ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เลี้ยงกุ้งยังไงในบ่อดินเปรี้ยว/อัลคาไลน์สูง

หลังจากเราได้ไปเยี่ยมเยียนฟาร์มของลุงวรณ์แล้ว พี่เล็กก็พาต่อไปยังฟาร์มของ อ.ประยูร ชาตะกูล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบ่อทอง ที่หันเหมาเลี้ยงปลา ก่อนที่จะมาเอาดีทางเลี้ยงกุ้ง และยังนับเป็นบุคคลกลุ่มแรกๆ ของ จ.จันทบุรี ที่บุกเบิกการเลี้ยงกุ้งขาวในจังหวัด ที่สำคัญเขามีเทคนิคการเลี้ยง 2 น้ำ คือใช้น้ำรีไซเคิลผสมน้ำบาดาลเลี้ยงกุ้งได้อย่างไม่มีปัญหาในสภาพที่ค่าอัลคาไลน์สูง และมีเทคนิคการลดดินเปรี้ยวที่น่าสนใจ แถมตั้งแต่เลี้ยงมา ยังไม่เคยมีกุ้งตายยกบ่อเลยแม้สักครั้ง
บนพื้นที่กว่า 130 ไร่ อ.ประยูร เริ่มเล่าให้ฟังว่า ก้าวแรกของชีวิตเกษตรกร เริ่มก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ โดยเริ่มต้นเลี้ยงปลานิล ปลายี่สก ปลาตะเพียน มาตั้งแต่ปี 2531 แต่เมื่อไม่มีตลาดรับซื้อในภาคตะวันออก จึงต้องซื้อรถหกล้อเพื่อนำไปขายเองที่สะพานปลา ในกรุงเทพฯ ซึ่งช่วงแรกก็ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี แต่ด้วยปัญหาหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการขนส่ง ทำให้หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี จึงได้มารู้จักแพปลาที่ จ.สมุทรปราการ ทำให้ไม่ต้องขนส่งปลาเอง มีหน้าที่เพียงเลี้ยงแล้วจับ โดยที่แพจะมารับถึงที่ แต่ก็ด้วยปัญหาในการเลี้ยง ทำให้ไม่นานจึงหันมาเลี้ยงปลาสลิดแทน เพราะเลี้ยงไม่ยาก แต่ก็ประสบปัญหาอีกในเรื่องของการจับ ภัยธรรมชาติ และปลาอื่นหลุดเข้ามากิน

วิธีแก้ดินเปรี้ยว
อ.ประยูร เล่าต่อไปว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่น้ำจืด แต่เป็นทะเลเก่า ดินและน้ำแถวนี้จึงมีแร่ไพไรท์เยอะมาก ทำให้ดินเปรี้ยว ซึ่งไม่เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ด้วยความที่อยากเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นทุนเดิม จึงทำการศึกษาหาความรู้ในเรื่องของดิน น้ำ แร่ธาตุ มาตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุราชการในปี 2543
โดยเริ่มแรกสังเกตว่า เมื่อสูบน้ำที่แดงจนน้ำตาลเข้ามาในบ่อไม่ว่าจะทำอย่างไรน้ำก็ไม่หายขุ่น จนกระทั่งหญ้าขึ้นปกคลุมเรื่อยๆ จึงสังเกตเห็นว่า ตรงไหนที่มีหญ้าปกคลุม น้ำก็ยังคงขุ่นอยู่ แต่หากตรงไหนเป็นที่ว่าง น้ำก็จะใส จึงเอาดินไปให้หมอดินตรวจ ผลออกมาว่าแร่ไพไรท์มาก ซึ่งไม่น่าจะแก้ไขได้ ต่อมาจึงได้ไปศึกษาเพิ่มเติมจนพบว่าแร่ชนิดนี้ จะทำปฏิกิริยากับแสง ยิ่งแสงมากยิ่งทำปฏิกิริยามาก เพราะฉะนั้น ตรงไหนที่มีหญ้าขึ้นมาก ตรงนั้นน้ำจึงใส เพราะแร่ไม่สามารถทำปฏิกิริยากับแสงได้
จากนั้น หลังจากจับปลาหมด จึงทดลองสูบน้ำเข้าให้พอแฉะ รอจนหญ้าต่างๆ ที่ฝังอยู่ใต้ดินเริ่มขึ้นจนคลุมน้ำ แล้วค่อยปล่อยน้ำเข้าบ่อจนได้ระดับที่ต้องการ น้ำก็สามารถใช้ได้ โดยค่า Ph อยู่ที่ประมาณ 5 กว่าๆ ซึ่งสามารถปล่อยปลาได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องทยอยสูบน้ำเข้ามาตลอดเวลา แล้วเอาปลามาปล่อยเฉพาะส่วนที่สูบน้ำเข้ามา จากนั้นปลาก็จะปรับสภาพจนอยู่ได้ตามปกติ ขณะเดียวกัน ปลาก็จะทำให้น้ำขุ่น ทำให้แสงแดดไม่อาจทำปฏิกิริยากับแร่ไพไรท์ได้
สำหรับสาเหตุที่ไม่ใส่ปูนขาว เพราะปูนขาวจะแตกตัวที่ค่า Ph 4.5 ขึ้นไป แต่ค่าน้ำที่สูบเข้ามี ค่า Ph เพียง 3 - 3.5 เท่านั้น ซึ่งด้วยสภาพดินที่เป็นกรด Ph ต่ำ ดินก็จะแข็ง ไม่เปื่อยยุ่ย จุลินทรีย์ ไนเตรทไม่ทำงาน ไม่สามารถย่อยสลายสิ่งใดได้ แพลงก์ตอนก็จะไม่เกิด น้ำก็จะใสอยู่ตลอด
"แนวทางการแก้ดินเปรี้ยว ต้องมีต้นทุนน้ำที่ดีก่อน จากนั้น ก็ใช้วิธีแก้ตามสูตรของแต่ละคน แล้วพยายามคิดว่า ถ้าแก้ไม่ได้ ก็เลี้ยงไม่ได้"


เริ่มเป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้งเต็มตัว
สำหรับการเลี้ยงกุ้ง อ.ประยูร เล่าว่า เดิมทีมีความสนใจเรื่องกุ้งอยู่แล้ว จึงเริ่มต้นค้นคว้าศึกษา ถามจากคนที่เคยเลี้ยง รวมถึงไปดูการเลี้ยงของฟาร์มจริง จนกระทั่งเมื่อราวปี 44 จึงเริ่มเลี้ยงกุ้งดำครั้งแรก (เลี้ยงปลาไปด้วยรอบบ่อกุ้ง และขณะนี้ก็ยังคงเลี้ยงอยู่) โดยขุดบ่อไว้ 4 บ่อ แล้วลองปล่อยกุ้ง 120,000 ตัวในพื้นที่ 2 ไร่ ซึ่งดินแถบบ่อกุ้งจะเป็นดินลูกรัง โดยช่วงแรกปูบ่อด้วยปูนมาน โดโลไมท์ ปูนขาว แล้วปรับค่า Ph เรียกว่า รู้มาอย่างไร ก็เลี้ยงไปอย่างนั้น แต่ยังคุมแพลงก์ตอนไม่เป็น เดินอาหารไม่เป็น พอเอาน้ำไปตรวจที่แล็ป ปรากฏว่ามีแพลงก์ตอนพืชมาก เลี้ยงไปได้แค่ 60 กว่าวัน แอมโมเนียไนไตรท์ก็เกิดตามมาอีก ทำให้น้ำเขียวมาก และเหนียวเป็นยาง จากสาหร่ายขนแมว ซึ่งใครเห็นก็บอกว่าต้องไม่รอดแน่ ซึ่งจากการถามผู้รู้ ก็ได้รับการแนะนำแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ให้เอาผ้าเขียวห่อฟางและทางมะพร้าวไปทิ้งไว้ในบ่อ ก็ปรากฏว่าน้ำดีขึ้น ซึ่งมารู้ทีหลังว่า การนำไปทิ้งแบบนี้จะทำให้เกิดไนโตรเจน แล้วมันก็จะไปสร้างแพลงก์ตอนสัตว์ให้ไปกินแพลงก์ตอนพืชน้ำจึงดีขึ้น จึงเลี้ยงได้ตามปกติ สรุปแล้วปรากฏว่าในครอปนี้ เหลือไซซ์ 45 ตัว แค่ 500 กว่ากิโลกรัม แต่ก็ไม่ถือว่าขาดทุน เพราะตอนนั้นกุ้งยังราคาดีอยู่
หลังจากนั้น ประมาณปี 46-47 เมื่อกุ้งขาวเข้ามา อ.ประยูร ก็นับได้ว่าเป็นคนกลุ่มแรกที่บุกเบิกเลี้ยงกุ้งในจังหวัด ตอนแรกเริ่มลงที่ 100,000 ตัวเพื่อมาลองเลี้ยง ซึ่งก็เลี้ยงแบบที่เคยเลี้ยงกุ้งดำ ซึ่งก็ผ่านได้ด้วยดี แต่ติดปัญหาที่เรื่องการขายในครอปแรก ทำให้ต้องร่วมกับคนที่บุกเบิกเลี้ยงมาด้วยกันจับแล้วเช่ารถตู้ไปขายที่สะพานปลา ยานนาวา ซึ่งขณะนั้น เขานึกว่าเป็นกุ้งแชบ๊วย ซึ่งแม้จะถูกกดราคาในไซซ์ 60 ตัวต่อกก.ขายได้ 175 บาท แต่ถ้าเทียบกับราคา ณ ขณะนี้ ก็ต้องถือว่าสูงทีเดียว

สูตรเด็ดพิชิตสนิม
สำหรับการเตรียมน้ำในช่วงแรก จะเอาน้ำประปา ผสมกับน้ำบาดาลในบ่อลึกถึง 45 เมตร เจาะทะลุชั้นหิน ทำให้น้ำมีสนิมมาก ไพไรท์มาก อัลคาไลน์สูง ความเค็มกว่า 30 ppt จากนั้นพักทิ้งไว้ 2 วัน แล้วใช้ปูนแคลเซียมไร่ละ 8 ถุง สาดให้ทั่ว ต่อมาวันที่ 4 จึงใช้สารส้ม 30 กก.ผูกท้ายเรือ ให้คนงานพายไปแกว่งรอบบ่อ แล้วทิ้งไว้ 1 คืน น้ำก็จะใส ซึ่งหลังจากวัดค่าต่างๆ ปรากฏว่า อัลคาไลน์เหลือ 3 หยด (ประมาณ 51-60) สนิมหมดไป ค่า Ph อยู่ที่ 7 ซึ่งก็สามารถเลี้ยงกุ้งได้ หลังจากนั้น จึงขุดบ่อบาดาลอีกบ่อ ลึก 18 เมตร เพราะเป็นระยะที่เหมาะสม ไม่ผ่านชั้นหิน และมีสนิมน้อย ซึ่งมีค่าความเค็มกว่า 30 แต่อัลคาไลน์สูงถึง 400-500 แล้วสูบน้ำจากบ่อบาดาลทั้ง 2 บ่อรวมกันไป ระยะทาง 400 เมตร เข้าสู่บ่อพักที่มีน้ำที่ผ่านการรีไซเคิลมาแล้ว
"ปัญหาในการเลี้ยงที่นี่ก็คือ อัลคาไลน์สูง (ขณะนี้เลี้ยงที่ค่าอัลคาไลน์เกือบ 300 ขณะที่การเลี้ยงปกติอัลคาไลน์จะอยู่ระหว่าง 120-150) ซึ่งนักวิชาการแนะนำว่าให้คุม ค่า Ph ให้ได้ ตอนเช้า 7.4-7.5 และตอนบ่ายอย่าให้เกิน 8 เพราะหากคุม Ph ค่าต่างๆ ในน้ำ ก็จะเหมาะกับการเลี้ยงกุ้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งในท้ายที่สุดก็สามารถเลี้ยงกุ้งได้ปกติ หลังจากเวลาผ่านไปเพียง 3 วัน"

ใช้ประโยชน์จากพาหะ
อ.ประยูร บอกต่อไปว่า หลังนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยง บางครั้งก็กำจัดพาหะโดยใช้ไอโอดีนเกล็ดครึ่ง กก.ต่อไร่ ตีน้ำให้เคล้ากัน ทิ้งไว้ 2 วัน แล้วเติมแร่ธาตุโปรตัสเซียม และฟอสเฟต ไร่ละ 5 กก. (หากสีน้ำดีอยู่แล้วหรือแร่ธาตุต่างๆ มีเพียงพอตามที่กำหนดก็จะไม่ใส่ เพื่อประหยัดต้นทุน) จากนั้นดูค่าต่างๆ ในน้ำว่าได้ตามที่ต้องการหรือไม่ (Ph ประมาณ 7.5 ขึ้นไปฮาร์ดเนท 1,500 ค่าแมกนีเซียม 300 ขึ้นไป ค่าแคลเซียม 300 ขึ้นไป) ถ้าไม่ได้ก็จะเติมให้ได้ปริมาณที่กำหนด จึงสามารถปล่อยลูกกุ้งได้
แต่อย่างไรก็ตาม หากในเวลาต่อมาพบพาหะจำพวกหอยเจดีย์หลงเหลืออยู่ ก็จะเลี้ยงไปตามปกติ เพราะสำหรับบ่อของ อ.ประยูร หอยจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากมีประโยชน์ในการช่วยกุ้งใช้อัลคาไลน์ (เลี้ยงอัลคาไลน์สูง) แถมยังช่วยลดขี้กุ้งอีกด้วย ส่วนกุ้งฝอย ที่เหลือรอดก็จะกลายเป็นอาหารกุ้งไปในตัว

เคล็ดลับที่ไม่ลับดูแลสุขภาพกุ้งอ.ประยูร แอบกระซิบบอกเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพกุ้ง และลดต้นทุนไว้ดังนี้คือ
-เมื่อเติมแร่ธาตุต่างๆ แล้ว ให้สังเกตจากตัวกุ้ง ถ้ากุ้งช็อค ตัวงอ ตัวตรง หรือหลังขุ่น แสดงว่าขาดแมกนีเซียม เราก็แก้โดยเติมแมกนีเซียมเข้าไปในช่วงเช้า และลงยิปซัมในช่วงบ่าย (ขาดน้อยใส่ 1 ถุง ขาดมากก็ใส่ 2-3 ถุง) หมายเหตุ - สามารถประหยัดต้นทุนได้โดยหลีกเลี่ยงการเติมแร่ธาตุที่มีเพียงพอแล้ว หรือแร่ธาตุไม่จำเป็น
-ในการยกยอ ถ้ากุ้งเข้ายอมาก แสดงว่ากุ้งเริ่มมีอาการไม่แข็งแรง แต่หากกุ้งติดยอน้อย แสดงว่ากุ้งแข็งแรง สามารถหนีได้ทัน นอกจากนั้น ยังสังเกตได้จากขี้กุ้งในยอ หากขี้กุ้งมีน้อย แสดงว่ากุ้งแข็งแรง แต่หากขี้กุ้งมาก กุ้งอาจมีอาการผิดปกติบางอย่าง อาจขาดออกซิเจน หรือแอมโมเนียไนไตรท์ในน้ำมากเกินไป
-วัดค่าต่างๆ ในน้ำทุกเช้า เพื่อดูความเปลี่ยนแปลง
-การเปลี่ยนเบอร์อาหาร หรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกี่ยวกับปัจจัยการผลิตที่ใช้ในกุ้ง จะดูที่ตัวกุ้งเป็นหลัก และดูปัจจัยแวดล้อมเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญการเปลี่ยนเบอร์อาหารเร็ว จะทำให้กุ้งส่วนใหญ่แตกไซซ์ เพราะถ้าเรายังใช้อาหารเบอร์เดิมอยู่ กุ้งตัวเล็กก็ยังสามารถกินได้อยู่
-ทุก 15 วัน จะใส่ไอโอดีนครั้ง เพื่อป้องกันตัวกุ้งเป็นแผล และถ้าน้ำไม่หนืดก็จะหยุดใส่ แต่ถ้าน้ำเริ่มหนืด 2-3 วัน ก็จะใส่จุลินทรีย์ (ใส่ทุก 2-3 วัน แต่จะใส่หรือไม่ก็ขึ้นกับความเหมาะสมของน้ำ) เพราะหากใส่มากเกิน อาจทำให้น้ำพลิกได้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องบังคับค่า Ph ไม่ให้เกิน 8 หากเกินสามารถแก้ได้หลายวิธี อาทิ ใส่น้ำตาลทราย เอาน้ำ Ph ต่ำใส่ ใส่แป้ง ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่และสูตรของแต่ละคน
-ปล่อยลูกกุ้งประมาณ 80,000 - 100,000 ตัวต่อไร่ เลี้ยงง่ายๆ แต่สิ่งที่จำเป็นคือ ต้องมีเครื่องวัดออกซิเจน วัดทุกวันไม่ให้ต่ำกว่า 5 หากได้ 5 แล้ว ก็จะตีน้ำประมาณ 2 ชม. จากนั้นก็จะไปตีอีกครั้งตอนช่วง 14.00-15.00 (ไม่พยายามตีน้ำในช่วงที่ไม่จำเป็น)
-หลังจากจับกุ้งแล้ว เอาน้ำที่สูบออกไปใส่ในบ่อพักน้ำ ซึ่งมีปลานิล เพื่อให้ปลาบำบัดน้ำอีกครั้ง ภายใน 7 วัน น้ำจะใส สามารถนำมาใช้เลี้ยงต่อได้ ซึ่งน้ำที่เก็บไว้จะมีความเค็ม 10 แล้วจะใช้น้ำระบบเวียนอย่างนี้ไปตลอด จนถึง 3 ครอป จึงล้างบ่อครั้ง
ครับ ความจริงเทคนิคแหล่มๆ ของ อ.ประยูร ยังมีอีกมาก ถ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่านอีกครั้ง ผมสัญญาว่าจะนำทริคอื่นๆ มานำเสนอให้กับพี่น้องเกษตรกรได้รับทราบอย่างแน่นอน แต่หากพี่น้องเกษตรกรท่านใดใจร้อน อยากถามปัญหาในเรื่องของแหล่งน้ำ ดินพื้นบ่อ ด้วยตัวเอง ก็สามารถสอบถามไปยัง อ.ประยูร ได้ที่เบอร์ 081-9495667
สุดท้ายนี้ ผมคงต้องขอขอบคุณพี่เล็ก จักรา เพชรเจริญ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดจันทบุรี ที่สละเวลาอันมีค่าพาทีมงานเยี่ยมชมฟาร์มต่างๆ รวมไปถึงพี่ๆ ทุกคนในสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ที่ให้การดูแลเอาใจใส่เราเป็นอย่างดี และให้ความอนุเคราะห์เราในหลายๆ เรื่อง จนทำให้เราได้รู้ว่า "ภาคตะวันออก ไม่ใช่มีดีแค่สถานทีท่องเที่ยว หรือเลี้ยงกุ้งเก่งเท่านั้น แต่คนที่นี่ มีดีที่น้ำใจด้วยครับ"
สรุปและเรียบเรียงโดย หนังสือพิมพ์กุ้งไทย ฉบับที่90
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 10/04/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

 

ป็น