ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สรุปข้อมูลสำคัญจากสองงานกุ้งของประเทศไทย(ปี2552)
ผ่านไปแล้วสำหรับงานกุ้งที่สำคัญของคนเลี้ยงกุ้งและคนในธุรกิจกุ้งไทย ซึ่งได้แก่งานกุ้งจันท์ตะวันออกแฟร์ครั้งที่ 13 (จัดที่จังหวัดจันทบุรี และงานวันกุ้งไทยครั้งที่ 19 (จัดขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ซึ่งทั้งสองงานมีการนำเสนอข้อมูลด้านวิชาการ ด้านการตลาดและด้านการจัดการ
สำหรับวิทยากรที่เชิญขึ้นบรรยายนั้นบางท่านก็ได้ขึ้นไปร่วมเป็นวิทยากรทั้งสองเวที ด้วยเหตุที่เนื้อหาและข้อมูลที่ได้มีการนำเสนอในงานกุ้งทั้งสองนั้นมีหลายเรื่องน่าสนใจมาก และโดยส่วนตัวของผมคิดว่าเพื่อนๆในวงการกุ้งที่พลาดโอกาสแล้วไม่ได้ไปร่วมงานทั้งสองแห่งนี้ควรได้ทราบข้อมูลสำคัญและน่ารู้จากวิทยากรทั้งสองงานเช่นกัน จึงขอสรุปรวบยอดข้อมูลเด่นจากสองงานนั้นมารวมกันได้ดังนี้ครับ

เรื่องการตลาดและการผลิตกุ้งปี2552(คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย )

คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย เป็นผู้ที่ได้รับเชิญขึ้นเวทีทั้งสองงานและข้อมูลที่เด่นของท่านคือ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากประเมินสถานการณ์โดยรวมจะพบว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญปัญหามาโดยตลอดและทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี นับตั้งแต่ปัญหาสารตกค้าง สหรัฐฟ้องตอบโต้การทุ่มตลาดและนำไปสู่การเก็บภาษี ซีบอนด์ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อสภาพคล่องของผู้ส่งออก ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าและมีความผันผวน ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ในขณะที่ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นโดยเฉพาะต้นทุนพลังงานน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมาทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ถั่วเหลือง แป้งสาลี ขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกุ้งโดยรวมก็ได้มีการปรับตัว และสามารถอยู่รอดมาได้ทุกครั้ง
คุณสมศักดิ์ เชื่อว่าหากมีการควบคุมปริมาณผลผลิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะทำให้ราคากุ้งจะไม่ลดลงอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการควบคุมการผลิต ก็จะทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนการจัดการได้ง่ายขึ้น และจะไม่ประสบปัญหาเหมือนเช่นปีที่ผ่านมาตัวอย่างปี 2551 คาดการณ์ หลังจากได้มีมติในกลุ่มชมรม กลุ่มผู้ประกอบการในธุรกิจกุ้ง มองว่าถ้าไทยสามารถควบคุมปริมาณการผลิตกุ้งได้ในระดับที่เหมาะสม จะทำราคากุ้งดีขึ้น จากการคาดว่าในปี 2551 ประเทศไทยจะมีผลผลิตกุ้งประมาณ 490,000 ตัน ราคาส่งออกก็ขยับขึ้นเล็กน้อย ซึ่งถือว่าเป็นการประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และมีมาตรการการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ
ปี 2552 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
ตั้งเป้าผลิตลดลง 20% = 392,000 ตัน
อีกทั้งยังทิ้งท้ายให้กับเกษตรกรไทยว่า
1. อย่าคิดว่าราคากุ้งจะดีตลอดปี 2.เลือกปัจจัยการผลิตที่เชื่อถือได้ 3.การจัดการการเลี้ยงที่ดี 4.ลดพื้นที่เลี้ยงลง ใช้เป็นบ่อพักน้ำเพิ่มขึ้น

โอกาสและการพัฒนาธุรกิจกุ้งไทย ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก( คุณฤทธิรงค์ บุญมีโชติ)
กุ้งไทยอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก บ้างแต่คาดว่าไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากอยู่ในกลุ่มอาหาร
มาตรฐานกุ้งไทย มีความปลอดภัยสูง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ ต้นทาง ถึง ผู้บริโภค และเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อทั่วโลก
คู่แข่งมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยในอาหาร เช่น -เรื่องเมลามีนในจีน , ซาโมแนลล่า ในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ประเทศไทย มีความพร้อมด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค
โดยสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย เอื้อต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ
ราคาน้ำมันโลกมีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ไทยมีศักยภาพในการเลี้ยง และ แปรรูป ด้วยต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ทั่วโลก
มีตลาดใหม่ๆ เช่น ยุโรปตะวันออก , กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่สามารถขยายตลาดได้
ข้อตกลงการค้า ไทย-ญี่ปุ่น ภาษีนำเข้ากุ้งไทยเหลือ 0% ทำให้ส่งออกไปญี่ปุ่นได้มากขึ้น
ค่าเงินบาทอ่อนลงเมื่อเทียบกับปี 2551
ผู้ส่งออกกุ้งไทยมีความสามารถในการเพิ่มมูลค่า และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก
คนในวงการกุ้งไทยมีการพัฒนา ความสัมพันธ์, แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และ มีความร่วมมือกันมากขึ้น

ราคากุ้งขาวที่ควรจะเป็นในปี 2552 (ได้ประเมินไว้ในงานกุ้งไทยครั้งที่19)
30 ตัว= 160-190 บาท
35 ตัว = 150-170 บาท
40 ตัว = 135-160 บาท
50 ตัว = 115-135 บาท
60 ตัว = 105-120 บาท
70 ตัว = 100-110 บาท
80 ตัว = 95-105 บาท
90 ตัว = 90-100 บาท
100 ตัว = 85-95 บาท

เคล็ดนี้ไม่มีลับสำหรับเกษตรกรไทยที่คุณฤทธิรงค์ได้แจ้งไว้สำหรับเกษตรคือ
1. ราคาขึ้นให้ขาย
2. ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหยุด หรือ ชะลอการจับ.
3. เป็นชาว "สวน" (เมื่อไหร่คนลงกุ้งกันเยอะ เราอาจต้องเลี่ยงหรือทำการเลี้ยงน้อยลง ส่วนช่วงไหนคนหยุดเลี้ยง เราก็อาจต้องปล่อยกุ้งเลี้ยงช่วงนั้นเพื่อจะได้ราคาในช่วงที่ไม่มีกุ้งออกสู่ตลาด)
4. เกษตรกรต้องเป็นผู้กำหนดราคาและปริมาณ
5. จับคู่ห้องเย็นทำ คอนแทรค(contract) ทำสัญญาผลิตกุ้งแล้วขายห้องเย็น ให้มากขึ้น
6. วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด


หลากหลายวิธี ... ลดต้นทุนด้านพลังงานในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง
(โดย รศ.ดร. วัชระ เพิ่มชาติ)
เกษตรคนเลี้ยงกุ้งสามารถที่ลดต้นทุนพลังงานได้ด้วยตัวเองในเบื้องต้นนั้นทำได้โดย
1.การเปิด-ปิด เครื่องเติมอากาศให้เหมาะสม
2.การดูแลบำรุงรักษาระบบส่งกำลังให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอ เช่นเกียร์ทดรอบหมุนได้ดีมีน้ำมันหล่อลื่นเสมอ สายพานไม่ให้เกิดการลื่นไถล หรือจุดต่อของเพลาเครื่องเติมอากาศไม่ให้ชำรุด ก็ย่อมทำให้กำลังที่ส่งมาจากมอเตอร์ต้นกำลังถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือถ้าทำได้มากกว่านั้น อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดขนาดมอเตอร์ต้นกำลังลงได้
3.การเลือกใช้ขนาดมอเตอร์ต้นกำลังที่เหมาะสม เช่นสำหรับระบบเดินอากาศแบบเพลาแขนเดี่ยวที่มีความยาวไม่เกิน10 เมตรสามารถใช้มอเตอร์ขนาด2แรงม้าเป็นต้นกำลังแทนมอเตอร์ขนาด 3แรงม้าได้ อีกอย่างถ้าเป็นไปได้เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการใช้เพลาแบบขนานและการส่งกำลังแบบเพลาตั้งฉากจะดีที่สุด เพราะจากการศึกษาพบว่ามีการสูญเสียยกำลังมากกว่าเพลารูปแบบอื่นๆ
4.การเลือกใช้มอเตอร์ต้นกำลังที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำคือน้อยกว่า 70%นั่นหมายถึงการเปลี่ยนพลังงานที่ได้รับมาใช้ประโยชน์ไม่ดี
5. การเปลี่ยนระบบส่งกำลัง ในการศึกษาเรื่องนี้มุ่งเน้นประเด็นที่การเปลี่ยนระบบส่งกำลังจากเดิมที่ใช้พูลเลย์-สายพาน ร่วมกับเกียร์ทดรอบมาเป็นการส่งกำลังจากมอเตอร์ผ่านเพียงเกียร์ทดรอบเท่านั้นโดยหวังลดการสูญเสียกำลังในระบบถ่ายทอดกำลังให้น้อยลงซึ่งผลที่ได้คือสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ในสัดส่วนที่มากขึ้นจากเดิม
6.การใช้อุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์เนื่องจากรอบการใช้งานในบ่อกุ้งเราต้องการเพียง 80-120 รอบต่อนาที ทำให้ต้องมีการทดรอบจากมอเตอร์ผ่านชุดทดรอบต่างๆทั้งระบบพูลเลย์ -สายพาน และเกียร์ทดรอบ ในขณะที่รอบการหมุนของมอเตอร์ต้นกำลังไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการใช้พลังงานมอเตอร์ต้นกำลังจึงไม่ลดลงแต่อย่างใดสำหรับอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่ใช้ปรับความเร็วรอบของมอร์เตอร์ให้เหมาะกับการใช้งานโดยการปรับทั้งกระแสและความต่างศักย์ของไฟฟ้าที่จ่ายเข้า-ออกมอเตอร์อย่างเหมาะสม ดังนั้นเมื่อใช้งานมอเตอร์ที่ความเร็วรอบลดลง ก็จะทำให้การใช้ไฟฟ้าของมอเตอร์ลดลงด้วย ซึ่งได้มีการศึกษาเบื้องต้นกับมอเตอร์ขนาด2และ3แรงม้า พบว่าสามารถลดการใช้ไฟฟ้าของมอเตอร์ได้17และ11 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แต่ข้อเสียของอุปกรณ์ตัวนี้คือมีราคาค่อนข้างแพงนั่นเองครับ


การปรับแนวทางจัดการฟาร์มฝ่าวิกฤติของ (คุณประหยัด ขนุนทอง)
เกษตรกรต้องตั้งเป้าว่าเลี้ยงกุ้งต้องมีกำไรทุกรุ่น ซึ่ง (กำไร = ราคาขาย - ต้นทุน(ปัจจัยการผลิต))
ต้นทุน(ปัจจัยการผลิต)เป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงกุ้งสามารถควบคุม และบริหารจัดการได้
ต้นทุนมีสองแบบคือ ต้นทุนคงที่ ได้แก่ค่าแรงงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อม
ต้นทุนผันแปร ได้แก่ค่าลูกกุ้ง ค่าอาหาร ค่าพลังงาน ค่าปัจจัยการผลิต
เราสามารถลดต้นทุนผันแปรได้ดังนี้
ค่าลูกกุ้ง ทำได้โดย เน้นคุณภาพลูกกุ้ง และลดจำนวนปล่อยกุ้งไม่ปล่อยแน่นเกินไป
ค่าอาหาร ลดโดยเลือกอาหารกุ้งที่มีคุณภาพดี น่าเชื่อถือ เพิ่มประสิทธิภาพการให้อาหาร
ค่าพลังงาน ควรเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า ส่วนใครที่ใช้น้ำมันควรหมั่นตรวจสอบอุปกรณ์หลักๆให้พร้อมใช้งานได้อยู่เสมอ
ค่าปัจจัยการผลิต เช่น ควรเลือกใช้ตามความจำเป็น และควรมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนใช้
แนวทางการลดความเสี่ยงเรื่องโรค ควรทำระบบป้องกันโรคและหมั่นตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการปล่อยลูกกุ้งในฤดูการที่อากาศเย็นจัด เนื่องจากไวรัสแพร่พันธุ์และเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอากาศเย็น
ลดความเสี่ยงเรื่องราคากุ้ง คือ การวางแผนกาลปล่อยอย่างเหมาะสม
ตัวอย่างการเตรียมน้ำเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของกุ้งขาว
วัน การปฏิบัติงาน
1-2 เปิดเครื่องตีน้ำเต็มที่
3 ฆ่าพาหะด้วยซันเทอร์เร็กซ์ 2-3 พีพีเอ็ม
4 ลงกากชา 20-25 พีพีเอ็มเพื่อฆ่าปลา
5-6 ลากพาหะ
7-15 ปรับปรุงคุณภาพน้ำรอปล่อยกุ้ง

การเพิ่มคุณภาพของกุ้งที่เลี้ยงโดย ทำคุณภาพน้ำดีและเหมาะสม ไม่จับกุ้งช่วงลอกคราบ จับกุ้งขณะที่กุ้งยังแข็งแรงอยู่ ปล่อยกุ้งไม่หนาแน่น กุ้งไม่แตกไซส์ ของเสียในบ่อมีน้อย และพบกุ้งป่วยให้รีบจับก่อนที่กุ้งจะผอม

คุณภาพน้ำที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม
o ออกซิเจนในน้ำ มากกว่า 4 พีพีเอ็ม
o พีเอช 7.5 - 8.3
o ค่าอัลคาไลน์ ไม่น้อยกว่า 80 พีพีเอ็ม
o แคลเซียม ไม่น้อยกว่า 200 พีพีเอ็ม
o Mg ไม่น้อยกว่า 400 พีพีเอ็ม
o ค่าความกระด้าง ไม่น้อยกว่า 1,200 พีพีเอ็ม
o ความขุ่นใส ระหว่าง 30 - 50 เซนติเมตร


เจาะเกราะกุ้งขาวกับดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ

จากสองงานกุ้งนี้สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่อัพเดทจากการทดลอง กับกุ้งขาวซึ่งดร.ชลอ และทีมงานได้ทำและได้สื่อออกมา ซึ่งสรุปได้ดังนี้
ในปี2552 เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของไทย ควรมองผลของการที่ประเทศหรือผู้ที่ซื้อกุ้งของเราเขามีปัญหาทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เขาจะประหยัด ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น มีการบริโภคสินค้าลดลง ซึ่งสิ่งที่เป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่น่าจะได้รับผลกระทบมาก คือสินค้าทึ่มีราคาแพง สินค้าธุรกิจประเภทบริการและอาหาร ประเภทภัตตาคาร ซึ่งกุ้งไทยเองเราผลิตและส่งกุ้งไปต่างประเทศมีอยู่2 ตลาดหลักคือ1.สินค้าประเภทอาหารบริการในระดับภัตตาคารที่มีราคาสูง ตลาดส่วนนี้น่าจะกระทบหนักเพราะผู้บริโภคอาจจะตัดสินค้าประเภทนี้ออกก่อนเพราะมีราคาแพง 2.สินค้ากุ้งที่วางตามซุปเปอร์มาเก็ต ซึ่งน่าจะยังคงขายได้แต่อาจจะมีราคาไม่สูงนัก เพราะกุ้งไม่ใช่สินค้าประเภทอาหารหลักที่จำเป็นต้องบริโภคทุกวัน เมื่อได้ภาพตรงนี้แล้วก็หันกลับมาที่บ้านเรา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของไทยจะต้องปรับตัวหรือทำตัวอย่างไรที่จะฝ่าจุดนี้ไปได้ นั่นคือ
" ประคับประคองตัวเอง
" ลดความเสี่ยง
" ลดการผลิตตามเศรษฐกิจที่ถดถอย
" ควบคุมต้นทุนการผลิต
เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทราบดีว่าการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน จำเป็นต้องให้ความสำคัญในเรื่องอะไรบ้าง โดยเฉพาะเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการผลิตกุ้งขาวแวนนาไม คือ
1.ลูกพันธุ์ที่ดี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวมาหลายรอบคงจะเข้าใจดีเมื่อใดที่ได้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพดี
กุ้งจะมีอัตรารอดและการเจริญเติบโตที่ดี ให้ผลผลิตสูงอัตราแลกเนื้อดี ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่ง กุ้งที่เลี้ยงควรมีน้ำหนัก10 กรัม เมื่ออายุ 60-65 วัน
กุ้งมีน้ำหนัก 17 กรัม เมื่ออายุ 90วัน และ
มีน้ำหนัก 25 กรัม เมื่ออายุ 120-130 วัน
(อัตราปล่อย 90-120 ตัว/ตร.ม.)
ลูกกุ้งที่จะนำมาปล่อยในบ่อควรเป็นลูกกุ้งอายุไม่ต่ำกว่า พี10

การวิธีคำนวณอายุกุ้งพี สามารถดูได้จากการส่องกล้องดูหนามบนกรีกุ้ง โดย
หนามบนกรี 1 อัน = 3 (สมมุติเราพบว่า จำนวนหนามบนกรี = 4 อัน นั้นคือ อายุ = 4x3 = พี 12


2.มีการจัดการระบบการเลี้ยงที่ดี มีเครื่องให้อากาศเพียงพอ มีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 4 มก./ล. สำหรับคุณภาพน้ำอื่นๆที่ควรสนใจคือค่าความเป็นด่างหรือ ค่าอัลคาไลน์ มีมากกว่า 80 มก./ล.
พีเอช 7.5-8.5 นอกจากนี้ผู้เลี้ยงจะต้องหาจุดที่เหมาะสมกับตนเองว่าศักยภาพในการผลิตในระบบที่มีอยู่เป็นอย่างไร ไม่ควรปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นมากเกินขีดจำกัดของระบบที่มี ในกรณีที่ต้องเลี้ยงผ่านช่วงเวลาที่อากาศแปรปรวน เช่นฝนตกติดต่อกันหลายวัน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและปริมาณแร่ธาตุต่างๆในน้ำด้วย
เกษตรกรอาจจะต้องมีการเติมแร่ธาตุที่สำคัญในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อป้องกันหรือลดความสูญเสียหลังจากลอกคราบ เนื่องจากกุ้งขาวแวนนาไมมีการเจริญเติบโตรวดเร็ว และเลี้ยงอย่างหนาแน่นกว่ากุ้งกุลาดำ แม้ว่าจะเลี้ยงในน้ำความเค็มปกติแต่เมื่อฝนตกติดกันนานๆจะทำให้ปริมาณแร่ธาตุในน้ำลดลง มีผลทำให้กุ้งบางส่วนมีปัญหาหลังจากลอกคราบ โดยเฉพาะกุ้งที่มีบาดแผลตามลำตัว โดยเฉพาะบริเวณปล้องสุดท้าย อาจจะลอกคราบไม่ออกและตาย

3.มีระบบการป้องกันที่ดี ตัวอย่างที่เห็นมาแล้วคือโรคตัวแดงดวงขาวในช่วงที่ผ่านมาทำความเสียหายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปีนี้คนเลี้ยงกุ้งต้องให้ความสนใจเรื่องการป้องกันอย่างที่เคยปฏิบัติมา ไม่ควรลดต้นทุนในเรื่องการป้องกันโรคเพราะจะยิ่งทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากมีการสูญเสีย กุ้งที่ติดเชื้อไวรัสบางส่วนก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นด้วย

แนวทางการป้องกันโรคตัวแดงดวงขาว
จากการทดลองในห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัยธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพบว่ากุ้งขาวที่ได้รับเชื้อไวรัสดวงขาวจากการแช่ในน้ำที่มีเชื้อไวรัสเช่นกุ้งป่วยที่มีเชื้อไวรัสตัวนี้ หรือ จากการฉีดเชื้อไวรัสเข้าไปในตัวกุ้ง ถ้ากุ้งที่มีเชื้อเหล่านี้เลี้ยงในน้ำที่มีอุณหภูมิ 32+-1องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน กุ้งจะไม่เป็นอะไรเลย และตรวจไม่พบเชื้อ กุ้งเหล่านี้แม้ว่าจะนำไปเลี้ยงที่อุณหภูมิน้ำปกติคือ 28 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาต่อมากุ้งจะไม่ป่วยเป็นโรคตัวแดงดวงขาว ดังนั้นการป้องกันที่น่าจะได้ผลดีที่สุดคือ แก้ปัญหาตั้งแต่โรงเพาะฟัก ในระหว่างอนุบาลลูกกุ้งในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนจะนำลูกกุ้งไปเลี้ยงในบ่อ ควรจะต้องเพิ่มอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ในระดับ 32 องศาเซลเซียส ลูกกุ้งทั้งหมดจะปลอดจากเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว เมื่อนำไปเลี้ยงในระบบที่มีการฆ่าเชื้อในน้ำ และพาหะก่อนปล่อยกุ้ง โอกาสที่จะเกิดโรคดังกล่าวจะมีน้อยมาก.

นอกจากนี้ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ยังสนใจในเรื่องของอุณหภูมิกับการกินอาหารของกุ้งขาว และได้ทำการทดลองดังมีผลการทดลองตามตารางข้างล่างนี้
ตารางชุดที่ แปด ผลของอุณหภูมิต่อพฤติกรรมการกินอาหารของ กุ้งขาวแวนนาไม(Litopenaeus vannamei)


จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้ทำให้เรารู้ว่า ถ้าน้ำมีอุณหภูมิต่ำกุ้งจะกินหรือรับอาหารใหม่ช้า การเคลื่อนของอาหารในตัวก็ช้า แต่ถ้าอุณหภูมิน้ำสูงกุ้งขาวจะกินหรือรับอาหารใหม่ได้เร็ว และการเคลื่อนของอาหารในตัวจะเร็วด้วย ดังนั้นถ้าอุณหภูมิน้ำต่ำเช่น 24องศาเซลเซียส เราจะลดอาหารลง40-60% และจะให้มื้ออาหารห่างกันประมาณ 6ชั่วโมงครึ่ง ถึง 7 ชั่วโมง
(แต่ถ้าอุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 24 องศาเซลเซียส ก็ไม่ควรให้อาหารกุ้ง)

ถ้าน้ำมีอุณหภูมิเหมาะสมคือ 28-30 องศาเซลเซียส กุ้งจะกินอาหารปกติ และสามารถให้อาหารมื้อห่างกันประมาณ 5 -6 ชม.ก็ถือว่าเหมาะสม
แต่ถ้าน้ำมีอุณหภูมิสูงมาก เช่น 34 องศาเซลเซียส พบว่ากุ้งจะกินอาหารเร็วและถ่ายเร็ว ซึ่งอาหารที่ถ่ายออกมานั้นมีการย่อยน้อยส่งผลให้อัตราแลกเนื้อสูง นั่นคือ กินมากกินเร็วถ่ายเร็ว แต่เปลี่ยนเป็นเนื้อได้น้อยตรงนี้ต้องระวังด้วย.
ทิ้งท้ายบทความเล่มนี้ด้วยผลการทดลองของการแช่กุ้งขาวแวนนาไม ในถังที่มีสีแตกต่างกันต่อคุณภาพสีของกุ้งต้ม นั่นคือในการบรรยายดร.ชลอ ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้ทำการทดลองนำกุ้งขาวปกติไปใส่ในถังซึ่งมีสีพื้นแตกต่างกัน เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งเมื่อเอากุ้งในแต่ละถังไปต้มจะได้สีที่เข้มแตกต่างกันลองมองผลการทดลองได้เลยครับ


สรุปการนำมาประยุกต์ สำหรับคนเลี้ยงกุ้งทั่วไปคือควรนำกุ้งที่มีชีวิตมาแช่ในถังสีดำเป็นระยะเวลา 30 นาทีแล้วนำไปต้มสุกนั้นมีค่าความเป็นสีแดงดีที่สุด
เป็นไงครับ เราเพิ่งเดินทางผ่านการสรุปเรื่องน่าสนจากสองงานกุ้งแค่ครึ่งทางส่วนเล่มหน้าถ้าให้โอกาสก็จะมาต่อให้จบเพราะมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ วันนี้ขอพักไว้แค่นี้ก่อนแล้วกันครับ
ขอบคุณสำหรับทุกผู้บรรยายทั้งสองงานที่มีเรื่องดีๆให้เราได้มาบอกต่อและขอบอกได้เลยว่าทุกข้อมูลที่นำเสนอผมมองว่ามีประโยชน์มากๆเลยสำหรับคนกุ้งไทย

เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด


นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 2/03/2552
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด