ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สองมุมมองจากสองคนกุ้งเก่งแห่งสุราษฏร์ฯ

ต้องขอท้าวความ สืบเนื่องจากงานวันกุ้งไทยครั้งที่ 18 ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ "เรื่องเล็กๆน้อยๆสู่ความสำเร็จ" โดยผมจะต้องรวบรวมหรือหาข้อมูลที่น่าสนใจของคนเลี้ยงกุ้งขาวที่ประสบความสำเร็จของไทยแล้วนำมาบอกต่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาในงานได้ฟังได้รับรู้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมองหาฟาร์มกุ้งในสุราษฏร์ฯที่ใครต่อใครก็ชื่นชมว่าเลี้ยงกุ้งขาวได้ดีมาโดยตลอด ต้องขอบอกว่าคนเลี้ยงกุ้งในสุราษฏร์ต่างก็พูดถึงชื่อไทยทองดีฟาร์มและ พรสินฟาร์ม ว่าแล้วก็ไม่ต้องรอช้าผมจึงขออนุญาตเข้าไปขอข้อมูลจากทั้งสองฟาร์มทันที ซึ่งทั้งสองฟาร์มก็ให้ความกรุณาต่อพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะให้ข้อมูลทุกอย่างที่จะก่อเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยที่ได้รับรู้ข้อมูลนั้น ลองตามติดข้อมูลดูนะครับว่า ทำไม? อย่างไร? สองฟาร์มนี้จึงสามารถเลี้ยงกุ้งขาวคุณภาพได้ดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นไทยทองดีฟาร์มที่เลี้ยงกุ้งขาวตัวบิ๊ก หรือ พรสินฟาร์มที่เลี้ยงกุ้งทะเลมา29รุ่นแต่เสียหายด้วยโรคตัวแดงดวงขาวเพียง4บ่อเท่านั้นเอง พวกเราจึงขอนำสิ่งที่ได้จากการบอกเล่าและดึงประเด็นที่น่าสนใจจากสองฟาร์มนี้มาบอกต่อเพื่อเกิดประโยชน์ต่อคนเลี้ยงกุ้งไทย หากผู้อ่านได้มุมมองดีๆที่แตกต่างและได้ประโยชน์จริงผมต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับคุณปุ๊ แห่งไทยทองดีฟาร์ม และ เฮียจง จากพรสินฟาร์มด้วยครับ
พวกเรามาเริ่มต้นกันที่คุณสมเจตน์ สุขานนท์สวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม พี่ปุ๊หรือคุณปุ๊แห่งไทยทองดีฟาร์ม

ไทยทองดีฟาร์ม
เทคนิคในการเตรียมบ่อหลังจากจับกุ้ง
การเตรียมบ่อ หลังจากจับกุ้งแล้ว จะตากบ่อจนกว่าเลนจะยุบแห้ง และสีเลนดำเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือน้ำตาลหรือ แห้งสนิท เพื่อแสดงว่าไม่ให้มีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือแก๊สไข่เน่า (H2S)ในดิน
ถ้าถามพี่ปุ๊ว่าไม่เอาเลนออกเลยหรือ?คำตอบที่ได้รับคือ จะเลี้ยงกุ้งไป 2-3 รอบก่อนถึงจะเอาเลนออกสักครั้ง
ในการเตรียมดินเพื่อเลี้ยงกุ้งจะมีจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งคือก่อนที่จะเติมน้ำเข้ามา พื้นบ่อกุ้งต้องมีปริมาณไนโตรเจนไม่มากเพราะอาจต้องเลี้ยงกุ้งนานวันหากราคาไม่เอื้ออำนวย ถ้ามีไนโตรเจนตอนเริ่มต้นมากจะเลี้ยงกุ้งนานไม่ได้
หรือจุดตัดสินใจ คือการเช็คค่าแอมโมเนียของน้ำที่ขังอยู่บางจุดในบ่อตอนเตรียมบ่อ ถ้ามีปริมาณแอมโมเนียถึง10พีพีเอ็ม จะล้างบ่ออีกครั้ง หรือตากบ่อต่อ จนกว่าระดับแอมโมเนียมีน้อยลงหรือไม่มีเหลือเลยได้ยิ่งดี เนื่องจากเลี้ยงกุ้งมานานทางฟาร์มจะไม่ใส่ปูนตอนตากบ่อ แต่จะปรับโดยการใส่ปูนเมื่อเอาน้ำเข้าบ่อมาแล้วเท่านั้น
กรองน้ำอย่างดีก่อนเข้าบ่อ น้ำที่จะเข้าบ่อเลี้ยงคุณปุ๊จะกรองด้วยถุงกรองสามชั้นซึ่งจะใช้เวลาในการเติม 3-4 วันขึ้นกับขนาดบ่อ ที่ระดับความลึก 1.50-1.70 เมตร ความเค็มที่เลี้ยงกุ้งของที่นี่คือ 9-15 พีพีที การที่จะดูว่าน้ำที่เตรียมพร้อมที่จะลงกุ้งหรือไม่ ให้ดูที่สีน้ำในบ่อที่เตรียมนั้นเริ่มเป็นสีเขียว และ มีสัตว์หน้าดินเกิดขึ้น(อ้อ สำหรับเรื่องการติดตั้งเครื่องให้อากาศนั้น ทางฟาร์มมีทั้งใบพัดตีน้ำและแอร์เจ็ท ซึ่งจะจัดวางและติดตั้งตั้งแต่ตอนเตรียมบ่อเลย)
ไทยทองดีฟาร์มจะไม่มีการใช้ไตรคลอฟอนในการกำจัดพาหะหรือป้องกันโรค แต่จะใส่คลอรีนผงโดยจะใช้ตอนที่มีน้ำแฉะๆ นิดหน่อย ที่สำคัญบ่อต้องไม่มีการรั่วซึม เมื่อน้ำเข้าเต็มบ่อทิ้งไว้ 3-5 วันค่อยใส่จุลินทรีย์ ถ้าใส่ปริมาณจุลินทรีย์เหมาะสม ปริมาณออกซิเจนในน้ำตอนกลางวันจะได้ค่าประมาณ 7-8 พีพีเอ็มแสดงว่าน้ำค่อนข้างดี และทางฟาร์มมีเครื่องวัดออกซิเจนเอง ซึ่งระหว่างการเลี้ยงการวัดปริมาณออกซิเจนจะวัดตอน 20.00-23.00 น. ส่วนช่วงเวลาตี 4 ไม่ได้วัดแล้ว เพราะพบว่าปริมาณออกซิเจนไม่ค่อยเปลี่ยนมากนักระหว่าง สี่ทุ่มกับตอนเช้ามืด และ การวัดออกซิเจนนั้นจะทำการวัดสัปดาห์ 2 ครั้ง

คุณภาพน้ำที่ต้องการ
ค่าอัลคาไลน์ ไม่ต่ำกว่า 80-90 พีพีเอ็ม
แอมโมเนียในน้ำควร น้อยกว่า0.2 พีพีเอ็ม
ค่าพีเอช 7.8 (เช้า) 8.2 (บ่าย)
ส่วนค่าออกซิเจน หน้าผิวดินในบ่อต้องไม่น้อยกว่า3 พีพีเอ็ม
เทคนิคแปลกที่แตกต่างสำหรับคุณปุ๊ในการเลือกลูกกุ้ง

หลังจากเริ่มสูบน้ำ 4-5 วัน จะเริ่มสั่งจองลูกกุ้งและหลังจากนั้น 20 วันจะปล่อยกุ้ง ในการเลือกคุณภาพลูกกุ้ง คือ จะไปเยี่ยมฟาร์มเพาะที่รู้จักทุกปี เพราะแต่ละปีโรงเพาะฟักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว วิธีการดูคือการถือว่าไปพักผ่อนในตัวเช่น เมื่อไปดูลูกกุ้งที่โรงเพาะระยะพี 8-9 ของฟาร์มที่ภูเก็ตจากนั้นก็พักผ่อนหรือท่องเที่ยวในจังหวัดนั้นประมาณ 2 วัน เมื่อถึงวันกลับก็จะไปดูลูกกุ้งบ่อเดิมอีกครั้งหนึ่ง บ่อไหนที่มีการเจริญเติบโตที่ดีที่สุด แข็งแรงสุด ก็จะเลือกบ่อนั้นสำหรับในการปล่อยกุ้งชุดนั้น
วิธีการปล่อยกุ้งยังคงใช้ปล่อยแบบลอยถุง เพราะสามารถนับจำนวนได้ถูกต้อง และส่วนใหญ่ปล่อยช่วงประมาณ 16.00 น. แต่ก็อาจปล่อยช่วงเช้าก็ได้ ขึ้นกับความพร้อมของฟาร์ม
การให้อาหาร
ใช้อัตราส่วนเหมือนฟาร์มทั่วไปคือ ลูกกุ้งแสนละ 2 กิโลกรัม/วัน ให้อาหารวันละ 4 มื้อ เวลา 7.00, 11.00, 15.00 และ 19.00 น. และหลังจากนั้นเพิ่มวันละ 200 กรัม/วัน พอหลังจากนั้น 10 วัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 500 กรัม เช่น จากเดิมให้ 3 กิโลกรัม วันถัดมาจะเป็น 3.5 กิโลกรัม ในส่วนอาหารจะเป็นอาหารกุ้งขาวหรืออาหารกุ้งกุลาดำก็ได้ ขึ้นกับว่าคุณภาพอาหารในตอนนั้นตัวไหนถ้านิ่งกว่า
การเช็คยอ เริ่มวางยอครั้งแรกตอนอายุ 10 วัน และจะเช็คยอที่อายุ 18-20 วัน
" อายุกุ้ง 1 เดือน ใส่อาหารในยอ 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม/ยอ เช็คที่ 3 ชั่วโมง
" อายุกุ้ง 2 เดือน ใส่อาหารในยอ 2 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม/ยอ เช็คที่ 2.5 ชั่วโมง
" อายุกุ้ง 3 เดือน ใส่อาหารในยอ 3 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม/ยอ เช็คที่ 2 ชั่วโมง
ส่วนเรื่องเวลาในการเช็คยอ อาจปรับเปลี่ยนได้แล้วแต่สภาพของเม็ดอาหารว่าจะละลายเร็วหรือช้า
สิ่งที่แตกต่างจากฟาร์มอื่นคือ การที่จะดูว่าเม็ดอาหารเหมาะสมกับกุ้งหรือเปล่า ให้ดูว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเม็ดอาหารมีขนาดเท่ากับลูกตาของกุ้งหรือเปล่า นั่นหมายความว่าขนาดเม็ดอาหารที่ให้มีความเหมาะสมกับกุ้งในบ่อแล้วละ
ปิดเครื่องตีน้ำก่อนให้อาหาร 15 นาที และหลังจากนั้น 1.5 ชั่วโมง ถึงจะเปิดเครื่องตีน้ำครึ่งหนึ่ง เนื่องจากมีงานทดลองว่า หลังจากกุ้งกินอาหาร 1.5 ชั่วโมงจะต้องใช้ออกซิเจนมาก และการเปิดจะไม่เปิดพร้อมกัน เพราะค่าไฟจะสูง (จึงทยอยเปิดมากกว่า) ในช่วง 1 เดือนแรกจะเปิดเครื่องตีน้ำเพียง 2 ตัว
อัตราความหนาแน่น
ปล่อยที่ 100,000 ตัว/ไร่ จะเริ่มสุ่มแหที่อายุ 70-80 วัน ซึ่งเวลานั้นน่าจะได้กุ้งไซส์ประมาณ 60-70 ตัว/กก. ส่วนอายุกุ้ง 120 วันจะได้ขนาดประมาณ 50ตัวต่อกิโลกรัม
อายุกุ้ง150 วันจะได้กุ้งไซส์ 40 ตัวต่อกิโลกรัม , ที่ 180 วันจะได้กุ้งประมาณ 30 ตัวต่อกิโลกรัม และที่ 210วันก็จะได้กุ้งไซส์ 25-27 ตัวต่อกิโลกรัม
ซึ่งขนาดแต่ละช่วงอายุจะขยับขึ้นน้อย เนื่องจากทางฟาร์มไม่ได้มีการพาเชียล จะเลี้ยงครั้งเดียวจนจับไปเลย หรืออย่างรอบที่แล้ว เลี้ยง 180 วันได้ขนาด 32 ตัว/กก. โดยที่ไม่มีการถ่ายน้ำเลย
สารปรับสภาพน้ำหรือสารเคมีต่างๆ ที่ใช้
เดิมใช้แมกนีเซียมซัลเฟต แต่ปัจจุบันใช้แมกนีเซียมคลอไรด์ และมีการใช้โดโลไมท์ด้วย ส่วนวิตามินที่ใช้เป็นวิตามินรวม เพื่อช่วยลดความเครียดของกุ้ง
ปัจจุบันมีจำนวนบ่อทั้งหมด 19 บ่อ ซึ่งหัวใจของการทำฟาร์มกุ้งขาวคือ ต้องเน้นการเตรียมบ่อเป็นหลัก รู้ทันลูกกุ้ง และรู้ทันอาหารกุ้งที่ใช้

พรสินฟาร์ม
อีกหนึ่งฟาร์มเป้าหมายที่เลี้ยงกุ้งได้ดีมาโดยตลอด ซึ่งผู้ดูแลฟาร์มคือ เฮียจงของคนพี่ๆในชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฏร์ หรือ คุณอาจงของคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่เป็นตัวแทนบริษัทอาหารหรือปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำ ยืนยันความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้งคือ เลี้ยงกุ้งเกือบสามสิบรุ่นแต่มีกุ้งเสียหายด้วยโรคตัวแดงดวงขาวเพียงสี่บ่อเท่านั้น
ต้องบอกเลยว่าเมื่อได้เข้าไปที่ฟาร์มแห่งนี้สิ่งที่สัมผัสได้คือความสะอาด, ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของฟาร์ม อีกทั้งคนในฟาร์มนี้มีแต่รอยยิ้มและสีหน้าที่แสดงออกถึงความสุขจากภายในของคนในฟาร์มทุกคนไม่ว่าเป็นเจ้าของฟาร์มหรือพนักงานทุกคนในฟาร์ม ต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับเฮียจงที่ให้โอกาสพวกเราได้เข้าทะลุฟาร์มจนไปถึงตัวออฟฟิส ซึ่งพวกเรามาทราบภายหลังว่าหากเป็นช่วงเริ่มต้นการเลี้ยงของฟาร์ม จะไม่ให้เข้ามาในฟาร์มโดยตรงแต่จะให้รถในฟาร์มออกมารับและพาไปยังออฟฟิสเลย ปกติไม่อนุญาตให้รถจากภายนอกเข้าฟาร์ม เพราะกุ้งในบ่อโตได้ไซส์ขายแล้วจึงยอมให้เข้ามาได้ (ขอบคุณอีกครั้งครับ)
แจ้งให้ทราบพอสังเขป ทางฟาร์มแห่งนี้มีการดัดแปลงการขึงเชือก โดยมีการขึงเชือกแต่ความถี่ในการขึงจะน้อยกว่าแต่อาศัยการนำถึงบรรจุลูกกุ้งที่ใช้แล้วมากรีดเป็นเส้นแล้วนำไปผูกกับเชือกขึงกันนก ทำให้ป้องกันนกได้เช่นกันแต่ประหยัดกว่า (ดูจากภาพประกอบได้ครับ)
การเตรียมบ่อ
หลังจากจับกุ้งแล้ว เลนต่างๆ จะถูกนำไปเก็บไว้ที่บ่อตักเลน แต่เดิมในการเตรียมบ่อก่อนปล่อยกุ้งจะใส่ปูนหอย ประมาณ 2 ตัน/ไร่ ซึ่งปัจจุบันลดการใช้ปูนลง แต่ที่สำคัญก่อนปล่อยกุ้ง พีเอชน้ำในบ่อต้องมากกว่า 8.0 แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พีเอชน้ำในบ่อต่ำกว่า 7.7 จะลงปูน โดยส่วนมากพีเอชจะลดลงหลังจากการเดินอาหาร
ก่อนปล่อยกุ้งทางฟาร์มจะใช้สารกำจัดฆ่าพาหะและตามด้วยลงกากชาเพื่อฆ่าปลา เนื่องจากที่ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดที่มีคนเลี้ยงกุ้งกันมากและเป็นแหล่งที่มีการระบาดของโรคกุ้งอยู่เสมอ ดังนั้นอะไรที่มองว่าเสี่ยงก็ต้องป้องกันจุดนั้นโดยเฉพาะเรื่องของการกำจัดพาหะ
เมื่อไหร่ถึงจะเริ่มลงกุ้ง? ดูจากน้ำที่เราเตรียม เมื่อมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆเกิด เช่น หนอนแดง แสดงว่าพร้อมที่จะลงกุ้งได้แล้ว ไม่ได้ระบุหรือกำหนดวันแน่นอนว่าต้องใช้เวลากี่วัน
การปล่อยกุ้ง
ปัจจุบันทางฟาร์มมีพื้นที่การเลี้ยงกว่า 170 ไร่ และเป็นพื้นที่บ่อพักน้ำ 40 ไร่ โดยมีบ่อเลี้ยงทั้งหมด 11 บ่อ ทางฟาร์มไม่เน้นว่าจะเป็นการปล่อยเช้าหรือบ่าย แต่ถ้าปล่อยกุ้งตอนเช้าก็จะประมาณเวลา 7.00 น. ส่วนถ้าจะปล่อยบ่ายก็จะประมาณ17.00 น. ที่อัตราความหนาแน่นลูกกุ้ง 120,000 ตัว/ไร่ ลืมบอกไปว่าเฮียจงจะปล่อยกุ้งช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งสาเหตุที่ปล่อยพร้อมกันทั้งหมด เพราะหลังจากที่ปิดรอบการเลี้ยงไปแล้ว ทางเฮียจงจะไปพักผ่อนต่างประเทศหลังจากเครียดกับการเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 4 เดือน แต่ถ้าปล่อยกุ้งไม่พร้อมกัน ทางเฮียจงบอกว่าจะไม่สามารถไปเที่ยวหรือพักผ่อนที่ไหนได้ เพราะเป็นห่วงกุ้งในบ่อนั่นเอง (เวลามีกุ้งคนเลี้ยงและเจ้าของต้องอยู่ในบ่อเท่านั้นแบบนี้จึงจะได้เงินจากกุ้ง)
ทางฟาร์มนิยมที่จะใช้วิธีการปล่อยกุ้งแบบถุงมากกว่า เนื่องจากสามารถเช็คจำนวนได้แน่นอนกว่า และผลพลอยได้จากหลังการปล่อยกุ้ง ทางเฮียจงจะเอาถุงลูกกุ้งไปกรีดแล้วนำไปผูกกับเชือกสำหรับกันนก และผูกเป็นริ้วรอบๆ ฟาร์ม แต่ที่สำคัญกว่านั้นเราพบว่ามีหลายๆ ฟาร์มบริเวณใกล้เคียงก็ได้นำวิธีนี้ไปใช้ในบ่อเช่นกัน
ทุกปีจะเลี้ยงกุ้ง 2 รอบ และทางฟาร์มเพิ่งเคยทำพาเชียล 2 รอบ (ไซส์ที่พาเชียลคือ 70 ตัว/กก. โดยใช้เวลาการเลี้ยง 70 วัน) โดยที่ทีมคนจับไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรมาเลย ทางฟาร์มจะเป็นคนจัดไว้ให้ สาเหตุที่ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะว่า เคยทำพาเชียลไปแล้ว หลังจากนั้น 2 วันต้องรีบจับกุ้งฉุกเฉิน เพราะกุ้งที่เหลือในบ่ออ่อนแอ
เฮียจงมองการป้องกันคือสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันดังนั้นต่อไปถ้าต้องพาเชียล คนตีอวนและอุปกรณ์ในการพาเชียงจะต้องแช่ถังนั้นที่ได้ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อไอโอดีนแล้ว รวมทั้งทีมคนมาจับด้วยต้องแช่ในน้ำที่ผสมไอโอดีนด้วยเช่นกัน วิธีนี้ถ้าใครจะนำไปทำตาม เฮียจงก้อไม่ขัดข้อง
การให้อาหาร
ให้วันละ 5 มื้อ เวลา 7.00, 11.00, 15.00, 19.00 และ 23.00 น. (โดยในมื้อสุดท้ายเวลา 23.00 น. จะให้อาหารเพียง 60% ของรอบ 19.00 น.) จากการสังเกตกุ้งจะกินมากใน 3 มื้อแรกมากกว่า
การเช็คยอจะใช้หลัก 2กรัม/กิโลกรัมอาหาร/ยอ โดยปกติจะเช็คทุกๆ 2.5 ชั่วโมง แต่เมื่อกุ้งน้ำหนักได้ 12 กรัม จะเปลี่ยนมาเช็คที่ 2 ชั่วโมง
อุปกรณ์เสริมสำหรับยอคือ ฝากันฟุ้ง (อุปกรณ์ที่ทำขึ้นเพื่อไม่ให้อาหารในยอกระเด็นออกนอกยอขณะกำลังวาง(ดูจากรูป) เมื่อมั่นใจว่าอาหารอยู่ในยอแล้วก็จะดึงอุปกรณ์นี้ขึ้นมา)
และจะทำการสุ่มกุ้งครั้งแรกเมื่ออายุ 45 วัน และหลังจากนั้นจะสุ่มทุกๆ 7 วันจนกว่าจะจับ
การเดินอาหารจะไม่รีบเร่งในการเพิ่ม อาหาร แต่จะดูภาพรวมในการตัดสินใจ
จากประสบการณ์ที่เลี้ยงพบว่า กุ้งเมื่ออายุ 45 วัน ได้ไซส์ 5-6 กรัม/ตัว , อายุ65วันได้ไซส์ 10 กรัม/ตัว , อายุ 86วันได้ไซส์ 15กรัม/ตัว , อายุ 104วันได้ไซส์ 17กรัม/ตัว , อายุ111วันได้ไซส์19 กรัม/ตัว และที่ 118วันได้ไซส์ 20 กรัม/ตัว
ระบบการให้อากาศ
เครื่องให้อากาศแบบใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
ในแต่ละบ่อจะมีเครื่องให้อากาศ 10 ตัว/บ่อ 5ไร่ ถ้ามีการพาเชียลกุ้งออกแล้ว จะเปิดเครื่องตีน้ำน้อยลง แต่จะวัดออกซิเจนตอนเวลา 18.30, 21.30 และ ตี1.30 น. แต่ถ้าปริมาณออกซิเจนเวลาตีหนึ่งครึ่งน้อยกว่า 4 พีพีเอ็ม จะเปิดเครื่องตีน้ำทั้งหมด
การป้องกันโรค
-ไม่อนุญาตให้รถภายนอกเข้าฟาร์ม หากจะเข้ามาในออฟฟิส จะต้องแจ้งล่วงหน้า และเข้ามาในฟาร์มได้โดยให้รถในฟาร์มออกไปรับหน้าฟาร์มเท่านั่น
-มีการขึงเชือกกันนก(ห้อยถุงลูกกุ้งที่กรีดเป็นริ้ว) ป้องกันนกเข้ามาในบ่อ
-รอบบ่อมีตาข่ายขึงไว้กันปู
-อุปกรณ์สุ่มกุ้งต้องมีการฆ่าเชื้อก่อนและหลังใช้
-เมื่อจับกุ้งแล้วอุปกรณ์ในบ่อต้องนำขึ้นมาทำความสะอาด และตากแดด
- รักษาความสะอาดในฟาร์มอยู่เสมอ ให้อากาศหรือออกซิเจนแก่บ่ออย่างเต็มที่และเพียงพอ
-ย้ำความสำคัญของการรักษาความสะอาดและการป้องกันโรคระบาดของกุ้งให้พนักงานทุกคนได้ตระหนักและปฏิบัติตาม
ทางเฮียจงได้พูดทิ้งท้ายก่อนจากกันว่าอย่าทำอะไรเกินตัว ทำตามกำลังที่มี เวลาสะดุดจะได้ไม่หัวคมำ
และสิ่งที่เป็นอมตะของความจริงคือ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แน่นอน
ถ้าให้ดูจากทั้งสองฟาร์มจะพบว่า ทั้งคู่มีความเหมือนกันตรงที่ความเอาใจใส่ในรายละเอียดของการเตรียมบ่อเตรียมน้ำ และ อะไรที่มองว่าจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ ยกตัวอย่างเช่น ฟาร์มไทยทองดีอยู่ในจุดที่ห่างจากฟาร์มอื่นๆจึงกรองน้ำอย่างดีโดยไม่ใช้สารกำจัดพาหะ แต่ก็มีการกั้นรั้วรอบฟาร์มและรอบบ่อเพื่อป้องกันตัวพาโรคจากภายนอกเข้าฟาร์ม แต่พรสินฟาร์มอยู่ในแหล่งโรคจึงเตรียมน้ำด้วยสารกำจัดพาหะ ขึงเชือกกันนก และทำรั้วตาข่ายกันปูรอบบ่อ
เป็นต้น
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่นำมาเสนอจะมีประโยชน์ มีแง่คิดที่ดีแก่ท่านผู้อ่านทุกคนไม่มากก็น้อย ขอขอบคุณเฮียจงและคุณปุ๊ สองคนเมืองสุราษฏร์ผู้มีน้ำใจต่อพวกเราอีกครั้ง
สรุปและเรียบเรียงโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกั


นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 3/05/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

 

ป็น