ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ภูมิคุ้มกันที่ดีในการเลี้ยงกุ้ง

นายแพทย์ ธีรพัฒน์ หงสกุล ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล ได้แนะนำภูมิคุ้มกันในการเลี้ยงกุ้ง ณ ชั่วโมงนี้ ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ ลองไปดูกันว่า ภูมิคุ้มกันที่ว่านี้ มีสาระอย่างไรบ้าง
การเลี้ยงกุ้งนั้น แฝงไปด้วยความเสี่ยงมากมาย ดังนั้น ผู้ที่จะสามารถดำเนินงานอยู่ได้ด้วยความยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภูมิคุ้มกัน ที่เปรียบเสมือนองค์รักษ์ประจำตัวที่จะคอยปกป้องตัวเราให้รอดพ้นจากสิ่งที่จะมาทำอันตราย เมื่อมองจากหลักความมีเหตุผลแล้ว การจะมีภูมิคุ้มกันได้นั้น การเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง จะดีกว่าการรับมาจากภายนอก นั่นคือ เราควรจะ ยืนอยู่บนขาของตนเอง ไม่ยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ

มีพลังสำรองเพียงพอ ไม่กู้เงิน
ในธุรกิจใดก็ตาม ที่มีความเสี่ยงสูงมาก การยืนอยู่บนขาตนเองได้ เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลกว่าการยืนอยู่บนขาของคนอื่น การดำเนินธุรกิจและขยายกิจการให้เติบโตไปได้ด้วยเงินลงทุนของตนเองและที่เกิดจากการงอกงามของผลกำไร เป็นสิ่งที่บ่งชี้เป็นอย่างดีว่า เรานั้น เป็นผู้ที่มีศักยภาพที่จะอยู่ในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงนั้นได้อย่างค่อนข้างยั่งยืน และตรงกันข้าม ตราบใดก็ตาม ที่เงินของเราเอง ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ หรือไม่สามารถขยายกิจการไปได้ด้วยตัวเราเอง นั่นแสดงว่า เราไม่พร้อมที่จะยืนอยู่ในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงนั้นๆ การไปกู้ยืมเงินจากผู้อื่นมาทำกิจการ ย่อมที่จะเพิ่มความเสี่ยงอีกหลายเท่าให้กับตนเอง และนั่นเท่ากับว่า เราฝืนหลักการทางสายกลาง คือไม่รู้จักเพียงพอทั้งๆที่ไม่มีศักยภาพรองรับ

มีความรู้เพียงพอ
คำกล่าวที่ว่า ความรู้เป็นอาวุธนั้น เป็นจริงเสมอมา ในการเลี้ยงกุ้งนั้น ปัจจุบันนี้ นอกจากต้องมีความรู้ด้านการผลิตแล้ว ยังจะต้องมีองค์ความรู้ด้านการตลาดอีกด้วย โดยการคาดเดาราคาในอนาคต นำมาวางแผนการผลิต ตลอดจนหาตลาดมารองรับผลผลิตที่เกิดขึ้น การเพาะเลี้ยงกุ้งโดยที่ไม่มีการคาดเดาว่าจะขายได้ราคาเท่าไหร่ และจะขายผลผลิตที่ไหน เป็นสิ่งที่เริ่มจะไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นในภาวะปัจจุบันที่การเลี้ยงกุ้งมีความเสี่ยงสูงมาก

มีพลังใฝ่รู้เพียงพอ
ความรู้ที่เราเคยมี เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนและไม่เที่ยง(เป็นอนิจจัง) กล่าวคือ เมื่อวันเวลาผ่านไป ความรู้ที่เคยมีอาจจะใช้ไม่ได้กับสถานการณ์ในอนาคต ดังนั้น การใฝ่รู้ เพื่อสร้างความรอบรู้อยู่ตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เราสามารถรับมือกับเหตุการณ์ใดๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีขึ้น
รวมกลุ่ม ช่วยเหลือกันและกัน เพื่อสมดุลแห่งภาคการผลิต
การรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นสิ่งสำคัญที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้งในแง่การสร้างองค์ความรู้สาธารณะร่วมกันและแบ่งปันความรู้ที่ตกผลึกนั้นนำมาใช้เพื่อประโยชน์โดยรวมของเกษตรกร ซึ่งจะทำให้มีความเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม โดนเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่จะสามารถเดินไปด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่ง

การมีกลุ่มผู้ผลิตที่หลากหลาย รายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย จะสามารถสร้างสมดุลให้แก่ระบบโดยรวมได้เป็นอย่างดี การขาดหายไปของรายย่อยโดยแทนที่ด้วยนายทุนรายใหญ่ จะส่งผลให้ระบบเสียสมดุลและเป็นแนวโน้มที่จะเกิดการผูกขาดธุรกิจในอนาคต ธุรกิจที่ดำเนินไปด้วยการแข่งขันอย่างเสรีนั้น จะทำให้เม็ดเงินกระจายไปในวงกว้างกว่าการผูกขาด ที่เม็ดเงินในระบบธุรกิจนั้น จะย้ายเข้าไปในกระเป๋านายทุนเพียงไม่กี่ราย และผู้ที่เสียผลประโยชน์ก็คือเกษตรกรนั่นเอง เพราะเกษตรกรคือผู้ที่มีอำนาจต่อรองในมือน้อยที่สุด มีเงินในมือน้อยที่สุด และมีศักยภาพน้อยที่สุด

ลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้
การที่เราสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ นั่นเท่ากับว่าเรามีภูมิคุ้มกันที่จะรองรับกับภาวะราคาตกต่ำหรือความเสี่ยงต่างๆได้ดีขึ้น เป็นสัจธรรมที่เราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะกล่าวถึงก็คือ ความเสื่อมไปของภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นไปโดยหลักธรรมชาติ และพุทธศาสนาที่สอนว่าไม่มีสิ่งใดที่จีรังยั่งยืน เราอาจจะไม่สามารถฝืนกฎธรรมชาติได้ แต่เชื่อว่า เราสามารถที่จะชะลอความเป็นไปตามกฎธรรมชาตินี้ได้บ้าง และนั่นย่อมจะดีกว่า การปล่อยให้การเสื่อมนั้น มาถึงเร็วเกินไป จึงขอจุดแนวความคิดที่ว่า ในการแก่งแย่งแข่งขันนั้น การรู้เขารู้เรา คือสิ่งที่จะเป็นอาวุธสำคัญ ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการผลิต ด้วยความภาคภูมิใจว่าทำได้กี่บาทต่อหนึ่งกิโลกรัม ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อการชะลอความเสื่อมของภูมิคุ้มกันข้อนี้ เนื่องด้วยตามหลักเหตุและผลแล้ว ห้องเย็นไม่ใช่องค์กรสาธารณะกุศล เมื่อทราบข้อมูลต้นทุนของเกษตรกร ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์(และแน่นอนว่า ไม่ใช่ประโยชน์ของเกษตรกรมาก่อนเป็นอันดับแรกๆ) การจะเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการผลิตของเกษตรกรนั้น เคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่า ทางฝ่ายห้องเย็นและผู้ส่งออก เคยมาแจกแจงต้นทุนการผลิตอย่างละเอียดให้แก่เกษตรกรได้ทราบบ้างหรือไม่ มีแต่องค์กรต่างๆ ที่พยายามจะรู้ต้นทุนของเกษตรกรให้ได้ เป็นเช่นนั้นมาหลายครั้งหลานหน จนกลายเป็นว่า เกษตรกรไม่รู้อะไรเลย แต่อีกหลายๆฝ่ายรู้เกี่ยวกับเกษตรกรจนหมดสิ้น หากเป็นเช่นนี้ เกษตรกรจะอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร สิ่งที่ดีกว่าก็คือ ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องรู้ต้นทุนของเกษตรกร และปล่อยให้กลไกธรรมชาติ ทำงานไปอย่างปกติ คือ เมื่อเกษตรกรใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงครบถ้วนทุกองค์ประกอบแล้ว ย่อมที่จะตัดสินใจชะลอการเลี้ยงไปเองเมื่อเห็นว่า เสี่ยงเกินไปที่จะลงทุน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอความช่วยเหลือจากองค์กรอื่นที่อ้างว่าจะช่วยเหลือได้ต้องรู้ต้นทุนของเกษตรกรเสียก่อน


นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 6/08/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด

 

ป็น