเปรียบเทียบปริมาณแร่ธาตุในเลือดกุ้งขาวกับกุ้งกุลาดำ พบว่าในเลือดกุ้งขาวพบปริมาณของ Mg, S และ Mn ต่ำกว่า ขณะที่ P, Cu ในเลือดกุ้งขาวจะสูงกว่ากุ้งกุลาดำเช่นกัน เป็นการชี้ให้เห็นว่าความต้องการของ P และ Cu ของกุ้งขาวต้องการมากกว่ากุ้งกุลาดำมาก ขณะที่ต้องการในปริมาณ Mg, S และ Mn ที่ต่ำกว่า การเสริม P และ Cu ในอาหารกุ้งเป็นสิ่งที่ควรไม่น่ามองข้ามไป ขณะที่การเติม Mg, S และ Mn เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

ตารางเปรียบเทียบปริมารแร่ธาตุในเลือดเปรียบเทียบระหว่างกุ้งขาวกับกุ้งกุลาดำที่ความเค็มน้ำ 25-30 ppt
แร่ธาตุ (mg/l) กุ้งขาว กุ้งกุลาดำ
Na ขาว7,500 -ดำ8,000 พีพีเอ็ม
Cl ขาว10,500 -ดำ10,000 พีพีเอ็ม
Ca ขาว610 -ดำ600 พีพีเอ็ม
Mg ขาว250 -ดำ360 พีพีเอ็ม
K ขาว390 -ดำ400 พีพีเอ็ม
P ขาว150 -ดำ15 พีพีเอ็ม
S ขาว280 -ดำ500 พีพีเอ็ม
Mn ขาว0.2 -ดำ5 พีพีเอ็ม
Cu ขาว270 -ดำ190 พีพีเอ็ม
จัดรูปแบบโดย
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
(ฝ่ายวิชาการบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด)

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 5/03/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด