ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สรุปข้อมูลสำคัญจากงาน มหกรรมกุ้งไทย (24 มีนาคม 2551)
จัด ณ.โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์

เนื่องด้วยการจัดงานมหกรรมกุ้งไทยปี 2551 จัดใกล้เคียงกับงานวันกุ้งตรังทำให้ทีมงานวิชาการของไทยยูเนี่ยนฯต้องกระจายส่วนไปทั้งสองงาน ซึ่งคุณเอกอนันต์ ยุวเบญจพลต้องไปงานกุ้งตรังและงานสัมมนาในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ดังนั้นตัวข้าพเจ้า(ปัทมาภร เหล่าเกียรติโสภณ)จึงต้องเป็นตัวแทนบริษัทฯไปร่วมงานมหกรรมกุ้งไทยในครั้งนี้
ซึ่งหน้าที่อย่างหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบคือการเข้าฟังข้อมูลในการสัมมนา แล้วนำข้อมูลนั้นมาสรุปเฉพาะประเด็นสำคัญแล้วนำเสนอขึ้นเวบไซต์และนำเสนอต่อทีมงานขายของบริษัทฯ

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ กรมประมงได้ร่วมมือกับ 4 สมาคมผู้เลี้ยงกุ้ง ได้แก่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, การค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำไทย, อาหารแช่เยือกแข็งไทย และ ภาคการแปรรูปและการส่งออก จัดงานมหกรรมกุ้งไทย 2551 เป็นครั้งแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมแสดงการดำเนินงานในอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนการผลิตเป็นสินค้าเพื่อการบริโภคอย่างครบวงจร งานนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เลี้ยงกุ้ง ให้รู้ถึงทิศทางการเติบโตในอุตสาหกรรมกุ้ง ซึ่งตลอด 20 ปี ไทยเป็นผู้นำของโลกทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการส่งออก สร้างรายได้และมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 80,000 ล้านบาท/ปี

อุตสาหกรรมกุ้ง : นัยยะต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ
โดย คุณวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออก โดยเฉพาะเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาที่ผ่านมาของกุ้งไทย คือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD-anti dumping) ของอเมริกา ซึ่งประเทศไทยได้ฟ้องเรื่องนี้กับทางองค์การการค้าโลก (WTO) ผลปรากฏว่าไทยชนะ แต่ทางอเมริกาก็ยังไม่ยอมจ่ายค่า CB (continuous bond) ที่ประเทศไทยได้วางมัดจำไว้ นอกเหนือจากที่ต้องเสียภาษีสูงกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นภาระที่ต้องเผชิญหน้าต่อไป ซึ่งไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปอเมริกาสูงถึง 50% รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 18% และ สหภาพยุโรป 10% ตามลำดับ
ปัญหาหลักที่เราต้องเจอคือ กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้พยายามเจรจากับทางสหภาพยุโรป จากเดิมเคยนำเข้าได้เพียง 2% แต่ปัจจุบันเป็น 6% หรือแม้แต่กับประเทศญี่ปุ่น ที่ได้มี JTEPA ทำให้ไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าอีกต่อไป และที่สำคัญคือ กฎหมายแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงต้องเข้าใจกฏหมายในแต่ละประเทศด้วย
สำหรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ คือ ต้องการผลักดันให้มีปริมาณการส่งออกสูงขึ้นอีก 15% โดยการส่งเสริมให้รักษาตลาดเก่า และเพิ่มตลาดใหม่ เนื่องจากประเทศไทยส่งออกกุ้งมีมูลค่าสูงกว่า 80,000 ล้านบาท นอกจากนี้ประเทศไทยจำเป็นจะต้องผลิตอาหารแปรรูป (value added) แทนที่จะส่งกุ้งสดออกไปขาย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มากขึ้น และคาดว่าแนวโน้มความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยเป็นไปตามเป้า

ทางรอดกุ้งไทย : กลยุทธ์กระจายสกุลเงินรายรับ โดย
1. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย
2. คุณทัศนีย์ สุทธภักดี ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านส่งเสริมการตลาด กรมส่งเสริมการส่งออก
3. ดร.อดิศรพร้อมเทพ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม
4. คุณศิริลักษณ์ สุวรรณรังษี อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
5. คุณระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี สหรัฐอเมริกา

ประเทศไทยเริ่มเข้ามาในธุรกิจการส่งออกกุ้งครั้งแรกเมื่อปี 2528 ครั้งแรกส่งออกไปไต้หวัน โดยที่ไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิต แต่ซื้อมาจากที่อื่นแล้วนำมาแปรรูปส่งเข้าไปต่างประเทศ ต่อมาในปี 2533 ไทยขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ในการส่งออกกุ้งของโลกและยังคงครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 จวบจนถึงทุกวันนี้
และเมื่อมองตลาดหลักทั้ง 3 แห่งที่ไทยมีส่วนแบ่งทางตลาด โดยในปี 2550 ไทยส่งกุ้งไปอเมริกาประมาณ 50%, ญี่ปุ่น 18% และสหภาพยุโรป 10% ซึ่งทั้ง 3 ตลาดหลักมีสัดส่วนเกือบ 80% ซึ่งในทางการตลาดหากตลาดหลักใดเกิดภาวะวิกฤตจะส่งผลกับการส่งออกของไทย ทำให้ต้องพยายามหาตลาดอื่นเพิ่มเติม
ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่รู้จักกันทั่วโลกและเป็นผู้ผลิตอาหารอันดับที่ 13 ของโลก โดยที่ไทยแพ้ในส่วนของปศุสัตว์และนม แต่ถ้าเป็นสินค้าอื่น เช่น ข้าวและทูน่ากระป๋องอันดับ 1, ไก่อันดับ 5 หรือผลไม้กระป๋องอันดับที่ 40 (ยกเว้นสับปะรดกระป๋องที่เป็นอันดับ 1)
ประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 1 ของโลกคือ อเมริกา ประมาณ 8-9% รองลงมาคือ ฝรั่งเศส ประมาณ 7-8%, เนเธอร์แลนด์ 7%, เยอรมัน 6% ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนประมาณ 2-3% เท่านั้น
ตลาดใหม่ที่ไทยควรหันไปสนใจคือ แถบตะวันออกกลาง ได้แก่ ดูไบ, ซาอุดิอาระเบีย, จอร์แดน, คูเวต, อิรัก, อิหร่าน ฯลฯ เนื่องจากไม่สามารถปลูกพืชได้ ต้องนำเข้าอาหารเพียงอย่างเดียว และอีกตลาดที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้ และรัสเซีย ที่มีความต้องการอาหารสูงและเป็นประเทศที่ร่ำรวย มีอำนาจการซื้อสูง
สำหรับประเทศไทย ในปี 2549 มีปริมาณการส่งออกกุ้งสูงสุดถึงกว่า 470,000 ตัน ซึ่งในปีนั้นประเทศไทยสามารถผลิตได้ถึง 530,000 ตัน บริโภคภายในประเทศ 10% ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกไปยังต่างประเทศ ปัจจุบันการส่งออกกุ้งมีปัจจัยหลายๆ ปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่
1. ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขัน เช่น จีน, อินเดีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย
2. เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอเมริกาที่เป็นตัวแปรสำคัญ
3. AD ซึ่งตลาดอเมริกา เป็นตลาดที่ไทยส่งกุ้งมากกว่า 50% หรือแม้แต่การทบทวนครั้งล่าสุด ทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม เป็นต้น

ตลาดญี่ปุ่น
ถือเป็นตลาดความหวังอันดับที่ 1 ของไทย และที่ผ่านมาญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศไทยมานาน และปริมาณการนำเข้ากุ้งจากไทยตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณการนำเข้าดังนี้

ปี 2546 2547 2548 2549 2550
ปริมาณ (ตัน) 50,000 51,000 52,000 57,000 59,000

ซึ่งจากข้อมูลการนำเข้าของกุ้งไทยจะเห็นได้ว่ามีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและมูลค่า แต่ปัจจุบันนี้ตลาดญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดที่ต้องการสินค้าราคาถูก ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม, อินโดนีเซีย หรืออินเดีย ที่สามารถผลิตกุ้งได้ในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ปัจจุบันส่วนแบ่งทางตลาดกุ้งสดของไทยอยู่ในอันดับที่ 3 แต่กุ้งแปรรูปจากไทยยังคงอยู่ในลำดับต้นๆ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีประเทศอื่นๆ พยายามปรับปรุงคุณภาพให้เทียบเท่ากับกุ้งแปรรูปจากไทยก็ตาม แต่ข้อได้เปรียบของไทยคือ ประเทศญี่ปุ่นมั่นใจในมาตรฐานและคุณภาพของกุ้งจากไทย ถึงแม้ว่าจะเคยพบปัญหาของกรดออกโซลินิก (oxolinic acid) ในปี 2534 และก็ได้รับการแก้ไข แต่เมื่อเทียบกับประเทศจีน, อินโดนีเซีย หรืออินเดีย ที่พบปัญหาของคลอแรมเฟนิคอล (chloramphenical) และไนโตรฟูราน (nitrofurans)
นอกจากนี้ค่าเงินของไทยและญี่ปุ่นไม่ได้แตกต่างกันมาก ไม่เหมือนค่าเงินของอเมริกา ที่มีการแปรปรวนอย่างมาก และผลประโยชน์จาก JTEPA ทำให้ไทยได้ลดภาษีลง และเป็น 0 เมื่อนำเข้ากุ้ง
ปัจจุบันสินค้าอาหารจากจีนถูกนำเข้าลดลง เนื่องจากเกี๊ยวซ่าที่นำเข้าจากประเทศจีนมีการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงเมธามิโดฟอส (methamidophos) ทำให้ญี่ปุ่นหันมานำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า ผลกระทบของเกี๊ยวซ่าจากจีนส่งผลต่ออาหารสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็งจากจีนถูกนำเข้าลดลง 20% และตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ต้องการทราบประวัติความเป็นมา ดังนั้นถ้าไทยสามารถให้ข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับได้ เราก็สามารถรักษาฐานส่วนแบ่งในตลาดของญี่ปุ่นได้เช่นกัน รวมถึงต้องรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าให้ดี

ตลาดสหภาพยุโรป
ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 27 ประเทศ และในปี 2550 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปนำเข้ากุ้งขาวจากบราซิลและเอกวาดอร์เกือบ 70,000 ตัน นอกจากนี้เป็นประเทศที่มีสกุลเงินยูโรแข็งรวมถึงเป็นประเทศที่มีความร่ำรวย ทำให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีการบริโภคกุ้งมากขึ้น
ในปี 2545-2546 พบปัญหาสารตกค้างในกุ้งไทย ส่งผลต่อการนำเข้าลดลงกว่าครึ่ง และในปี 2550 ที่ผ่านมาประเทศไทยส่งกุ้งขาวเข้าประมาณ 15,000 ตัน แต่มูลค่าไม่ได้เท่าเดิมเมื่อเทียบกับกุ้งกุลาดำในสมัยก่อน เนื่องจากราคากุ้งที่ไม่เท่ากัน ทำให้ไทยต้องส่งเข้ากุ้งขาวมากขึ้นเพื่อให้มูลค่ามากขึ้นเท่าเดิม
ปัญหาใหญ่ของสหภาพยุโรปคือ เนื่องจากมีประเทศสมาชิกถึง 27 ประเทศและมีภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงบางประเทศไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ และการบริโภคของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคากุ้งที่นำเข้ามีแนวโน้มลดลงจากทุกประเทศ แต่ในขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบที่ผลิตอาหาร และราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น

ตลาดอเมริกา
เป็นตลาดที่ไทยส่งกุ้งออกไปมากที่สุด แต่ปัญหาที่สำคัญของตลาดอเมริกาคือ ความแกว่งตัวของเงินดอลล่าร์ ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา
ข้อได้เปรียบของไทยคือ ผลผลิตกุ้งของไทยเป็นกุ้งที่ได้จากการเลี้ยงมากกว่าการจับจากทะเล แม้ว่าราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องรับภาระค่าน้ำมัน เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขันอื่นที่ต้องออกไปจับกุ้งจากทะเล
ปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดของอเมริกา ไทยมีส่วนแบ่ง 34%, อินโดนีเซีย 11%, เอกวาดอร์ 11% และจีน 9% แต่ปัญหาหลักของจีนคือเรื่องของ food safety ทำให้ยอดสั่งซื้อจากจีนลดลงกว่า 30% ดังนั้นไทยต้องฉวยโอกาสนี้ แต่คู่แข่งที่สำคัญของไทยคือเวียดนามที่มีส่วนแบ่งทางตลาดประมาณ 7% พยายามปรับปรุงคุณภาพเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งมากขึ้น
ความต้องการกุ้งในตลาดอเมริกา สามารถแบ่งออกได้เป็น กุ้งไม่ปอกเปลือก 42%, กุ้งปอกเปลือกมากกว่า 30% , กุ้งแปรรูปและกุ้งชุบขนมปัง ประมาณ 5-10% นอกจากนี้แนวโน้มการบริโภคกุ้งไม่ปอกเปลือกในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นอีก 10-15%
นอกจากนี้อเมริกาสามารถผลิตกุ้งได้ เช่น ในรัฐเท็กซัสหรือหลุยส์เซียน่า และส่งออกกุ้งไปแคนาดา ประมาณ 36%, เม็กซิโกประมาณ 18-20% รวมถึงจีนและไทยที่มีส่วนแบ่งประมาณ 5-10% และความต้องการบริโภคกุ้งของอเมริกาสูงถึง 635,000 ตัน/ปี เป็นการนำเข้าจากประเทศต่างๆ มากถึง 90% ที่เหลือประมาณ 10% เป็นกุ้งที่ผลิตภายในประเทศ

จากเขียงหมู หันสู่บ่อกุ้ง : ทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค โดย
1. คุณนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง/ประธานกรรมการการบริหารสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์
2. คุณลดาวัลย์ คำภา ผอ.สำนักงานวางแผนทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
3. คุณสุรัตน์ ธวัชสานนท์ นักวิชาการสหกรณ์ สำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
4. คุณเมธา เชียรศิลป์ ผู้บริหารทีม ระดับ 10 กองธุรกิจสินเชื่อปศุสัตว์และประมง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
5. คุณภิญโญ เกียรติภิญโญ ประธานชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย จำกัด

จากข้อมูลปี 2549 ประเทศไทยสามารถผลิตกุ้งได้ 530,000 ตัน โดยส่งออก 480,000 ตันและบริโภคภายในประเทศ 50,000 ตัน ภาครวมของเศรษฐกิจในปี 2551 มีแนวโน้มจะดีกว่าปี 2550 ผู้บริโภคมีอำนาจในการซื้อ และต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ และผู้บริโภคใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้คุณภาพอาหารเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะตลาดประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมาก ดังนั้นทางเลือกอย่างหนึ่งคือ การผลิตกุ้งอินทรีย์ หรือกุ้งชีวภาพ อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ และอีกเหตุผลที่ราคากุ้งมีแนวโน้มต่ำลง เนื่องจากไทยผลิตกุ้งไซส์เดียวกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ จึงต้องทำไซส์ที่แตกต่างออกไป เพื่อให้เรามีจุดเด่นกว่าประเทศอื่น
การที่สินค้ากุ้งไทยจะมีอำนาจต่อรองได้ เกษตรกรไทยต้องรวมตัวกันและสร้างความเข้มแข็งโดยการก่อตั้งเป็นสหกรณ์หรือสมาคม ปัจจุบันเกษตรกรรวมตัวเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้ง 7-8 สหกรณ์
ปัจจุบันธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้ให้สินเชื่อสำหรับผู้เลี้ยงกุ้ง 5,000 ล้านบาท และมีการค้างชำระประมาณ 10% เนื่องจากเกษตรกรไม่มีความรู้ทางการตลาด ทำให้เมื่อเกษตรกรลงกุ้งไปแล้ว ไม่มีตลาดสำหรับการกระจายสินค้า แต่ปัจจุบันทางธกส. ตั้งเป้าว่าจะให้สินเชื่อ และความรู้ด้านเทคนิคการเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมบ่อ เตรียมน้ำ ฯลฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ให้ความรู้ รวมถึงร่วมหาตลาด โดยการก่อตั้งเป็นสหกรณ์ เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับผู้ซื้อได้
สำหรับการรวมกลุ่มของสหกรณ์ เป้าหมายเพื่อการทำตลาด และทางสหกรณ์ต้องการที่จะทำคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง (contract farming) เพราะต้องการให้ได้ราคากุ้งดี เหมาะสม รวมถึงควรมีการผลักดันให้มีการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

สรุปและเรียบเรียงโดย ปัทมาภรณ์ เหล่าเกียรติ์โสภณ (ทีมวิชาการ บ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด)
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 26/03/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

 

ป็น