ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.
มองกุ้งไทยปี 2553
ผ่าน คุณฤทธิรงค์ บุญมีโชติ

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกท่านครับ ผมมองว่า ในปี 2553 การบริโภคกุ้งทั่วโลกไม่ลดลงแน่นอน ถ้าเพิ่มได้สัก 2-3 % ก็จะดีมาก อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์กันว่า วิกฤติช่วงที่เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทำให้ขวัญและกำลังใจคนทั่วโลกดีขึ้น อีกอย่างคือ กุ้งถือว่าเป็นอาหาร เป็นหมวดที่กระทบน้อยที่สุด ที่ผ่านๆ มาเราเจอทั้งวิกฤติต้มยำกุ้ง ล่าสุดก็เจอวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ อุตสาหกรรมกุ้งของเราก็ยังคงอยู่ได้

ส่วนทั่วโลกแม้จะประสบปัญหาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมอาหารยังไปได้อยู่ ดูจากยอดส่งออกปี 52 เมื่อต้นปี เราเป็นห่วงกันมาก เนื่องจากประเทศลูกค้าหลักของเราประสบปัญหาหนัก ทั้งสหรัฐฯ ที่เราส่งออกเกือบๆ 50% ของการส่งออกกุ้งทั้งหมด อีกทั้งสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่สุดท้ายยอดส่งออกกุ้งไทยกลับเพิ่มขึ้น ประมาณ 8-10% ซึ่งก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าอุตสาหกรรมกุ้งบ้านเราแข็งแรงพอสมควร

เรามาดูตลาดหลัก 3 ประเทศ กันก่อนดีกว่า?

สหรัฐอเมริกา ปี 53 ยอดส่งออกน่าจะอยู่ใกล้เคียงกับปี 52 ไม่น่าจะหดตัว เพราะปัจจุบันจำนวนประชาชนในสหรัฐฯอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านคน ยังไงทุกคนต้องบริโภคอาหาร ส่วนเรื่องเศรษฐกิจแม้ว่าจะไม่ดีขึ้นทันทีทันใด แต่ช่วงต่ำสุดของวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ได้ผ่านไปแล้ว กำลังใจประชาชนน่าจะดีขึ้น สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือ อัตราคนว่างงาน ถ้าภาครัฐยังแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะกระทบต่อการบริโภคทุกตัว ไม่ใช่แค่กุ้งอย่างเดียว ที่ผ่านมาแม้ว่า การบริโภคในภัตตาคารลดลง แต่ยอดขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าโชคดีที่มีออเดอร์อยู่ทั้ง 2 ตลาดครับ

ประเทศญี่ปุ่น ผลจากที่ไทยและญี่ปุ่นบังคับใช้ความตกลง JTEPA ช่วยได้มาก ทำให้กุ้งไทยส่งออกไปญี่ปุ่นได้มากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแปรรูปที่เพิ่มมูลค่า ปริมาณการส่งออกกุ้งของไทยอยู่ในอันดับ 3 แต่ผมมองว่าตลาดการบริโภคในประเทศญี่ปุ่นนั้นคงไม่โตแล้ว เพราะอัตราการเกิดของประชากรน้อยลง ทำให้ตัวกินน้อยลงด้วย (เนื่องจากคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ๆ ไม่นิยมมีลูก ช่วงวัยบริโภคจะน้อยลง) แต่ในมุมของประเทศไทยยังถือว่ามีโอกาสในการแย่งชิงตลาดที่มีอยู่เดิมได้ ทั้งนี้ต้องรอจังหวะช่วงที่ราคากุ้งไม่แพงมากก็สามารถแข่งขันได้

สหภาพยุโรป กุ้งไทยยังสามารถโตได้ เนื่องจากตลาดอียูเน้นเรื่องความปลอดภัยของอาหารมาก วันนี้ประเทศไทยค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเรามีระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีมาตรฐานทั้ง GAP CoC ACC อยากได้กี่ดาวว่ามา คนไทยจัดให้ได้หมด เพราะความสามารถของประเทศไทยสูงมากครับ ที่สำคัญซื้อขายกับคนไทยได้ของดีมีคุณภาพดีแน่นอน ลูกค้าไว้ใจเรามากครับ
ส่วนตลาดอื่นๆ ในปีหน้าที่จะเริ่มมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือAFTA (อ๊าฟต้า) ก็น่าจะดีขึ้นไม่น่าห่วง ไม่แน่นะครับ ปีนี้อาจจะได้เห็นจีนนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยก็เป็นได้ เพราะความต้องการบริโภคในจีนสูงมาก ในช่วงฤดูหนาวจีนเลี้ยงกุ้งไม่ได้ และก็ไม่แน่นะครับเวียดนามอาจจะนำเข้ากุ้งจากไทยก็ได้ เนื่องจากผลผลิตกุ้งของเรามีคุณภาพไซซ์กุ้งเสมอกัน เขาอาจจะลดขั้นตอนเวลาที่ต้องการสินค้าไปแปรรูปเพื่อส่งออกก็เป็นได้

สถานการณ์คู่แข่งของกุ้งไทย?

ผลผลิตคู่แข่งเรา เลี้ยงได้ไม่เยอะ เช่น อินโดนีเซีย ปี 52 ประสบปัญหาโรคทั้งปี ไม่แน่ว่าปี 53 จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ เราต้องติดตามดูให้ดีๆ มีผลทำให้ผลผลิตรวมโลกออกมาไม่มากเกินไป ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็เป็นโอกาสของกุ้งไทย แต่หากไม่มีโรคระบาด ผลผลิตก็เพิ่ม ส่วนเวียดนาม เค้าพึ่งเริ่มเลี้ยงกุ้งขาวได้ไม่นาน ต้องติดตามดูอีก 2 ปี ผลผลิตน่าจะออกมาเยอะขึ้น
ผลผลิตกุ้งในปี 52 ผลิตได้มากสุดคือจีน ตัวเลขที่ผมได้มา คือ อาจจะถึง 1.2 ล้านตัน และปี 53 จีนเขาตั้งเป้าไว้ 1.4 ล้านตัน ส่วนไทยผลผลิตเป็นอันดับสองในโลก แต่ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกครับ

ทำอย่างไรกุ้งไทยจึงจะแข็งแกร่งในปี 53 ?
ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยแข็งแกร่ง ดำรงอยู่ได้ในปี 2553 คือ
1. การร่วมมือร่วมใจ และการมีวินัยในการเลี้ยงและการผลิตกุ้งไทย เพื่อให้กุ้งไทยทุกตัวเป็นกุ้งปลอดสารพิษ ทำให้ตรงนี้เป็นจุดขายของกุ้งไทย เพราะปัจจุบันผู้บริโภคทุกคนต้องการอาหารที่ดีมีคุณภาพ ดีต่อสุขภาพ ในขณะที่คู่แข่งของเรายังควบคุมเรื่องนี้ไม่ได้ทั้งหมด จึงต้องขอขอบคุณเกษตรกร และกรมประมงที่ร่วมมือกันในเรื่องนี้กันมานาน

2. ในแง่ของผู้ส่งออก ความสามารถทั้งการผลิตแปรรูปสินค้า และการหาตลาดใหม่ๆ ถือว่าห้องเย็นบ้านเราทำได้ดี ไม่หยุดนิ่ง ถ้าตลาดใดมีปัญหาห้องเย็นก็พยายามทำตลาดใหม่ไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับ เพราะถ้าไม่มีผู้ซื้ออุตสาหกรรมก็จะมีปัญหาทันที
3. การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวปัจจุบันนี้ ทำให้กุ้งเลี้ยงง่าย โตเร็ว ต้นทุนต่ำ สามารถแข่งขันได้ อีกทั้งคุณภาพอาหารกุ้งของไทยก็ถือว่าดีที่สุดด้วย
4. เกษตรกรเองมีความเข้าใจมากขึ้น มีการบริหารจัดการวางแผน มีการร่วมกลุ่มในรูปแบบชมรม ร่วมมือกันมากขึ้น ร่วมทั้งมีสื่อกลางทางธุรกิจอย่าง นสพ.กุ้งไทย เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารทำให้มีการเชื่องโยงกันในอุตสาหกรรม

ฉะนั้นมองโดยรวมแล้ว แม้เศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อจะมีปัญหา แต่ประเทศไทยไม่ได้ส่งกุ้งลดลงเลย กลับเพิ่มขึ้น ในปี 52ที่ผ่านมา อีกทั้งผลผลิตกุ้งของประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากเกินคาด แต่เราก็สามารถหาตลาดเพื่อส่งออกได้เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานเราแข็งแรงพอ ยิ่งเพื่อนบ้านเจอปัญหา คือ เลี้ยงกุ้งไม่ผ่าน ก็ยิ่งส่งผลให้ราคากุ้งบ้านเราไม่ต่ำมาก ที่สำคัญช่วงกลางปีมีหลายห้องเย็นได้ทำโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่งหลายหมื่นตัน ก็สามารถช่วยพยุงราคากุ้งไว้ได้บ้าง ทำให้ราคากุ้งค่อนข้างนิ่ง มีเสถียรภาพมากขึ้นในระดับที่น่าพอใจ
ราคากุ้งปี 53 จะเป็นอย่างไร?
ปี 52 ที่ผ่านมา ผมมองว่าราคาค่อนข้างดี คือ ช่วงต้นปี ราคาดีมาก ช่วงกลางปีที่ราคาต่ำ ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก ส่วนช่วงปลายปีราคาก็ดีขึ้น ราคากุ้งค่อนข้างนิ่ง ขึ้นลงไม่แรง แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดคือ ราคากุ้งณ วันนี้ ดีไปจนถึงเดือน 5 ของปี 53 เลย อยากเห็นราคายังคงตัวได้ ราคาไม่ตก ปัจจัยที่พอจะทำให้เป็นแบบนั้น คือ ถ้าผลผลิตเพื่อนบ้านยังไม่ดี เช่น อินโดนีเซียจะแก้ปัญหาเรื่องโรคระบาดได้หรือยัง ในช่วง 5 เดือนนี้ ถ้ายังก็ถือว่าเป็นผลดีต่อไทย , จีน ถ้าอากาศหนาวอยู่ยังเลี้ยงไม่ได้ กว่าจะมีผลผลิตออกมาก็เดือน 7-8-9 ส่วนเวียดนามก็ต้องดูว่าเขาลงกุ้งช่วงเดือนไหน ผลผลิตออกเมื่อไหร่
สำหรับปี 53 ต้องวางแผนกันว่า ทำอย่างไรให้ราคากุ้งนิ่ง ไม่ถูกเกินไป และไม่ได้สูงมากจนแข่งขันไม่ได้ อย่างแรกเลย คือ เราต้องมีการวางแผนการผลิต ร่วมกัน ระหว่างผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้ส่งออก อย่างน้อยมีการหารือกันทุก 2 เดือน เพื่อจะได้วางแผน เพราะที่ผ่านมาปัญหาคือเวลาผลผลิตเยอะ ก็เยอะเกินไป เวลาผลผลิตขาดก็ไม่มีเอาซะเลย วันนี้เรามีการรวมกลุ่มกันเป็นชมรมอยู่แล้ว ให้ชมรมต่างๆ มาประชุมร่วมกับสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ว่าตลาดเป็นอย่างไร เอาข้อมูลมากแลกเปลี่ยนกัน ก็จะทำให้บอกได้ว่าควรจะเลี้ยงไซซ์เท่าไร รู้ว่ามีกุ้งมากน้อยเท่าไร จะได้รับออเดอร์ได้ถูก อย่างที่ 2 คือ เราควรจะทำคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง ให้มากๆ ถ้าปี 53 หลายๆห้องเย็นช่วยกันทำให้ได้ประมาณ 4-5 หมื่นตัน ก็ทำให้มีผลต่อราคาในท้องตลาดแน่นอน

ราคากุ้งปี 53?
ผมคาดการณ์ว่า ราคาคาดการณ์เฉลี่ยทั้งปีนี้จะเป็นดังตัวเลขนี้ จะใช้เป็นแนวทางให้ผู้เลี้ยงกุ้งวิเคราะห์ว่าถ้าราคาต่ำกว่านี้อย่าเพิ่งขาย
ไซซ์ 40 ตัว/กิโล ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 120 - 150 บาท
ไซซ์ 50 ตัว/กิโล ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 110 - 130 บาท
ไซซ์ 60 ตัว/กิโล ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 105 - 115 บาท
ไซซ์ 70 ตัว/กิโล ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 95 - 110 บาท
ไซซ์ 80 ตัว/กิโล ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 90 - 105 บาท
ไซซ์ 100 ตัว/กิโล ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 75 - 85 บาท
ปี 53 ช่วงต้นปี 3 เดือนแรก ราคากุ้งจะดี กุ้งไซซ์ใหญ่น่าจะมาแรง ส่วนกุ้งไซซ์เล็กคาดว่าน่าจะแรงทั้งปี ราคาจะแกว่งน้อยกว่า ผู้เลี้ยงกุ้งที่เลี้ยงไซซ์ใหญ่แนะนำให้ทำคอนแทรคไว้ครับ
ช่วงเดือน 5-9 ราคากุ้งจะต่ำ เพราะผลผลิตออกมากพร้อมๆ กัน ต้องระวัง และวางแผนการเลี้ยงให้ดีครับ
หลังจากเดือน 9 ก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว
ในส่วนของกุ้งดำ ไปได้ครับ ถ้าจะเลี้ยงก็ต้องหาสายพันธุ์ที่โตเร็ว ต้านทานโรคได้ เลี้ยงไซซ์ใหญ่ ต้องเลี้ยงให้ได้หน้า 2 ขึ้นไปยิ่งดี ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา กุ้งกุลาดำ ได้ราคาดีทีเดียว แต่ที่สำคัญต้องทำคอนแทรคกับห้องเย็นให้แน่นอน
ปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในปี 53 ?

ปัจจัยที่มีผลต่อราคากุ้งปีหน้ามี 4 ปัจจัยหลัก คือ 1.อัตราแลกเปลี่ยน 2. ผลผลิตกกุ้งทั่วโลก 3. ตลาด (ไม่น่าห่วงมาก เพราะคิดว่าไทยยังคงเป็นผู้นำได้) 4. แรงงานต่างด้าว (พม่า) ตอนนี้ทุกโรงงานถ้า มีปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียน ไม่มีคนมาทำนะครับ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ต่อให้เราเก่งเรื่องการผลิต,การส่งออกหรือตลาดมากขนาดไหน แต่หากภาครัฐวางแผนเรื่องแรงงานต่างด้าวไม่ดี ถ้ามีปัญหาขึ้นมา กุ้งที่ผลิตได้ดีๆ แต่ไม่มีคนทำนี่สิน่ากลัว เพราะกุ้งจะเน่าหมด ทำไม่ทัน ดังนั้น ผมจึงมองว่า แรงงานต่างด้าวมีผลกระทบแน่นอนต่อราคากุ้ง ซึ่งในปี 53จะมีการพิสูจน์สัญชาติของแรงงานต่างด้าว ต้องมีจัดการที่ดี ต้องมีความละเอียดอ่อน ไม่เช่นนั้นอุตสาหกรรมกุ้งเรากระทบแน่นอน
ถ้าไม่มีพม่ามาทำงาน ประเทศไทยจะต้องลดกำลังการผลิตลงมาเหลือปีละ 2.5 แสนตัน คือลดลงมาครึ่งนึงเลยครับ จึงจะทำได้ ฉะนั้นเรื่องแรงงานเป็นเรื่องสำคัญ ผมคิดว่าอาจจะมีปัญหาในปีหน้า แค่หยุดงาน 3 วันก็เชื่อว่าจะปั่นป่วนไปทั้งอุตสาหกรรม ราคากุ้งร่วงกระฉูดยิ่งกว่า กุ้งเข้าตลาดมากๆ อีกครับ ดังนั้นเรื่องนี้มองข้ามไม่ได้ทีเดียว ฝากให้รัฐบาลดูแลด้วยจะทำอะไรให้คุยกับผู้ประกอบการก่อนครับ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

โครงการคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง ของบริษัทไทยยูเนี่ยน ปี 53 ?

ในปี 52 ที่ผ่านมา บ.ไทยยูเนี่ยนทำคอนแทรคอยู่ที่ 12,000 ตัน ผลตอบรับส่วนใหญ่เกษตรกรมีความพอใจมาก เพราะเราทำคอนแทรคให้ช่วงเดือนอันตราย ผมตั้งใจทำคอนแทรกเพื่อรองรับในช่วงที่กุ้งราคาตกอยู่แล้ว เกษตรกรที่ร่วมทำคอนแทรคมีความพอใจมาก ถึงจะไม่ใช่ราคาที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ และมีกำไร ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวล
สำหรับโครงการคอนแทรค ฟาร์มมิ่งของ ไทยยูเนี่ยนในปี 53 นี้ จะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันกับเกษตรกรเลี้ยงกุ้งก่อน ในช่วงเดือนมกราคม เป้าหมายคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 15,000 ตัน
ผมมองว่าการทำคอนแทรคห้องเย็นต้องเป็นฝ่ายเสียสละ การทำคอนแทรกจึงได้ผลดีตามเป้าหมาย แต่เกษตรกรเองก็ต้องตั้งใจผลิตกุ้งที่ดีส่งห้องเย็นด้วย ในปีที่ผ่านมาพบว่ากุ้งเป็นแผลเยอะห้องเย็นก็ให้ผ่าน ทำให้เกษตรกรเลี้ยงแน่นเกินไป ซึ่งปี 53 นี้อาจจะตกลงว่าอัตราปล่อยเท่าไรถึงจะเหมาะสม เพื่อให้ผลผลิตกุ้งที่ได้มีคุณภาพ ส่วนราคาก็จะคุยกับเกษตรกรกันในเดือนมกราคม แล้วถึงนำราคาดังกล่าวไปเสนอลูกค้าต่างประเทศ ถ้าราคาตกลงกันได้แล้ว ช่วงเดือน 3-4 น่าจะเริ่มส่งกุ้งเข้าคอนแทรคได้เลยครับ

บริษัทไทยยูเนี่ยนได้ผลักดันให้เกษตรกรทำมาตรฐาน ACC ?
ตอนนี้มีโครงการทำมาตรฐาน ACC ให้เกษตรกรฟรีๆ ด้วย ผมมองว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เป็นผลดีกับเกษตรกร และห้องเย็นได้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเรามีหลายรูปแบบด้วยกันคือ

แบบแรก ในการช่วยทำมาตรฐาน ACC ทางบริษัทออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเป็นพี่เลี้ยงช่วยทำมาตรฐาน จนได้รับมาตรฐาน ACC เมื่อผ่านมาตรฐานACC แล้วชื่อของฟาร์มก็จะนำไปอยู่คู่กับห้องเย็นไทยยูเนี่ยน ซึ่งไม่ใช่เพียงไทยยูเนี่ยนเจ้าเดียวที่ทำอย่างนี้ แต่ห้องเย็นเจ้าอื่นๆ ก็ทำแบบเดียวกัน ถือว่าเป็นการได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในกรณีที่ห้องเย็นไม่มีออเดอร์กุ้งไซซ์นี้ เกษตรกรก็สามารถขายกุ้งให้กับห้องเย็นอื่นได้
แบบที่ 2 ออกเงินค่าทำมาตรฐานคนละครึ่ง ซึ่งแบบนี้ เกษตรกรมีสิทธิ์จะขายกุ้งให้ห้องเย็นไหนก็ได้ เพราะถ้าเรามีออเดอร์เราก็ช่วยซื้อได้

ราคาซื้อสำหรับฟาร์มที่มาตรฐาน ACC แล้ว อย่างน้อยจะเพิ่มบวกอีก 3 บาท สมมุติทำคอนแทรคไว้ที่ 120 บาท ถ้าฟาร์มที่ผ่านมาตรฐาน ACC ราคาจะอยู่ที่ 123 บาท ต่อยอมรับว่าตรงนี้ที่บริษัทไทยยูเนี่ยนเข้าไปช่วยเนื่องจากเป็นลูกค้าอาหารไทยยูเนี่ยนด้วย เมื่อปีที่แล้วมีเกษตรกรที่ทำคอนแทรคกับไทยยูเนี่ยนอยู่ประมาณ 200 ราย มีเกษตรกรขอทำมาตรฐานACC ไปแล้ว 40 ราย แต่ก็มีเกษตรกรที่ขอทำมาตรฐาน ACC เพิ่มอีก ซึ่งการทำมาตรฐาน ACC ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรเอง

สรุป

"ผลผลิตกุ้งของไทยในปี 53 คาดว่า
น่าจะอยู่ 6 แสนตัน ผมมองว่าตลาดยังรับไหว
แต่ไม่ควรจะมากกว่านี้ เพราะจะทำให้เหนื่อยทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์ของคู่แข่งมีปัญหาค่อยมาดูกันอีกที เพราะข้อดีของไทยคือ
หากกุ้งของประเทศไหนขาด ไทยก็สามารถหาชดเชยได้ทันทีครับ
สุดท้ายก็ขอให้ผู้เลี้ยงกุ้งทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรงและโชคดี
ตลอดปี 2553 ครับ."

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 5/3/2010
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด