ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ทางออกสำหรับการเลี้ยงกุ้ง ปี 2553

1. ธุรกิจกุ้งโลก
เห็นได้ชัดเจนว่าจะแข่งขันต่อเนื่อง เพราะผลผลิตกุ้งโลกเพิ่ม และราคาทรงต่ำเพราะต้องแข่งขันด้านการขาย ควบคู่การบังคับใช้มาตรฐานฟาร์มสาระพัดมาตรฐาน หากฟาร์มใดทำไม่ได้หรือทำได้แต่ต้นทุนการผลิตสูงเกินเกณฑ์ธุรกิจ ก็จะมีปัญหาตามสูตร "แพ้คัดออก" สำคัญว่าฟาร์มใด ประเทศใด จะมีปัญหามากกว่ากันเท่านั้น
2. ธุรกิจกุ้งไทย
เนื่องจากปี 2552 นี้ ราคากุ้งทรงต่ำตลอดปี จะส่งผลให้ราคากุ้งโลกลดต่ำลงตามลำดับ และจะต่ำมากขึ้นเมื่อหมดออร์เก่าปี 2552 นี้ ในขณะที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าผลิตกุ้งได้ ( แม้ต้นทุนการผลิตจะแตกต่างกัน ) จะส่งผลให้ปี 2553 จะมีฟาร์มกุ้งบางส่วนต้องขาดทุน หยุดผลิต หรือ ปรับเปลี่ยนผู้ประกอบการ (เปลี่ยนมือ) ไปสู่รายที่คิดว่าดำเนินการต่อไปได้ส่วนฟาร์มที่อยู่ในตำแหน่งด้อยด้านศักยภาพการผลิตอาจต้องพักบ่อชั่วคราวหรือปรับตัวเป็นพิเศษ
3. การผลิตกุ้งในปี 2552
ถ้าเรารวมตัวเลขกุ้งขาวที่ปล่อยเสริมในบ่อปลานิลภาคกลาง (ซึ่งผลผลิตขายตลาดภายในประเทศเป็นหลัก) คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมประมาณ 570,000 - 600,000 ตัน ทั้งนี้ ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศเดือน ต.ค - ธ.ค. 2552
และหากประเมินผลผลิตกุ้งที่ 600,000 ตันต่อปี เชื่อได้ว่าด้วยเทคโนโลยีการผลิตกุ้งขาวในปัจจุบัน และปรับพัฒนาเพิ่มเติม (ความลึกน้ำ ระดับออกซิเจนในน้ำสูงต่อเนื่อง การให้อาหารและคุมพื้นบ่อได้ดี) จะสามารถผลิตกุ้งได้เฉลี่ยถึง 6ตัน/ไร่/ปี หรือใช้พื้นที่ฟาร์มรวมไม่เกิน 350,000 ไร่ จึงเหลือพื้นที่ส่วนเกินอีกประมาณ 200,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟาร์มด้อยศักยภาพหรืออยู่ในพื้นที่ความเค็มต่ำ หรือสลัมกุ้งในแนวคลองหรือปลายคลอง ฟาร์มเหล่านี้จึงควรต้องไตร่ตรองเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการขาดทุน หรือสูญเสียเงินหมุนเวียนเพื่อการผลิตกุ้งในอนาคต
4. การผลิตกุ้งในปี 2553 - 2554
ในอนาคตที่ธุรกิจกุ้งโลกจะยังคงแข่งขันเข้มข้น ในขณะที่ผลผลิตกุ้งโลกเพิ่ม และผลผลิตกุ้งไทยยังคงสูงสุดเต็มศักยภาพการผลิต สถานการณ์เช่นนี้ภาคการผลิตกุ้งไทยต้องปรับตัว ในลักษณะการพัฒนาเชิงรุกโดยเร่งด่วน คือ

4.1 การพัฒนาเพิ่มศักยภาพการแข่งขันแก่กุ้งไทย
นอกจากภาคส่งออกที่ต้องปรับมาประสานร่วมมือด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์ และอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มช่องทางตลาดมากขึ้นแล้ว ในส่วนภาคการผลิตกุ้งก็ต้องพัฒนาเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับฟาร์มและกุ้งไทยโดยรวมด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ คือ
4.1.1 พัฒนาฟาร์มให้พร้อมรองรับมาตรฐานฟาร์มได้มากที่สุด ทั้ง
- มาตรฐาน GAP (ใหม่)ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทุกฟาร์มต้องดำเนินการตามกฎหมาย
- มาตรฐานSSP ที่กลุ่มสุราษฎร์ได้นำร่องการพัฒนาไปแล้ว และจะเผยแพร่ให้เป็นมาตรฐานทั่วไปสำหรับชาวกุ้งไทย ในงานสัมมนา "วันกุ้งไทย" ครั้งที่ 20 ณ โรงแรมวังใต้ จ. สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 13 - 14 กุมภาพันธ์ 2553 นี้
- มาตรฐานBAP ขององค์กร ACC แห่งสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทผู้นำเข้าขอให้เราทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่แนวโน้มมาตรฐานนี้จะเก็บ "ค่าต๋ง" สูงมาก
- มาตรฐานอื่น ที่ฝ่ายผู้ซื้อจะกำหนดใช้เฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะตน เช่น เทสโก้ (อังกฤษ), มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ (อังกฤษ), คาร์ฟู (ฝรั่งเศษ) และอื่นๆ
การเตรียมฟาร์มให้พร้อมในการรองรับมาตรฐานฟาร์ม ถือเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจแก่ฝ่ายผู้ซื้อผลผลิตกุ้ง
4.1.2 พัฒนาระบบเชื่อมโยงทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ปัจจุบัน ฟาร์มเลี้ยงกุ้งและห้องเย็นจำนวนหนึ่ง ได้มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจเชื่อมโยง (Contract Farming) มาระดับหนึ่งแล้ว ในอนาคต การเชื่อมโยงถือเป็นเงื่อนไขสนับสนุนศักยภาพการแข่งขันทั้งการผลิตและการตลาดอีกอย่างหนึ่ง โดยฟาร์มสามารถทำการผลิตได้อย่างมั่นใจ และห้องเย็นได้วัตถุดิบตรงตามแผนการตลาด
แต่ทั้งนี้ การเชื่อมโยงทางธุรกิจในปัจจุบัน อาจจะมีปัญหาอุปสรรคปลีกย่อยหลายประการ หากทั้งสองฝ่ายจริงจัง และมุ่งมั่นในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อทุกอย่างลงตัว จะทำให้การทำธุรกิจเชื่อมโยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหากสามารถเชื่อมโยงได้ลงตัวถึงครึ่งหนึ่งของผลผลิตกุ้งไทย เชื่อว่า กุ้งไทยจะมีเสถียรภาพทั้งการผลิต การตลาด ราคาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจ และอุตสาหกรรมกุ้งไทยจะมั่นคงยิ่งขึ้น
4.2 พัฒนาแนวทางการผลิตกุ้งให้ได้ผลผลิตกุ้งที่มีคุณภาพสูงสุด เสถียร และต้นทุนการผลิตต่ำสุด
4.2.1 กรณีกุ้งขาว
* การปล่อยกุ้งที่ระดับหนาแน่นที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง และเสี่ยงน้อยที่สุด ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำสุด ต้องขึ้นอยู่กับ สภาพบ่อเลี้ยง (พื้นบ่อไม่ยุ่ย, เกิดตะกอนยากและเกิดการหมักหมมใต้ตะกอนพื้นบ่อน้อย) ความลึกของน้ำ ความพร้อมของเครื่องมืออุปกรณ์ และแผนการผลิตตามข้อตกลงที่ทำไว้กับห้องเย็นส่งออก
* ฟาร์มเลี้ยงกุ้งต้องเคร่งครัดในการป้องกันโรคไวรัสกุ้งเป็นพิเศษ เพราะปี 2552 นี้เราได้ตะลุยเลี้ยงกุ้งกันเต็มเหยียด จนหลายพื้นที่เกิดภาวะหมักหมมทั้งในระบบฟาร์มและแหล่งเลี้ยง อีกทั้งปัจจุบันทราบข่าวว่าได้เกิดโรคไวรัสดวงขาวระบาดกระจายทั่วไปเกือบทุกจังหวัดที่เลี้ยงกุ้ง ซึ่งพร้อมจะเกิดการระบาดต่อเนื่องในการเลี้ยงกุ้งรอบต่อไป จึงต้องเคร่งครัดในการป้องกันโรคไวรัสเป็นพิเศษ ทั้ง การใช้ระบบไบโอสะเคียว (Biosecure) อย่างมีประสิทธิภาพ การสุ่มกุ้งปกติและสัตว์พาหะนำโรคในระบบฟาร์มตรวจเช็คไวรัสด้วยชุดตรวจไวรัสความไวสูง ( เช่น Speed LFD ของหน่วยธุรกิจฯไบโอเทค ) และควรสุ่มกุ้งอ่อนแอตรวจด้วยชุดตรวจภาคสนามที่มีจำหน่ายทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อให้รู้เร็ว และป้องกันแก้ไขได้ทันเหตุการณ์ก่อนเกิดการแพร่ระบาดจนเสียหายรุนแรง
ในกรณีนี้ ผู้ประกอบการฟาร์มบางส่วนอาจรู้สึกว่าปีที่ผ่านมาได้มีกุ้งทยอยตายระหว่างการเลี้ยงแต่ก็สามารถเลี้ยงต่อไปและจับขายตามปกติได้ เรื่องนี้ขอขยายความเพื่อความเข้าใจร่วมกันว่า การเลี้ยงกุ้งหนาแน่นสูงและมีกุ้งบางตัวทยอยตายประปรายให้เห็นในช่วงท้ายๆของการเลี้ยง ก็เพราะสภาพแวดล้อม (ทั้งน้ำและพื้นบ่อ) เกิดการหมักหมม ในขณะที่กุ้งไม่มีที่อยู่และบางตัวเข้าเขตเลน จนเกิดภาวะอ่อนแอจนติดเชื้อแบคทีเรียและทยอยตายให้เห็น แม้เราเก็บกุ้งตายออกวันละไม่มาก แต่ที่จริงแล้วมีกุ้งที่อ่อนแอพร้อมป่วยในบ่ออีกนับพันนับหมื่น หากเกิดการติดเชื้อไวรัสก็จะเกิดโรคไวรัสระบาดได้ง่าย แม้รอบที่ผ่านมาเราได้ขายกุ้งตามแผนการตลาด หรือบางบ่อถูกกุ้งบังคับให้ต้องขายกุ้งส่วนใหญ่เหมือนปกติ ก็ต้องถือว่าบ่อนั้นมีความเสี่ยงโรคไวรัสและต้องเฝ้าระวัง เคลียร์บ่อ และป้องกันการแพร่เชื้อในรอบต่อไปเป็นกรณีพิเศษด้วยเช่นกัน

4.2.2 กรณีกุ้งกุลาดำ
เนื่อกจากปี 2552 ราคากุ้งขาวอยู่ในภาวะทรงต่ำ ในขณะที่ฟาร์มกุ้งบางส่วนปรับไปทดลองเลี้ยงกุ้งกุลาดำตามที่มีการผลิตลูกกุ้งสายพันธุ์เพาะเลี้ยงออกจำหน่าย และมีข่าวว่าแนวโน้มดีกว่ากุ้งขาว (เพราะผลิตน้อย และมีการเชื่อมโยงตลาดขายตรงสู่ห้องเย็น) จึงมีฟาร์มกุ้งสนใจที่จะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปี 2553 มากขึ้น
กรณีกุ้งกุลาดำ ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า
* ฟาร์มต้องติดต่อเชื่อมโยงด้านการตลาดให้เรียบร้อยก่อนการเลี้ยง (โดยเฉพาะรายที่จะเริ่มเลี้ยงในปี 2553 และยกเว้นฟาร์มที่มีประสบการณ์ผลิตกุ้งกุลาดำบริการตลาดกุ้งอ๊อกส่งประเทศจีน)
* ฟาร์มต้องมั่นใจว่าผลิตกุ้งได้จริงตามข้อตกลงกับห้องเย็นส่งออก เพราะกุ้งกุลาดำมีรายละเอียดเกี่ยวกับผลผลิตกุ้งมากกว่ากุ้งขาว เช่น สีต้องได้ ไซซ์ต้องได้ ระยางค์ครบ เหงือกและตัวกุ้งสะอาด ไม่มีตำหนิ และปลอดกลิ่นแปลกปลอม (โคลน, ฟางข้าว, หญ้าหมัก, ข้าวโพด, โซล่า) และจับตามวิธีที่ตกลงกับห้องเย็น (กุ้งอ๊อก, กุ้งเป็นต้มโรงงาน, กุ้งตาย) เรื่องนี้โปรดระวัง เพราะ " การเลี้ยงได้ตัวกุ้งแต่ไม่ผ่านสเป็คจะเป็นภาระทั้งฟาร์ม และห้องเย็นผู้ซื้อ " และถ้ามีปัญหาจะเสี่ยงขาดทุนเอาง่ายๆซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นโดยทั่วไปอยู่แล้ว
* ฟาร์มที่อดีตเคยเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ผลอย่างมั่นใจ แต่ได้ปรับมาเลี้ยงกุ้งขาวเสียหลายปี เมื่อจะหันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำอีกครั้ง ก็ต้องไม่ประมาทและมั่นใจเกินไป เพราะคนงานเลี้ยงอาจปรับตัวไม่ทัน และก่อความเสียหายในการผลิตได้
4.2.3 กรณีสัตว์น้ำอื่น
ในรอบปี 2552 นี้ ชาวฟาร์มกุ้งส่วนใหญ่คงได้รับทราบข่าวที่ฟาร์มกุ้งในพื้นที่น้ำจืด หรือพื้นที่ความเค็มต่ำบางส่วนได้ปรับไปเลี้ยงปลานิล(โดยปล่อยเสริมกุ้งขาว) หรือปลากะพง (โดยใช้อาหารสำเร็จรูปร่วมกับอาหารสด ) หรือ กุ้งก้ามกราม และมักจะรับข่าวว่าได้ผลดี ประกอบกับต่างก็มีความรู้สึกว่า ปี 2553 คงจะมีฟาร์มกุ้งขาวที่มีศักยภาพ(มีความพร้อม และผลิตได้ผล) จะขยายการผลิตกุ้งอย่างต่อเนื่องต่อไป ตนเอง จึงคิดว่าจะลองปรับไปเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นดูบ้าง
ในกรณีนี้ ขอสื่อตรงๆว่า ปัจจุบันเราเลี้ยงกุ้งเก่งขึ้น ได้ผลผลิตกุ้งต่อไร่มากและเสถียรกว่าสมัยก่อน จึงกลายเป็นว่าเรามีพื้นที่เลี้ยงกุ้งเหลือหรือเป็นส่วนเกินอยู่จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะฟาร์มที่อยู่ในพื้นที่ความเค็มต่ำหรือน้ำจืดซึ่งส่วนใหญ่ศักยภาพการผลิตสู้ฟาร์มใกล้ชายฝั่งทะเลหรือความเค็มสูงกว่าไม่ได้ จึงต้องการปรับไปทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นดูบ้าง ในความเห็นส่วนตัว เรามีทางเลือกหลายอย่าง คือ หยุด(ผู้เขียนเลือกหยุด), ชะลอ(หรือหยุดปรับปรุงฟาร์ม), ปรับพื้นที่ไปเป็นนาข้าว (ซึ่งคาดว่าอนาคตจะดี เพราะภาวะโลกร้อน และบางส่วนขุดนาข้าวเป็นสวนปาล์มเพราะแนวโน้มน้ำมันดิบราคาทรงสูง และบางส่วนอาจอยากเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นตามข่าวที่ได้รับ
ในที่นี้ จึงขอเสนอเฉพาะสาระสำคัญเป็นความเห็นไว้ คือ
* กรณีปลานิล หรือปลานิลโดยการปล่อยเสริมกุ้งขาว
- ราคาผลผลิตแกว่งง่าย เพราะมีปลานิลกึ่งธรรมชาติมาก ส่วนตลาดแต่ละท้องถิ่นจะมีข้อจำกัด(ปี 2552 ราคาปลานิลสูงเกือบตลอดปี เพราะฟาร์มเลี้ยงเสียหายบางส่วน แต่ปลายปีผลผลิตเริ่มมาก และราคาเริ่มลดลงแล้ว จึงคาดว่าปี 2553 ราคาปลานิลปรับทรงต่ำ ตามวัฏจักรราคาซึ่งเป็นลูกคลื่น 1-2 ปีเว้น 1-2 ปี)
- ปลานิลก็มีโรคประจำ เช่น เห็บระฆัง, ปลิงใส และโรคติดเชื้อแบคทีเรีย จึงควรศึกษา หาข้อมูล และปรึกษาผู้มีประสบการณ์ก่อนทำการเลี้ยง
- การผลิตปลานิลส่งออก ต้องประสานวางแผนร่วมกับห้องเห็นให้ลงตัวก่อนการผลิต
* กรณีปลากะพง
- ไม่ขอออกความเห็น ท่านต้องปรึกษาผู้มีประสบการณ์และผู้ชำนาญการจริง ก่อนการตัดสินใจ
* กรณีกุ้งก้ามกราม
- ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฟังการสัมมนา เรื่อง "โครงการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพศผู้ล้วน" ที่จัดโดย บริษัท โพเวอร์ พรอน โปรดิวเซอร์ จำกัด ร่วมกับ คุณประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว ที่ประกอบฟาร์ม จ.ราชบุรี รู้สึก "ทึ่ง น่าสนใจ และน่าส่งเสริม" เพราะในกิจกรรมเครือข่าย คนไทย-กุ้งไทย ผู้เขียนได้สนใจกุ้งก้ามกรามตั้งแต่ปี 2545 แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกิจกรรม เมื่อมีผู้บุกเบิกโครงการนี้ก็ต้องเชียร์เป็นธรรมดา แต่รายละเอียดเป็นอย่างไร ฟาร์มกุ้งที่สนใจต้องติดตามข้อมูลข่าวสารด้วยตนเอง

สรุป
เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่านบทความมาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่า ทางออกสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งไทยในปี 2553 ที่จะถึงนี้ "ยังมี" เพียงแต่ฟาร์มไหน มีเงื่อนไขเฉพาะตนอย่างไร เหมาะที่จะเลือกเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์ไหน และเตรียมความพร้อมสูงสุดได้อย่างไร
แต่ทั้งนี้ ขอย้ำว่า จะเลี้ยงอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีจังหวะหรือช่วงเวลา จะได้มาก ได้น้อย หรือเสียบ้าง เป็นธรรมดา สำคัญว่าเราปรับตัวได้ดีเพียงใด และคุมใจตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้หรือไม่ ก็เท่านั้นเอง
และท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนกลับนึกถึงนาข้าวขึ้นมาฉับพลัน จึงขอทิ้งท้ายฝากไว้สำหรับฟาร์มกุ้งที่มีพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวไว้บางประการ คือ
1. ปัญหาโลกร้อนในอนาคต ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ธัญพืชที่เป็นอาหารมนุษย์จะขาดแคลน ผลผลิตจากพื้นที่ที่ผลิตได้คุณภาพสูงจะมีราคาสูงขึ้น
2. ปัจจุบัน คนในเขตหนาวทั้งหลาย เริ่มสนใจกินข้าวแทนแป้งสาลีมากขึ้น
3. อนาคต ราคาน้ำมันดิบจะทรงสูง และสูงขึ้นตามที่ยังมีคนต้องการซื้อ ชาวโลกแต่ละประเทศจะต้องเปลี่ยนพื้นที่ผลิตพืชอาหารไปเป็นพืชพลังงานมากขึ้น
4. ไทย และเพื่อนอาเซียน มีสิทธิเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำหรับชาวโลกได้ดีกว่าประเทศอื่น (แต่ต้องระวังถูกนายทุนข้ามชาติ หรือคนไทยร่วมกับนายทุนในชาติซื้อ/เช่าพื้นที่ไปหมด)
5. ไทย มีปราชญ์ด้านข้าว เป็นตัวอย่างอยู่แล้ว (ที่ จ.สุพรรณบุรี และอื่นๆ) ซึ่งสามารถและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าว ที่ทุกรายสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง
จึงขอฝากนาข้าวไว้ในใจของชาวฟาร์มกุ้งบางพื้นที่ที่เหมาะสมไว้พิจารณาด้วย เพราะทราบข่าวว่า ฟาร์มกุ้งเขตน้ำจืดบางรายที่ปรับพื้นที่ไปปลูกข้าว ปรากฏว่าได้ผลดี (เพราะปุ๋ย แร่ธาตุ และคุณสมบัติดินยิ่งเหมาะสม)
ที่ทิ้งท้ายไว้อย่างนี้ ก็เพื่อเราจะไม่ต้องเครียดกับกุ้งมากเกินไป

สวัสดี
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 3/1/2010
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด