ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ปรับปรุงดิน กับ สร้างห่วงโซ่อาหาร
ช่วยประหยัดต้นทุน ได้อย่างไร ที่นี่มีคำตอบ!!



โดยดร.สุริยา สาสนรักกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชนบท

ในการสัมมนางานวันกุ้งจันท์ตะวันออกแฟร์ ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ ที่ผ่านมา มีการบรรยายที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากท่าน ดร.สุริยา สาสนรักกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชนบท ที่พูดถึงความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมประมง และ GTZ ในการวิจัยเรื่องการปรับปรุงดิน และการสร้างห่วงโซ่อาหารสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ผมจึงขอนำมาสรุปให้เป็นแนวทางให้กับพี่น้องเกษตรกรได้รับทราบกัน
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกุ้งบนพื้นที่เดิมอย่างยั่งยืน ได้ทั้งขนาดและผลผลิตสูงในระยะเวลาที่พอเหมาะ และลดความเสี่ยงในการเลี้ยงกุ้ง โดยมุ่งเน้นไปที่ดินพื้นบ่อ เพราะมีการตั้งสมมติฐานก่อนหน้านี้ว่า หากดินสมบูรณ์ การเลี้ยงกุ้งก็น่าจะดีและยั่งยืนได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถ้าไม่นับรวมสภาพแวดล้อมแล้ว กุ้งต้องการสิ่งจำเป็น 2 อย่างคือ อาหาร และออกซิเจน
สำหรับอาหาร ส่วนใหญ่เกษตรกรจะมุ่งเน้นไปที่อาหารสำเร็จรูป ซึ่งหากใช้แต่อาหารชนิดนี้อย่างเดียว ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุน เพราะฉะนั้น โครงการจึงมุ่งเป้าไปที่สัตว์หน้าดินในห่วงโซ่อาหารระหว่างการเลี้ยง รวมไปถึงการเตรียมบ่อ โดยเฉพาะในส่วนของเลนพื้นบ่อ ที่ส่วนใหญ่มักจะถูกทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เลนมีประโยชน์มากหากมีการบริหารจัดการดีๆ ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ในเลนมีสารอินทรีย์อยู่ 2.67% ที่เหลือเป็นดินเหนียว ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีในการดูดซับธาตุอาหาร เพราะฉะนั้น การฉีดเลนหรือเอาเลนทิ้ง จึงเป็นการกำจัดดินเหนียวทิ้งเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่น่าจะเกิดประโยชน์ใดๆ กับการเลี้ยงกุ้ง

ผลวิเคราะห์สมบัติเคมีของเลนในบ่อกุ้ง
pH 7.86
EC 2.74 ms/cm.
OM 2.67 %
NH4+- N 13.3 ppm
NO3_- N 4.9 ppm
Total N 0.32 %

ส่วนสารอินทรีย์นั้น จะมีผลต่อการเลี้ยงกุ้ง โดยทำให้เกิดห่วงโซ่อาหาร กุ้งเจริญเติบโตได้ดี ทำสีน้ำได้ง่าย สีน้ำมีสีเข้ม และสีน้ำล้มบ่อย แต่หากลงกุ้งแน่น กุ้งอาจตายระหว่างอายุ 50 - 60 วัน และการปรับปรุงดินก็จะไม่มีประโยชน์อะไร ขณะที่การเลี้ยงกุ้งแบบบาง จะทำให้ออกซิเจนมีมากพอ เมื่อเวลาสีน้ำล้ม ก็จะสามารถฟื้นสีน้ำได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยง และยังสามารถนำสารอินทรีย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า อินทรีย์สารสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในการเลี้ยงกุ้งได้ โดยแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการอินทรีย์สารน่าจะเป็น 2 แนวทางคือ ต้องทราบปริมาณอินทรีย์สารที่สะสมอยู่ในบ่อว่ามีปริมาณเท่าใด จึงจะเหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งทะเล และต้องปรับปรุงดินให้อินทรีย์สารถูกย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ จนกลายเป็นอาหารและปุ๋ย และให้ดินมีออกซิเจนมากพอ เพื่อให้กุ้งนำไปใช้ประโยชน์ อันจะทำให้ลดต้นทุนในเรื่องของอาหารเม็ดลงไป และทำให้กุ้งเจริญเติบโตดี

ขั้นตอนการเตรียมบ่อดินโดยวิธี วว.
มี 4 กระบวนการ ประกอบด้วย
1. กระบวนการปรับปรุงดิน
2. กระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุ
3. กระบวนการชะล้างสารพิษ
4. กระบวนการทำห่วงโซ่อาหาร


การตากดิน
เพื่อทำลายพาหะ และเชื้อโรค และลดความชื้นของผิวดิน ทำให้จุลินทรีย์มีประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ได้สูง นอกจากนั้น ยังสะดวกต่อการเก็บรวบรวม และกำจัดของเสียที่อยู่บนพื้นบ่อ ซึ่งในการทดลองจะเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่กองเลน จำนวน 2 จุดๆ ละ 1 ตารางเมตร และนอกพื้นที่กองเลน จำนวน 2 จุดๆ ละ 1 ตารางเมตร เพื่อนำไปตรวจสอบวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ในการหาค่า pH (ความเป็นกรดเป็นด่าง) ค่าอินทรียวัตถุ (Organic matter) ค่าความต้องการปูนหรือปริมาณปูนที่ต้องใช้ (Lime Requirement) ปริมาณฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ (Avail.P) และแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม โปรแตสเซียม แมงกานีส ทองแดง เหล็ก สังกะสี และซัลเฟต ซึ่งสามารถคำนวณหาปริมาณค่าต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้
1.ปริมาณอินทรียวัตถุที่มีอยู่ในบ่อ = 1,038 กก./ไร่
2.ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด = 208 กก.N/ ไร่
3.ปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ = 5.2 กก.N/ ไร่ หรือคิดเป็นปริมาณโปรตีน = 32.5 กก./ ไร่

การไถพรวนดิน
เพื่อพลิกดินให้ขึ้นมาสัมผัสกับอากาศ และเปลี่ยนสารพิษที่สะสมในดินให้อยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง นอกจากนั้น ยังเป็นการเร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้กลายเป็นอาหารกุ้ง และปุ๋ย โดยอาจใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 เพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่อยู่ในดิน และเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์กลุ่มต้องการออกซิเจน

การใส่ปุ๋ยอาหารแพลงก์ตอน
เพื่อเป็นแหล่งอาหารของแพลงก์ตอนพืช-สัตว์ และลูกกุ้ง สร้างระบบห่วงโซ่อาหาร ซี่งสามารถทำได้โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ปลาเป็ด หรือปลาชนิดอื่นๆ โดยนำมาต้มกับลำ แล้วนำมาผสมปุ๋ยอินทรีย์ แล้วนำไปตาก (จากการทดลองพบว่าใช้ปุ๋ยสูตร 8-4-2 หรือ 16-4-2 จะเหมาะสมที่สุด) ที่สำคัญยังเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนให้กับกุ้งได้อีกด้วย
เพราะฉะนั้น จากการทดลองจึงสามารถสรุปได้ในเบื้องตนว่า การเลี้ยงกุ้งให้ประสบผลสำเร็จ ต้องเลี้ยงกุ้งแบบบาง หรือปล่อยกุ้งในอัตราที่เหมาะสมที่สอดคล้องกับผลผลิตเบื้องต้นของบ่อ ได้พันธุ์กุ้งที่มีคุณภาพดี และต้องมีการปรับปรุงดิน เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อาหาร เพื่อประหยัดต้นทุนในการเลี้ยง รวมทั้งควบคุมการให้อาหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 10/04/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

 

ป็น