ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

การเลี้ยงกุ้งปีเสือ (2553)
(บทความประกอบงานสัมมนา งานกุ้งตรัง ปี 2553โดย ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ

การเลี้ยงกุ้งปีเสือตามที่ผมกล่าวไปแล้วในงานวันกุ้งภาคตะวันออกที่จังหวัดจันทบุรีและงานวันกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า ปีที่แล้วผลการเลี้ยงกุ้งอยู่ในระดับที่ดีมาก ลูกกุ้งจากทุกโรงเพาะฟักโตดีหมด อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งปีที่แล้วคุณภาพดีเนื่องจากวัตถุดิบของการผลิตอาหารกุ้งมีราคาถูก จากผลการเลี้ยงกุ้งที่ดีปีที่แล้วทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งบางคนหรือส่วนใหญ่บางคนหรือส่วนใหญ่ประมาท ตามนิสัยคนไทยทั่วไปที่มีความมั่นใจมากขึ้นหลังจากการเลี้ยงกุ้งได้ผลดีซึ่งมีเหตุผลที่สามารถเข้าใจได้โดยคิดว่าวิธีการเลี้ยงน่าจะเข้าที่เข้าทางแล้ว ปีนี้ก็เลี้ยงตามสไตล์เดิมหรือเลี้ยงเพิ่มมากกว่าเดิมด้วยซ้ำนึกว่ามีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าปีไหนหรือรอบไหนมีผลผลิตที่ดีแล้วนั้น เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในบ่อกับแหล่งน้ำไปมาก เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพัก ฟื้นฟู นานมากกว่าปกติ การเลี้ยงต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ เพราะมีการเสื่อมลงภายในบ่อจากการสะสมของเสียต่างๆ เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นในปีนี้ควรต้องมีการปล่อยลูกกุ้งน้อยกว่าเดิมหรือจะต้องมีการจัดการที่ดีกว่าเดิม ถ้ายังคงจะเลี้ยงในความหนาแน่นเท่ากับรอบที่ผ่านมา แต่ในสภาวะความเป็นจริงของคนไทยคงไม่เป็นอย่างนั้นยังคงต้องมีการเลี้ยงแบบเดิมหรือพยายามให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ในขณะที่ต้นทุนอาหารที่ผมได้ฟันธงไปแล้วว่าปีนี้จะเลี้ยงด้ำไม่ดีเท่ากับปี 2552 เพราะวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงกว่าเดิมมาก ซึ่งเข้าใจว่าบริษัทผู้ผลิตอาหารพยายามรักษาคุณภาพให้สูงที่สุด ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีมีจำกัด ดังนั้นโอกาสที่จะเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีจริง ๆ ในปริมาณมากคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก คงทำได้ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นน่าจะส่งผลกับคุณภาพอาหาร แม้ว่าผู้ผลิตอาหารจะพยามยามเต็มที่ก็ตามเพื่อจะทำให้ต้นทุนการผลิตไม่สูงมาก กระนั้นก็ตามจะเห็นได้ว่าราคาอาหารได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตไม่สามารถจะซื้อวัตถุดิบในราคาที่จะควบคุมราคาเดิมได้
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าผลผลิตการเลี้ยงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมกุ้งเป็นโรคขี้ขาวเยอะมากกว่าปกติในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีหลายสาเหตุ อาจจะสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมเนื่องจากมีอากาศเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ เอลนิญโญ่ ระดับปานกลาง ซึ่งตามปกติถ้าเราดูประวัติของเอลนิญโญ่แล้วประมาณ 40 ปีจะมีแรง ๆ หนึ่งครั้งแต่เมื่อเรามองในรายละเอียดแล้วเอลนิญโญ่จะมีความถี่ขึ้นคือใช้เวลาไม่นานเท่าเดิมก็เกิดขึ้นแล้วเช่นเดียวกับอากาศเปลี่ยนแปลงที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเช่นเดียวกับปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่มีเดือนแปดสองหน ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดเกี่ยวกับเดือนแปดสองหน ไม่เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งแต่ให้ข้อมูลไว้เป็นความรู้ ซึ่งเมื่อพูดถึงเดือนแปดสองหนผมเคยไปถามผู้สูงอายุกว่าผม (ไม่ต้องนึกตามนะครับว่าจะอายุเท่าไหร่) หลายคนยังตอบไม่ได้เลยรู้แต่ว่าเดือนแปดสองหนสามปีมีครั้งนึงซึ่งในรายละเอียดที่ถูกต้องมีดังนี้ครับ
การนับวันของปฏิทินไทย
การกำหนดวันข้างขึ้น ข้างแรม ของปฏิทินไทย นอกจากคำนึงถึงดิถี (รูปร่างความเป็นเสี้ยว) ของดวงจันทร์แล้ว ยังคำนึงถึง รูปแบบที่เข้าใจง่าย จัดทำได้ง่าย เพื่อให้จัดงานได้ตรงกัน ด้วยเหตุนี้ ผู้คำนวณปฏิทินจึงต้องคิดรูปแบบการทดวัน และทดเดือนที่ง่ายต่อการจดจำ และการบันทึก 1 ปีของปฏิทินไทย ปกติมี 12 เดือน แต่จะมีราวร้อยละ 37 ที่มี 13 เดือน ซึ่งเรียกปีดังกล่าวนี้ว่า ปีอธิกมาส โดยที่ อธิก แปลว่า เพิ่ม, มาส แปลว่า เดือน มีเดือนแปด 2 ครั้ง ไม่ใช่ไปเพิ่มเป็นเดือนที่ 13 ส่วนปีที่มี 12 เดือน เรียกว่า ปกติมาส เดือนที่ 1 นิยมเรียกว่า เดือนอ้าย ส่วนเดือนที่ 2 เรียกว่าเดือน ยี่ โดยปกติ เดือนที่เป็นตัวเลขคี่ (เช่น อ้าย, 3, 5, 7, 9และ 11) จะมี 29 วัน ส่วนเดือนเลขคู่ (ยี่, 4, 6, 8, 10) จะมี 30วัน ดังนั้น ปีอธิกมาส จึงมี 29x6 + 30x7 = 384 วัน เสมอ ส่วนปีปกติมาส มี 2 พวก คือ พวกแรก จะมี 29x6 + 30x6 = 354 วัน เรียกว่า ปกติวาร กับพวกที่ 2 เป็นปีที่เพิ่มวันเข้าไป 1 วัน เป็นพิเศษ เรียกว่า อธิกวาร โดยที่ วาร แปลว่า วัน โดยเพิ่มในเดือน 7 ให้เป็น 30 วัน ดังนั้นปีอธิกวาร จึงมี 355วัน
หากปีใดมีอธิกมาส จะมีเดือน 8 สองหน เดือน 8 หลัง นิยมเขียนว่า "8-8" มีช่วงเวลาดังนี้
" 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2547
" 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 - 13 สิงหาคม พ.ศ. 2550
" 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 - 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันสำคัญในเดือนนี้คือวันอาสาฬหบูชา ปกติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ถ้าเป็นปีที่มีอธิกมาส วันอาสาฬหบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8-8 ถัดจากวันอาสาฬหบูชาตรงกับวันเข้าพรรษา
ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99_8


ปีที่มีเดือนแปดสองหนถ้าถามคนเก่าคนแก่จะเป็นปีที่แล้งและร้อนกว่าปกติ จะเห็นได้ชัดเลยว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาวันไหนที่ไม่มีฝนตกร้อนตับแตกทุกพื้นที่ ผมเพิ่งไปบรรยายในหัวข้อการเขียนโครงการวิจัยให้นักวิชาการของกรมประมงเมื่อเดือนที่แล้วที่จังหวัดกาญจนบุรี และ ปราจีนบุรี นอกจากนั้นไปบรรยายให้กับบริษัทเอกชนที่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และจันทบุรี อากาศร้อนมากร้อนแบบอบอ้าวซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าต้องส่งผลต่อการเลี้ยงกุ้งอย่างแน่นอน ในการที่อากาศร้อนตามที่ผมกล่าวไปแล้ว กุ้งในบ่อเลี้ยงจะมีผลต่อการกินอาหารและสีน้ำล้มได้ง่าย ซึ่งเกษตรกรจะต้องให้ความสนใจในการควบคุมปริมาณอาหารมากกว่าปกติและจะต้องหาวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหาหลังจากสีน้ำล้ม นอกจากนั้นความร้อนหรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้จะทำให้ความเค็มของน้ำสูงขึ้นด้วยโดยเฉพาะฟาร์มที่ใช้น้ำทะเลที่มีความเค็มปกติ ในปีนี้ความเค็มน่าจะเพิ่มสูงกว่าปกติพอสมควรซึ่งการเพิ่มของความเค็มนี้จะมีผลต่อองค์ประกอบของแพลงก์ตอน ซึ่งในบางพื้นที่จะมีปัญหาเรื่องไดโนแฟลกเจลเลตมากกว่าปกติ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าน้ำจะเป็นสีน้ำตาลแดง ถ้าเปิดเครื่องให้อากาศหรือตีน้ำมากในตอนกลางวันจะเห็นเป็นฟอง เห็นเป็นคราบแพลงก์ตอนตายบริเวณผิวน้ำกินบริเวณกว้างทางด้านท้ายลม ซึ่งในบ่อที่มีไดโนแฟกเจลเลตมากกุ้งอาจจะมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติเนื่องจากไดโนแฟกเจลเลตที่ตายจะปล่อยสารพิษซึ่งจะทำให้กุ้งอ่อนแอ ป่วยได้ง่าย แต่ที่น่าห่วงก็คือในบ่อที่มีน้ำร้อนกว่าปกติและไดโนแฟกเจลเลตมาก ในกรณีที่ไฟฟ้าดับหรือมีการปิดเครื่องให้อากาศทุกเครื่องในระหว่างช่วงหว่านอาหาร หลังจากเปิดเครื่องให้อากาศกุ้งบางส่วนหรือบางบ่อจะตกใจอาจจะกระโดดขึ้นเหนือน้ำ ในขณะที่อากาศร้อนจัดกุ้งเหล่านี้บางส่วนจะเป็นตระคริวและตายพื้นบ่อ ซึ่งจะเห็นกุ้งตายในวันต่อมา ซึ่งเครื่องให้อากาศพัดกุ้งตายเข้ามาในยอ จะเป็นมากในบ่อที่มีไดโนแฟกเจลเลตมากหรือน้ำเป็นสีน้ำตาลแดง เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงต้องระมัดระวังในส่วนนี้ด้วย
ในส่วนของโรงเพาะฟัก สัปดาห์ที่แล้วผมเพิ่งไปที่ภูเก็ตพบว่าในโรงเพาะฟักตอนกลางวันมีอากาศร้อนมากโดยเฉพาะในโรงเพาะและอนุบาลลูกกุ้งมีการใช้ผ้าใบปิดบ่ออนุบาลทำให้อุณหภูมิของน้ำสูงเพิ่มขึ้น นักวิชาการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรงเพาะฟักคงทราบดีว่าถ้าอุณหภูมิของน้ำสูงเกิน 33 องศาเซลเซียส ซึ่งพบได้ในขณะนี้จากความร้อนที่สูงมากจะส่งผลรุนแรงต่อการฟอร์มไข่ของแม่กุ้งซึ่งตามปกติในโรงเรือนที่เก็บพ่อเม่พันธุ์สำหรับเพาะพันธุ์ควรจะควบคุมอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ที่ 27-29 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจจะการควบคุมโดยใช้เครื่องปรับอากาศภายในอาคารสำหรับรายย่อยอาจใช้สปริงเกิลอยู่บนหลังคาสเปรย์น้ำออกมาตลอดเวลา เพื่อควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนไม่ให้สูงมากเกินไป เพราะอุณหภูมิของน้ำสูงเกิน 32-33 องศาเซลเซียส ที่เป็นอยู่ในขณะนี้มีผลต่อการฟอร์มไข่ของแม่กุ้งและการอนุบาลนอเพลียส
ในส่วนของบ่อเลี้ยงดังที่พบกล่าวไว้แล้วเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในฟาร์มเดียวกัน ใช้ลูกกุ้งเจ้าเดียวกันและอาหารยี่ห้อเดียวกันกับในปีที่แล้วจะพบว่ากุ้งมีการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายไม่ดีเท่ากับปีที่แล้วตรงกับที่ผมทำนายไว้ในงานวันกุ้งที่จันทบุรี และสุราษฎร์ธานี

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วผลที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากหลายสาเหตุร่วมกันอาจเป็นไปได้ตั้งแต่คุณภาพของลูกกุ้งในรอบการเลี้ยงที่เพิ่งจะผ่านไปไม่ดีเท่ากับปีที่แล้วจากที่
ผมได้สอบถามกับเกษตรกรในหลายพื้นที่จะมีความสอดคล้องกัน นอกจากนั้นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะที่อากาศร้อนจัดมากกว่าปกติ ซึ่งทุกคนได้ฟังและดูภาพข่าวจากทีวีจะเห็นได้ว่าแม่น้ำโขงตื้นเขิงแห้งขอด ถึงขั้นต้องมีการประชุมเพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงตอนล่างกันในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ อากาศที่ร้อนและสภาพอากาศที่ร้อนและสภาพอากาศที่แล้งจัดมีผลต่อภาคเกษตรกรมากมายกว่าการเลี้ยงกุ้งแน่นอน ในด้านคุณภาพอาหารอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย นอกจากโรคขี้ขาวแล้วพบว่าในหลายพื้นที่มีโรคดวงขาวระบาดมากกว่าปกติตั้งแต่ มกราคมถึงมีนาคม อาจจะเป็นเพราะลูกกุ้งเหล่านั้นปล่อยลงเลี้ยงในบ่อในช่วงที่เป็นฤดูกาลที่เป็นฤดูหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ แต่ต้นปีนี้ไม่เหมือนกับปีก่อน ๆ คืออากาศไม่หนาวมากเกษตรกรเลยคิดว่าไม่น่าจะมีผล อย่างไรก็ตามการปล่อยลูกกุ้งในช่วงปลายปี ซึ่งตามปกติผมจะไม่แนะนำให้ปล่อยลูกกุ้งในช่วงปลายปีที่อุณหภูมิต่ำ ปรากฏว่าหลายฟาร์มที่ปล่อยลูกกุ้งในช่วงปลายปีจนถึงต้นปีประสบปัญหาโรคดวงขาวเป็นจำนวนมาก แม้ว่าอุณหภูมิน้ำในช่วงต้นปีที่ผ่านมาไม่ได้ต่ำมากเหมือนปีก่อน ๆ ก็ตาม
ในส่วนของราคากุ้งแม้ว่าเงินบาทจะมีค่าที่แข็งขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ น่าจะส่งผลโดยตรงต่อราคากุ้ง แต่กลับพบว่าราคากุ้งในขณะนี้โดยเฉพาะกุ้งขนาดใหญ่ตั้งแต่ 40 ตัวต่อกิโลกรัมขึ้นไปจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่กุ้งขนาดกลางหรือเล็ก 80 ตัวถึง 60 ต่อกิโลกรัม ราคาไม่สูง แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรสามารถรับได้ แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ มีความเสียหายจากการเลี้ยงกุ้งขาวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้กุ้งขนาดใหญ่มีปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการทำให้กุ้งขนาดใหญ่มีราคาสูงกว่าปกติ ในขณะที่เงินบาทแข็งค่ามาก
ในเรื่องอื่น ๆ เกษตรกรหลายราย อาจจะคงได้ข่าว กระแสการนำกุ้งสีฟ้าแปซิฟิก (Pacific blue shrimp) ซึ่งมีขนาดโตกว่ากุ้งขาวแวนาไม แต่เล็กกว่ากุ้งกุลาดำ กุ้งชนิดนี้มีถิ่นที่อยู่อาศัยทางอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับกุ้งขาวแวนนาไม แต่ก็เงียบหายไป อาจเป็นเพราะผลการเลี้ยงโดยรวมสู้กุ้งขาวแวนนาไมไม่ได้ จุดด้อยที่ผมมองเห็นคือกุ้งชนิดนี้อ่อนแอต่อโรคไวรัสตัวพิการมาก หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า IHHNV ที่ทำให้กุ้งขาวโตช้า กรีกุด
ถ้าจะเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ระวังโรค IHHNV ให้ดี เพราะกุ้งขาวแวนนาไมมีไวรัสชนิดนี้มากแต่ไม่ค่อยมีผลมากนักในปัจจุบันนี้ นอกจากในยุคแรก ๆ ที่ลักลอบเข้ามาเลี้ยง เจอปัญหาโรค IHHNV กันพอสมควร นอกจากนี้กุ้งชนิดนี้ต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูงมากกว่ากุ้งขาวแวนนาไมด้วย ความเค็มของน้ำไม่ควรต่ำกว่า 10 พีพีที แต่ข้อดี คือทนอุณหภูมิที่ต่ำได้ดีกว่ากุ้งขาวแวนนาไม
ผมคงจะไม่ฟันธงว่าน่าเลี้ยงหรือไม่ ปล่อยให้ทุกคนพิจารณาเอาเอง สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ ที่เป็นสาระเหมาะสมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งผมจะนำเสนอในการสัมมนาที่จังหวัดตรัง

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 16/4/2010
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด