ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

เปิดโลก งาน WAS 2008 ที่เกาหลี

สวัสดี ครับเพื่อนเกษตรกรและท่านผู้อ่าน ทุกท่าน เขาบอกให้ผมช่วยเล่าเรื่องที่น่าสนใจของงาน ประชุมวิชาการ สัตว์น้ำโลก ปี 2008 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 19-23 พฤษภาคม 2551 แล้วผมก็ตกปากรับคำ แต่ก็หาโอกาสเขียนไม่ได้สักทีก็มีวันนี้ล่ะที่จะต้องส่งต้นฉบับให้ทีมงาน
เรามาเริ่มกันเลยกับงาน WAS ปีนี้ ผมและทีมงานของไทยยูเนี่ยนฯรวมแล้วสามคน โชคดีที่ได้มีผู้สนับสนุนให้เราได้เดินทางไปร่วมฟังและร่วมงานสัมมนา WAS2008 ที่เกาหลี ฟรีตลอดการเดินทาง (แต่ต้องขอขอบคุณ ผู้บริหารของไทยยูเนี่ยนฯที่ได้ชี้ให้ผมเป็นหนึ่งในตัวแทนที่จะได้เดินทางไปร่วมงานครั้งนี้) ซึ่งเครื่องบินที่เราพึ่งบริการจากเขาคือ การบินไทย โดยในไฟลท์เดียวกันนี้ก็มีพี่น้องคนไทย อีกหลายชีวิตเลยทั้งจากหน่วยงานกรมประมง จากไบโอเทค จากบริษัทอาหารสัตว์น้ำ จากมหาวิทยาลัย และบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยที่ไปร่วมงานครั้งนี้ ก็อบอุ่นดีเหมือนอยู่เมืองไทยเลยครับ
งานสัมมนาWAS นั้นเขามีการจัดขึ้นทุกปี เพื่อเป็นงานที่เหล่านักวิชาการจะได้นำเสนอผลงานทางวิชาการด้านสัตว์น้ำของตนเอง ซึ่งมาจากทุกแหล่งของโลก ของทุกประเทศ และยังเป็นที่ออกบู๊ธของเหล่าบริษัทต่างๆที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสัตว์น้ำ หากรื้อข้อมูลดูเมื่อปีที่แล้ว งานWAS2007จัดขึ้นที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งข้อมูลในปีที่แล้วผมก็ได้สรุปไว้ให้ในหนังสือพิมพ์กุ้งไทยปีที่แล้วเช่นกัน

ต้องบอกก่อนนะครับว่าในงาน WAS2008 นี้ผู้จัดได้แบ่งห้องสัมมนาหลายห้องแล้วแต่ผู้ร่วมงานว่าสนใจเลือกเข้าฟังห้องไหน เพราะจะมีห้องที่ นำเสนอผลงานเรื่องต่างๆมากมาย แล้วแต่ว่าเราสนใจเรื่องไหนก็มองตารางและหัวข้อไว้ ถึงเวลาก็เดินเข้าห้องนั้นออกห้องนี้กันเป็นที่สนุกสนานตลอดการสัมมนา ผมเองก็จะเลือกห้องฟังในส่วนที่ผมใคร่รู้เช่นกัน หลายข้อมูลจากงานนี้ก็มีประโยชน์
มาเริ่มสรุปข้อมูลที่น่าสนใจกันเลยดีกว่าครับ
ปริมาณปลาป่น และ น้ำมันปลา ธุรกิจไหนใช้มากกว่ากัน
ปลาป่นและน้ำมันปลา 60% ผลิตจากยุโรป อเมริกาใต้ อาฟริกา อเมริกา จีน ออสเตรเลีย และ อินเดีย (ส่วนประเทศที่ผลิตได้มากนั้นได้แก่ เปรู สแกนดิเนเวีย(เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ นอรเวย์) จีน อเมริกา และรัสเซีย)
ในปีที่ผ่านมาและแนวโน้มภายหน้าพบว่า ปริมาณน้ำมันปลาจะผลิตได้ใกล้เคียงเดิม แต่ ปลาป่นมีแนวโน้มที่ผลิตได้น้อยลง
หากจะจำแนกเมื่อแยกดูว่าปลาป่นที่ผลิตได้นำไปใช้ในเกษตรกรรมกลุ่มไหนมากที่สุด พบว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยใช้ในการผลิตสุกร ส่วนอันดับที่สามได้แก่การใช้เพื่อการผลิตไก่
ถ้าจะเจาะลึกไปอีกก็จะได้ว่าในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นั้น จะใช้ปลาป่นในการเพาะเลี้ยงกลุ่มกุ้ง-ปู (27%) ปลาแซลมอนกับปลาเทราท์(28%) ปลาทะเล(19%) ปลาไหล(8%) ปลานิล(6%) กลุ่มปลาไน(5%) อื่นๆเช่นปลาหนวด หรือปลาดุก(7%)
ถ้าเจาะลึกไปในเรื่อง การใช้น้ำมันปลานั้น แยกเป็นกลุ่มเป็นส่วนที่ใช้ได้ดังนี้ กลุ่มการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอน(52%) กลุ่มเลี้ยงปลาทะเล(15%) กลุ่มกุ้งปู(7%) ปลาไหล(2%) ปลานิล(4%) กลุ่มปลามีหนวด-ปลาดุก(2%) อื่นๆ(ไม่ใช่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ)(18%)
ในหัวข้อดังกล่าวยังมีการกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ราคาอาหารสัตว์น้ำจะยังปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก เหตุเพราะราคาวัตถุดิของกลุ่มโปรตีนขึ้นและราคาน้ำมันขึ้นนั่นเอง
ปลาป่นเมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนที่ดีและสำคัญยังถือว่ามีราคาถูกกว่าตัวอื่นๆ แม้ว่าจะมีราคาสูงขึ้นก็ตาม
ในอนาคตอันใกล้ปลาป่นกับน้ำมันปลา จะมีปริมาณลดลงซึ่งสวนทางกับการเจริญเติบโตของธุรกิจสัตว์น้ำ
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า วันที่อาหารราคาถูกคงหายากอีกแล้ว แต่ข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้ทำการเกษตรคือ ปลา กุ้ง หมู ราคาจะสูงขึ้น
ยังไงก็ตาม ปลาป่นและน้ำมันปลา จะยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการผลิตอาหารสัตว์คุณภาพ เพื่อใช้ในวงการสัตว์น้ำตลอดไป

ตามไปดูกุ้งการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอเมซอน(Macrobrachium amazonicum)
ต้องบอกเลยว่าได้ยินชื่อว่ากุ้งก้ามกรามอะเมซอน สนใจทันที เพราะอะไรที่มาจากอะเมซอนมักจะตัวโตตัวใหญ่เสมอ หากกุ้งตัวนี้เป็นกุ้งกรามกามที่ตัวใหญ่ การตามติดข้อมูลเพื่อการเลี้ยงหรือการพัฒนากุ้งก้ามกรามในไทยก็น่าจะมีอนาคตเช่นกัน ผมไม่รอช้าครับรีบเข้าไปนั่งฟังทันที เมื่อฟังการบรรยายจบ แทบร้องไห้ เลยครับ กุ้งก้ามกรามอะเมซอนตัวนี้มีแหล่งมาจากแม่น้ำอเมซอน ทางอเมริกาใต้ เป็นกุ้งหน้าตาคล้ายกุ้งก้ามกรามไทย จะต่างกันตรงที่ตัวกุ้งก้ามกรามอเมซอนตัวเล็กมาก ไม่ผิดครับ กุ้งเขาตัวเล็กกว่าเรามากจริงๆ ตัวโตมากๆยังไม่เกินคืบของเราเลย เริ่มมีการเลี้ยงอย่างเป็นจริงเป็นจังที่บราซิลเมื่อปี 2001 หรือ พ.ศ. 2544 ครับ สรุปคือ เราได้รู้จักกุ้งก้ามกรามอีกพันธุ์หนึ่ง แต่เอามาประยุกต์หรือนำมาเลี้ยงในไทยแล้วไม่ได้เกิดประโยชน์แน่นอน

กุ้งก้ามกรามในเอเซีย ปัญหาหนักคือ โรคอะไร
เฉลยคือ โรคหลังขาว หรือโรคหางขาว ซี่งพบกันมากในประเทศไทย และในอินเดีย ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัส
MrNV (M.rosenbergii nodavirus)
XSV (Extra Small virus like particles)
ซึ่งจะทำให้กุ้งมีอาการหลังขาว หรือ หางขาว มีอัตราการตายเป็นจำนวนมากทั้งในโรงเพาะฟัก และในบ่อเลี้ยงมีอัตราการตายสูง 80-90% ถือว่าเป็นโรคร้ายแรงที่สุดของกุ้งกามกรามเลยละ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การตรวจหาเชื้อไวรัสทั้งสองในพ่อแม่พันธุ์ โดยวิธีอาร์ทีพีซีอาร์ หากพบก็ทำลาย ห้ามนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ และสุ่มตรวจลูกกุ้งในโรคเพาะฟักหากพบว่ามีการติดเชื้อก็ต้องทำลายเช่นกัน

เทคโนโลยี ไบโอฟล๊อค (Bio Floc Technology) มีประโยชน์มากน้อยเพียงใดสำหรับสัตว์น้ำ
ในต่างประเทศ เทคโนโลยี ที่ใช้ในการเลี้ยงปลาและเลี้ยงกุ้ง ให้โตได้ดีโดยมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำน้อย ระหว่างการเลี้ยง วิธีนี้ ดร.โยแรม บอกเลยว่าเป็นวิธีที่จะทำให้ แบคทีเรียในน้ำ เก็บแอมโมเนียในน้ำให้เปลี่ยนรูปเป็นโปรตีน ให้สัตว์น้ำสามารถกินเข้าไปได้ ส่งผลให้กุ้งและปลามีอัตราแลกเนื้อที่ดีมากๆ อีกทั้งท่านย้ำว่าเป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่เปลี่ยนถ่ายน้ำน้อยมากๆ
ฟล็อค หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มาจับตัวกัน หรือ ที่หลายๆคนในวงการกุ้งไทยเรียกว่า ตะกอนจุลินทรีย์โดยฟล็อกนี้จะมีคุณค่าทางอาหารสูง สัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้สามารถใช้ประโยชน์จากฟล็อกได้ ซึ่งหัวใจของการสร้างฟล็อกคือ สัดส่วนของ คาร์บอนกับไนโตรเจนที่เหมาะสม และระหว่างการเลี้ยงน้ำต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาไม่งั้นฟล็อกที่เกิดก็จะตกไปกองทับถมที่พื้นเน่าเสีย วันนี้ ได้สรุปแล้วว่า สัดส่วนระหว่างคาร์บอนกับไนโตรเจน หรือ C:N ที่เหมาะสมคือ 20 นั่นคือ หากในน้ำในบ่อมีไนโตรเจนเท่ากับ1 ค่าคาร์บอนควรมีเท่ากับ 20
หลายคนรู้แล้วว่าไนโตรเจนในบ่อ มาจากอาหารที่เหลือ ซึ่งหากไม่ทำอะไรเลยจุลินทรีย์ก็จะเปลี่ยนของเสียในบ่อเป็นแอมโมเนีย
แต่บางคนยังไม่รู้ว่าแหล่งคาร์บอนจะหามาได้อย่างไร สิ่งที่เป็นคำตอบคือ คาร์บอนได้มาจาก การใส่กากน้ำตาล หรือ แป้ง หรือ กลุ่มพวกคาร์บอไฮเดรตนั่นเอง แต่ที่นิยมใช้กันคือกากน้ำตาลและแป้งมันสำปะหลังนั้นเอง ทั้งนี้และทั้งนั้นอย่าลืมนะว่าออกซิเจนจะต้องมีอย่างเพียงพอในน้ำที่เลี้ยงสัตว์น้ำ ห้ามต่ำกว่า 4-5พีพีเอ็ม
#### ขั้นตอนสั้นๆที่พอจะจับใจความได้จากการฟังคือ แอมโมเนียเปลี่ยนเป็นไบโอฟล็อก โดย
แบคทีเรียได้อาหารจากคาร์โบไฮเดรต(เช่นกากน้ำตาล,แป้ง) ผลของแบคทีเรียย่อยคาร์บอไฮเดรตประมาณ50%ได้พลังงานและคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนอีก 50%เป็นการสร้างเนื้อเซลแบคทีเรียใหม่ แต่จุดสำคัญคือ เนื้อเซลแบคทีเรียใหม่นั่นคือโปรตีน เมื่อสัตว์น้ำ เช่นกุ้งหรือปลา กินกลุ่มเนื้อเซลแบคทีเรียใหม่นี้หรือกินกลุ่มแบคทีเรียที่จับรวมตัวกันเป็นฟล็อก ก็หมายถึงว่าสัตว์น้ำนั้นได้กินอาหารที่มีโปรตีนเข้าไปนั่นเอง เมื่อจะพูดไปแล้ว ในงานนี้ก็มีหลายคนที่นำเสนอข้อมูลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ฟล็อก เลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่น หรือเลี้ยงปลานิลแบบไม่ต้องถ่ายน้ำ เช่นกัน ถึงเวลานี้คงต้องยอมรับแล้วละว่าเรื่อง ไบโอฟล็อก เป็นอีกเรื่องที่เราต้องหันมาใส่ใจและเจาะลึกมากขึ้น

เกาหลีเลี้ยงกุ้งด้วยน่ะจะบอกให้
ตอนแรกกะจะเข้าไปนั่งฟังว่าเขาเลี้ยงกุ้งทะเลชนิดไหน ฟังไปฟังมาชักไม่เข้าทีแล้วสิ คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ประเทศเกาหลีเขานิยมเลี้ยงปลากลุ่มปลาตาเดียว หรือปลาจักผาน หรือ ปลาลิ้นหมา เป็นกันมากมาย ส่วนเรื่องการเลี้ยงกุ้งทะเลเขาก็มีเช่นกัน ตอนแรกเขาก็บอกเลยนะว่าเขาเลี้ยงกุ้งอยู่สองชนิดคือ กุ้งญี่ปุ่น(กุ้งคุรุมา(M. japonicus)) และกุ้งขาวจีน (F. chinensis) แต่เลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่อ่งจากเจอโรคตัวแดงดวงขาวระบาด และพ่อแม่พันธุ์กุ้งไม่ปลอดเชื้อ ดังนั้นในปี 2003 จึงได้มีการนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมมาลองเลี้ยง และเนื่องจากเขาสามารถที่จะเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลอดเชื้อได้ จึงทำให้การเลี้ยงกุ้งทะเลของเขามีผลผลิตมากขึ้นจากเดิมที่เลี้ยงกุ้งคุรุมาและกุ้งขาวจีน ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลของเกาหลีให้หันมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมกันถ้วนหน้า คิดดูสิไม่ให้ตกใจได้อย่างไรในเมื่อเกาหลีเขาเป็นผู้ซื้อกุ้งขาวที่ดีของไทย ถ้าเขาเลี้ยงได้เขาก้อจะซื้อกุ้งเราน้อยลงนะสิ แต่ไม่เป็นไรอนาคตคือความไม่แน่นอน

โรคกุ้งทะเลที่คุยถึงกันในงานนี้
ไม่พ้นเรื่องที่หลายคนคงเดาได้ถูกนั่นคือโรคดวงขาวในกุ้งทะเล ซึ่งวิธีที่ดีที่แนะนำคือการทำระบบไบโอซีเคียว และเลือกที่จะตรวจสอบลูกกุ้งและแม่กุ้งด้วยวิธีพีซีอาร์ ก่อนนำมาเข้าระบบการเลี้ยงในฟาร์ม
อีกโรคที่คุยกันมากแต่ดูเหมือนคนไทยไม่ค่อยจะตื่นตระหนกเท่าไหร่ นั่นคือโรคไอเอชเอชเอ็นวี และทอร่า
ส่วนโรคที่เคยได้พูดถึงเป็นอย่างมากในงานWAS ปีที่แล้วแต่ปีนี้พูดนิดเดียวนั่นคือ โรคกล้ามเนื้อขาวขุ่นกล้ามเนื้อตายจากไวรัส (IMNV) ในเอเชียมีรายงานว่าเจอหรือพบมากในอินโดนีเซียเท่านั้นประเทศอื่นๆยังไม่มีรายงาน

วันนี้เอาข้อมูลมาฝากเท่านี้ก่อน แล้วค่อยใส่ข้อมูลอื่นๆที่ยังตกหล่นอีกครั้ง
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 6/08/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด