ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ประมงแบบสามประสาน
กุ้งขาว/ก้ามกราม/ปลานิล
ของ คุณประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว




ไปเที่ยวชมงาน"วันกุ้งปลอดสารสืบสารประเพณีและของดีบางแพ"ครั้งที่ 6 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ทีมงาน น.ส.พ.กุ้งไทย ได้เจอ คุณประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว ที่กำลังวุ่นๆ เป็นกรรมการจัดงานอยู่ แต่พอมีเวลาว่าปุ๊บทีมงาน ก็รีบขอเวลาให้พี่ประกอบปลีกตัว พาเราไปชมฟาร์มของพี่ ซึ่งได้ยินมาว่า "เลี้ยงแบบสามกษัตริย์" ได้แก่ กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งก้ามกราม และปลานิล ในบ่อเดียวกัน น่าสนใจไหมค่ะ เพื่อว่าท่านใดสนใจจะได้นำไปปรับประยุกต์ใช้กับฟาร์มตัวเอง "หนูว่าก็น่าสนอยู่นะค่ะ"
ฟาร์มของพี่ประกอบนั้นมีทั้งหมด 3 โซน ได้แก่ ที่สระกะเทียมมี 5 บ่อ ที่ดอนใหญ่มี 7 บ่อ และ ที่......พี่ประกอบบอกว่าฟาร์มของพี่มาตรฐานเท่าเทียมกันหมดทุกฟาร์ม ไม่มีฟาร์มไหนดีหรือด้อยไปกว่ากันเลย ซึ่งในโอกาสนี้ ทีมงาน น.ส.พ.กุ้งไทย ได้เข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มที่ สระกะเทียม อ.บางแพ จ.ราชบุรี ซึ่งมีบ่อขนาด 4 ไร่ ทั้งหมด 5 บ่อ
3 ประสาน กุ้งขาว/ก้ามกราม/ปลานิล
พีประกอบ เริ่มเล่าให้ฟังถึงแนวคิดของการเลี้ยงแบบผสมผสานเช่นนี้ว่า เกิดจากแนวคิดเดิมคือ การนำเลนก้นบ่อมาทำประโยชน์ในขณะพักบ่อ แต่ด้วยช่วงก่อนกุ้งราคาดี เกษตรกรจึงการลงกุ้งกันอย่างไม่ยั้ง ทำให้ไม่ค่อยมีการพักบ่อ จนกระทั่งเกิดปัญหาวิกฤติราคา เกษตรกรส่วนหนึ่งจึงเลิกเลี้ยง บ้างก็พักไปก่อนเพื่อรอช่วงเวลาที่เหมาะสม ตนจึงมองว่า ช่วงนี้น่าจะมีการทำให้บ่อเกิดประโยชน์ขึ้น จึงเริ่มทดลอง ซึ่งก็มองว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะว่ากุ้งก้ามกรามจะหากินตามพื้นบ่อ ส่วนกุ้งขาวจะอยู่กลางๆ น้ำ ส่วนปลาก็อยู่ในกระชังกลางน้ำ
"ผมว่ามันเป็นการใช้พื้นที่ และเวลาในระหว่างพักการเลี้ยงหรือพักบ่อมาทำให้เกิดประโยชน์ เพราะแม้จะบ่อว่างแต่ค่าจ้างแรงงานยังต้องเสียให้กับลูกน้องตามปกติ เครื่องมือต่างๆ ก็อาจเสื่อมสภาพจากการหยุดใช้งานนานๆ เพราะฉะนั้น จึงมองว่าน่าจะทำอะไรควบคู่กับการเลี้ยงกุ้งไปได้ เลยทดลองทำดู"
บีบอาหารกุ้งเหลือ 2 มื้อ
พี่ประกอบ เล่าต่อไปว่า สำหรับขั้นตอนการเตรียมบ่อหรือขั้นตอนโดยรวมก็จะทำเช่นเดียวกับการเลี้ยงกุ้งขาวทั่วไป แต่จะมีเทคนิคพิเศษที่แตกต่างกันบ้าง อาทิ การปล่อยกุ้ง ที่จะปล่อยกุ้งขาวแวนนาไมเป็นอันดับแรก โดยมีอัตราการปล่อยประมาณ 100,000 ตัว/ไร่ พอปล่อยกุ้งขาวแล้วสักระยะแล้ว จึงปล่อยกุ้งก้ามกรามขนาดกุ้งนิ้วทั้งตัวผู้และตัวเมียตามในประมาณ 2,000 ตัว/ไร่ ซึ่งตั้งเป้าระยะเวลาเลี้ยงกุ้งที่ 90 วัน

ส่วนการให้อาหาร จะให้แต่อาหารกุ้งขาวเท่านั้น แต่ลดอาหารลงมาเหลือแค่ 2 มื้อ คือเช้าและเย็น ในขณะที่การปิด-เปิดเครื่องตีน้ำ ช่วงตอนกลางวันก็จะปิดเครื่องตีน้ำ เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน และจะเริ่มเปิดเครื่องตีน้ำตั้งแต่ 4 ทุ่มจนถึง 9 โมง ยกเว้นในวันที่อากาศไม่ดี อากาศปิด หรือไม่มีแดด ก็จะเปิดเครื่องตีน้ำช่วยเพิ่มออกซิเจนด้วย เพื่อกลับผิวหน้าน้ำ ทำให้อุณหภูมิไม่ต่างกันเยอะ
กระชังต้องอยู่กลางบ่อ/ชิดแนวกองเลน
สำหรับในส่วนของปลาในกระชัง เนื่องจากเป็นช่วงทดลอง จึงมีการลงกระชังตั้งแต่ 4 กระชัง 8 กระชัง ไปจนถึง 20 กระชัง รวมไปถึงการลงกระชังในบ่อพักน้ำอีก 16 กระชัง โดยหลังจากปล่อยกุ้งขาวและก้ามกรามแล้วประมาณ 50 วัน ก็จะเริ่มเอากระชังมาลง ขนาดของกระชัง คือ 7?15?2 เมตร ทำด้วยตาข่าย และมุ้งฟ้า (ราคาประมาณกระชังละ 2,500 บาท) บริเวณก้นกระชังจะไม่ติดกับพื้นดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาไปกินดินได้ เมื่อนำไปขายจะได้ไม่มีกลิ่นดิน (ฟาร์มที่ทีมงานไปชมในบ่อ 4 ไร่ มีกระชังปลานิลดำทั้งหมด 8 กระชัง)
มาถึงตรงนี้ พี่ประกอบ บอกว่า มีเทคนิคที่สำคัญอยู่ที่ การวางเครื่องตีน้ำคือ ต้องวางสลับกัน กระชังจะอยู่กลางบ่อไม่ชิดติดตลิ่ง เพื่อเหลือพื้นที่ให้กุ้งว่ายน้ำวนรอบๆ บ่อได้ ที่สำคัญต้องปักกระชังให้ชิดขอบแนวกองเลน เพื่อให้กุ้งขาววิ่งรอบนอก ส่วนกระชังปลานิลที่เลี้ยงในบ่อพักนั้น ก็จะวางอยู่ใกล้ๆ เครื่องตีน้ำ เพื่อประโยชน์ในการช่วยวัดค่าออกซิเจนในน้ำ ซึ่งหากว่าค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีน้อย จะได้ช่วยเพิ่มค่าออกซิเจนได้ทัน
เลือกปลาหมันลดต้นทุนอาหาร
หลังจากเตรียมกระชังเสร็จแล้ว ก็จะเลือกปลามาลงกระชัง โดยใช้ปลาขนาดประมาณ 3-5 ตัว/กิโลกรัม และต้องเลือกปลาที่ไม่มีลูก หรือปลาที่เป็นหมันมาเลี้ยง เพื่อง่ายต่อการควบคุม เพราะถ้าปลาเกิดลูกจะทำให้เราไม่สามารถคำนวณค่าการเจริญเติบโตได้ เพราะไม่ทราบจำนวนปลาที่แน่นนอน ในขณะที่อาหารก็ใช้เยอะขึ้น ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ส่วนอัตราการปล่อยปลา ก็จะปล่อยกระชังละ 1,000 ตัว ให้อาหารปลาวันละ 3 มื้อ ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่า ตลอดระยะเวลาเลี้ยงทั้งบ่อ 85-90 วัน จะได้ปลานิลขนาด 1 กิโลกรัม/ตัว ค่า FCR อยู่ที่ 1 ไม่เกิน 1.2 ประเมินแล้ว ก็จะได้ปลากระชังละประมาณ 1 ตัน (ในบ่อที่เราไปดู ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนที่เลี้ยงไปได้ปลามีน้ำหนักใกล้เคียงกันคือตัวละเกือบครึ่งกิโลกรัม) นอกจากนั้น อนาคตอยากจะทำกระชังปลาให้ได้ถึง 200 กระชัง เพื่อจะได้มีปลาส่งตลาดได้วันละ 2 ตันทุกวัน เพราะราคาปลาตอนนี้ถือว่าดี สำหรับการจับ ก็จะจับปลาขึ้นมาก่อน แล้วถึงจะจับกุ้ง เพื่อความสะดวก เพราะปลามีขนาดใหญ่ อาจทำให้การจับกุ้งลำบาก
ข้อดีการเลี้ยงแบบ 3 ประสาน
ในตอนท้าย พี่ประกอบได้สรุปถึงข้อดีของการเลี้ยงแบบนี้ไว้ว่า ฟาร์มส่วนใหญ่ในขณะนี้เป็นระบบปิด การเลี้ยงปลานิลในกระชังก็จะไม่มีปัญหาเหมือนกับเลี้ยงปลาในกระชังตามแม่น้ำเพราะเป็นระบบเปิด กุ้งก็จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำเสีย สารเคมี หรือโรคระบาดต่างๆ เพราะจะทำให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน ปลาจะช่วยกินแพลงก์ตอนในบ่อ ทำให้น้ำโปร่ง เมื่อแพลงก์ตอนน้อยลง ก็ช่วยทำให้ออกซิเจนมีเพียงพอกับกุ้ง ทำให้กุ้งไม่เครียด ที่สำคัญปลาจะปล่อยอัลคาไรค์ออกมา ซึ่งอัลคาไรค์เป็นสิ่งที่กุ้งต้องการใช้ ทั้งสองอย่างจึงพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี แถมทำให้เราได้ผลผลิตทั้งกุ้งขาว กุ้งก้ามกราม และปลานิล เมื่อราคาตัวใดตัวหนึ่งไม่ดี เราก็ได้ตัวอื่นมาชดเชย
ค่ะ ถือว่าเป็นแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ ในยุคที่กุ้งมีปัญหามากมาย เกษตรกรก็ต้องลองมองหาแนวทางที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในส่วนของเรา เพื่อช่วยเหลือตัวเราเองให้ได้ ส่วนเกษตรกรที่เบื่อหน่ายการเลี้ยงกุ้ง อาจเลี้ยงปลาอย่างเดียวก็ได้เช่นกัน อย่าปล่อยให้บ่อว่างโดยเปล่าประโยชน์เลยค่ะ
พี่ประกอบยังบอกทีมงานอีกด้วยว่า ในการคิดจะทำอะไร หรือเราคิดที่จะเลือกเลี้ยงปลาอะไรนั้น เราจะต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้นให้เข้าใจเสียก่อน ทำความรู้จักมันเสียก่อนที่จะลงมือเลี้ยง พี่ประกอบก็ถือว่าเป็นผู้ที่กล้าคิด กล้าทำ อีกท่านหนึ่งนะค่ะ สมแล้วค่ะที่เป็นเกษตรกรตัวอย่าง

เนื้อเรื่องจากหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ฉบับ94
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 30/08/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด