ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ภารกิจชาวกุ้งไทย รอบปลายปี 2553

น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
ในกิจกรรมภาครวม เครือข่าย คนไทย-กุ้งไทย

บทนำ
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเสนอข้อมูลโดยสรุป สำหรับเพื่อนชาวกุ้ง เพื่อประกอบแผนการผลิตและการตลาดของกุ้งไทยในช่วงปลายปี 2553 โดยมีเป้าหมายเพื่อ
1. ให้ไทยมีผลผลิตกุ้งคุณภาพที่เพียงพอและสมดุลกับตลาดส่งออกช่วงปลายปี 2553 นี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่น่ากังวลอยู่ระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ เนื่องจาก ช่วงต้นปีเรามีปัญหาโรคดวงขาวตั้งแต่ก่อนปีใหม่ และตามด้วยขี้ขาว โตช้า กรอบแกรบ จนถึงปัจจุบัน ทำให้ปริมาณผลผลิตกุ้งช่วง6 เดือนแรกของปีนี้น้อยกว่าแผนการตลาดมาก จนภาคส่งออกต้องชลอ และไม่ได้ส่งของตามออเดอร์ลูกค้า และบางรายอาจต้องมีการชดเชยค่าเสียหายแก่ฝ่ายลูกค้าผู้นำเข้า เพียงเพราะเชื่อข่าวช่วงต้นปีว่าผลผลิตกุ้งมากจนทำงานด้านการตลาดผิดพลาด ซึ่งไม่ควรจะเกิดกับชาวกุ้งยุคนี้แล้ว
2. ให้ไทยคงฐานะนำและมีฐานการตลาดที่มั่นคงและมากพอ เพื่อการรองรับการผลิตในอนาคตได้อย่างสมดุล โดยสามารถสร้างและคงราคาเหนือราคาเฉลี่ยของตลาดกุ้งโลกได้ ซึ่งภาวะปัจจุบันถือว่าสมเหตุสมผลเพราะเรายังพอมีศักยภาพการผลิต แปรรูป และบริการเหนือคู่แข่งในธุรกิจกุ้งโลกอยู่ระดับหนึ่ง
กรณีนี้ ขอแสดงความยินดีกับห้องเย็นส่งออกโดยรวมที่พยายามปรับราคาขายเพิ่มทันทีที่ทราบว่าแนวโน้มผลผลิตกุ้งน้อยกว่าแผนตลาด แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็สามารถดึงราคาส่งออกได้ระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลดีถึงภาคการผลิตที่เริ่มเลี้ยงกุ้งยากและต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปีก่อน

ปัญหาเฉพาะหน้า
จากการประมวลข้อมูลปัจจุบัน สรุปได้ว่า กุ้งไทยของเรามีปัญหาเฉพาะหน้าทั้ง ด้านการตลาด และการผลิต คือ
ด้านการตลาด
จากการที่เราได้แจ้งปรับราคากุ้งส่งออกขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทราบว่าเมื่อปรับราคาในออเดอร์ใหม่ๆขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง แม้จะยังตามราคาวัตถุดิบภายในไม่ทัน ก็เริ่มได้รับข้อมูลว่า ฝ่ายลูกค้าเริ่มเสาะหากุ้งจากประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียซึ่งแนวโน้มมีผลผลิตกุ้งเพิ่ม และเริ่มติดต่อหากุ้งจากกลุ่มอเมริกาใต้เพื่อทดแทนกุ้งจากไทยบางส่วน(ปีก่อนนี้เม็กซิโกขายกุ้งไม่หมด) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อเราขอปรับราคากุ้งส่งออกขึ้นลูกค้าก็ย่อมหาของราคาเดิมขัดตาทัพไปก่อน แต่เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงเพราะจะเป็นการเปิดทางให้คู่แข่งภายนอกบางรายมีโอกาสเปิดคู่ค้ารายใหม่ของประเทศเขาได้
ในขณะเดียวกัน มีเหตุกังวลเล็กๆ คือ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาและต่อเนื่องถึงยุโรปมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโดยปกติจะส่งผลให้การบริโภคเนื้อสัตว์ชลอตัวเพราะประชากรของเขาประหยัดมากขึ้น แต่เผอิญช่วงนั้นไทยผลิตกุ้งได้ผลดี และผลผลิตกุ้งโลกเพิ่ม ราคาจึงลดต่ำมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งฝ่ายผู้ขายปลีกก็มีรายการโปรโมชั่นสินค้ากุ้งกันอย่างคึกคัก จึงทำให้ยอดขายกุ้งเพิ่มขึ้น แต่สวนกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เช่น เนื้อไก่, วัว, สุกร ซึ่งตลาดชะลอตัวตามลำดับ จนต้องลดราคา ทำโปรโมชั่นครั้งใหญ่ตามกุ้งเมื่อปลายปี 2552 และต้นปี 2553 นี้ โดยเกิดชัดเจนที่ตลาดสหรัฐอเมริกา ดังนั้น การปรับราคากุ้งขึ้นโดยประเมินราคาซื้อปลายปีไม่ได้นี้ อาจมีผลให้ผู้ขายปลีกในสหรัฐฯปล่อยราคากุ้งขึ้นแบบลอยตัว จนถึงช่วงเทศกาลปลายปี 2553 ปัจจุบันจึงเริ่มมีสัญญาณว่าผู้นำเข้ากุ้งไทยเริ่มชลอและระมัดระวังในการสั่งซื้อกุ้งล๊อตใหญ่ช่วงปลายปีเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเราปรับราคากุ้งขึ้นต่อไปได้ยาก และจะมีผลให้ราคาวัตถุดิบเริ่มทรงและชะลอตามได้ (อาการนี้ ได้มีตัวอย่างกรณี กุ้งเล็กแกะเนื้อสำหรับตลาดฟาสฟู้ดมาแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 ที่ลูกค้าแฮมเบอเกอร์รายใหญ่ลดการนำเข้ากุ้งแกะเนื้อชั่วคราวถึง 50% เพื่อไปโปรโมทเนื้อไก่ และเนื้อวัวแทน)
ขอเพียงอย่างเดียวว่า ภาคส่งออกต้องหาระดับเหมาะสมให้พบและต้องรวมพลังยืนราคาสูงสุดที่ลูกค้ารับได้ โดยยังเป็นลูกค้ากุ้งไทยอย่างมั่นคง และตลาดไม่ถูก เนื้อไก่ วัว และสุกรทดแทนจนกระทบต่อการทำตลาดต่อเนื่องในปีต่อไป ทั้งนี้ผู้ประกอบการภาคส่งออกคงต้องปรับวิธีการร่วมมือในด้านการตลาดเพื่อประโยชน์สูงสุดของกุ้งไทยโดยรวมระดับหนึ่งด้วย

ด้านการผลิต
แม้ว่าช่วงปลายปีที่แล้วถึงต้นปีนี้จะเป็นช่วงที่ชาวฟาร์มกุ้งปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่กลับให้ผลผลิตเป็นกุ้งเนื้อในอัตราที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน (ที่อัตราลูกกุ้ง 185,000 ตัว/ตันผลผลิต ซึ่งเท่าๆกับสมัยสุดท้ายของกุลาดำเมื่อปี 2544) เพราะโรคดวงขาว บางส่วนโตช้า และเกิดขี้ขาว แตกไซซ์ กรอบแกรบ จากปัญหาติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งแม้จะทุเลาลงบ้างแต่ถือว่าปัญหานี้ยังคงอยู่ และพร้อมก่อความเสียหายต่อการผลิตกุ้งรอบปลายปีรุนแรงได้ ถ้าภูมิอากาศไม่เอื้อหรือปรับแนวทางการเลี้ยงไม่ลงตัว
ดังนั้น การที่เราผลิตกุ้ง ได้เพียงประมาณ 210,000 ตัน ใน 6 เดือนแรกเช่นนี้ หากต้องการผลผลิตรวมทั้งปีให้ได้เกิน 500,000 ตัน (ลดลงจากปีที่แล้ว 10% ตามที่ผมได้ประเมินและแจ้งข่าวไปแล้วนั้น) เท่ากับว่าปลายปีนี้ เราต้องผลิตกุ้งให้ได้อย่างต่ำ 290,000 ตัน หรือตัวเลขง่ายๆคือ 300,000 ตัน จากลูกกุ้งที่ปล่อยตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกลางเดือนตุลาคม
แต่ในความเป็นจริง ลูกกุ้งที่คาดว่าปล่อยลงเลี้ยงเพื่อให้ผลผลิตในช่วงปลายปีนี้ คือลูกกุ้งที่ปล่อยเดือน เม.ย.เป็นต้นมา แต่ลูกกุ้งเดือน เม.ย.-มิ.ย.ได้เสียไปเพราะปัญหาขี้ขาว โตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ และดวงขาวไปแล้วบางส่วน (คาดว่าถึง30%) และลูกกุ้งที่จะปล่อยในเดือน กรกฎาคม ถึงครึ่งเดือนแรกของเดือนตุลาคม ฟาร์มเลี้ยงจะต้องเลี้ยงผ่านฝนชุกปลายปีอีกต่างหาก (ซึ่งแนวโน้มฝนชุกและลมแรง) จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลิตกุ้งให้ได้ตามที่คาดหวังไว้ อีกทั้ง กลางเดือนกรกฎาคมนี้ได้รับข่าวแจ้งจากหลายสายตรงกันว่า ขณะนี้ปัญหาขี้ขาว โตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ ยังมีอยู่ และเริ่มเกิดปัญหาไวรัสดวงขาวระบาดรอบใหม่แล้วในหลายแหล่งเลี้ยง

ภารกิจสำคัญ
ดังนั้น เพื่อศักยภาพและโอกาสสูงสุดของกุ้งไทยและคนไทย ทั้งกรณีกุ้งไทยที่ต้องให้มีโอกาสทางธุรกิจสูงสุดอย่างเหมาะสมโดยสามารถคงฐานะฐานการตลาดในอนาคตได้อย่างมั่นคง และกรณีคนไทยที่มีโอกาสสร้างรายได้สูงสุดจากสินค้ากุ้งได้อย่างมั่นใจด้วยเช่นกัน
การณ์ดังกล่าว เรา "ชาวกุ้งไทย" จึงต้องมีภารกิจร่วมที่สำคัญตลอดช่วงปลายปี 2553 นี้ โดยสรุป คือ

1. ภาคส่งออก
ต้องมีการประสาน และร่วมกันสร้างระบบราคาให้กุ้งไทยเป็นราคานำเหนือตลาดเฉลี่ยกุ้งโลก โดยใช้เงื่อนไขศักยภาพการแข่งขันทางการตลาด ทั้ง การผลิตที่นิ่งกว่า การแปรรูปและบริการที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันทุกประเทศในปัจจุบัน ซึ่งปีนี้ ถือเป็นปีที่ควรจะมีภารกิจร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อการให้มีฐานการตลาดที่เหนียวแน่นควบคู่กิจการของภาคส่งออกที่มั่นคง เพื่อเพิ่มความพร้อมในการแข่งขันและบริการในปีต่อไป ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเทศอาเซียนรอบไทยจะผลิตกุ้งเพิ่มอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้ เพราะเขาได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตมาใกล้เรามากแล้ว รวมทั้ง ผมทราบข่าวว่าอินโดนีเซียเริ่มตั้งหลักแก้ปัญหาโรคกล้ามเนื้อตาย (IMNV) ได้ระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน การที่ช่วงปลายปี 2553 นี้ เราต้องลุ้นให้มีผลผลิตกุ้งไทยที่มากพอ อย่างน้อยควรจะได้ซัก 500,000 ตัน (ลดลงจากปีก่อน 10%) เพราะที่มีตลาดพร้อมรองรับอยู่แล้ว ภาคการส่งออกจึงมีภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสร้างความมั่นใจว่า ตลอดปี 2553 นี้เราจะไม่เกิดวิกฤติราคากุ้ง เพื่อให้ภาคการผลิตมั่นใจและสามารถเตรียมความพร้อมโดยไม่ต้องชิงเวลารีบปล่อยลูกกุ้ง จะช่วยให้การปล่อยกุ้งลงเลี้ยงได้ผลผลิตรอบปลายปีตามเป้าหมาย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่า "เป็นเป้าหมายร่วมที่สำคัญต่อการครองตลาดปีปัจจุบัน และปีต่อไป" เหตุที่ขอให้ร่วมกันตรงนี้ เพราะภาคส่งออกไม่มีความเสี่ยงหากโชคช่วยให้เราผลิตกุ้งได้เกิน 500,000 ตันไปบ้าง ก็ไม่เกินกำลังการซื้อสำรองเพื่อใช้ปีต่อไปอย่างแน่นอน (แต่การหวังโชคช่วยคงเป็นไปได้ยาก)

2. ภาคการผลิต
เนื่องจาก 5 ปีที่ผ่านมา ภาคการผลิตกุ้งไทยตะลุยผลิตกุ้งขาวกันจนเพลิน ยิ่งผลผลิตเพิ่ม ราคายิ่งต่ำ ยิ่งตะลุยผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ โดยหวังให้ได้ผลตอบแทนเท่าเดิม โดยลืมนึกไปว่า การเร่งตะลุยผลิตกุ้งย่อมสร้างความหมักหมมทั้งสารอินทรีย์ และจุลชีพตัวร้าย สุดท้าย เมื่อมีเหตุร่วม ทั้ง คุณสมบัติเม็ดอาหารที่แกว่ง บ่อยๆและภูมิอากาศที่ไม่เอื้อ ได้ก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรค ทั้ง จากไวรัส และแบคทีเรียดังที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว
เมื่อผ่านมาถึงช่วงกลางปี และประเมินแล้วว่า หากเราไม่ปรับและเพิ่มความสามารถในการผลิตโดยเร่งด่วนภายในช่วง ปี 2553 นี้ เราอาจจะผลิตกุ้งได้ต่ำกว่าเป้าขั้นต่ำ ระดับ 500,000 ตัน (หรือลดลงจากปีก่อน 10% ซึ่งผมได้ประเมินเบื้อต้นไว้ตั้งแต่ต้นปี เพื่อแจ้งให้ภาคส่งออกร่วมกันพยายามปรับเพิ่มราคาขายเพื่อรับกับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่สูงขึ้น)
ดังนั้น ปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ผมจึงต้องทำกิจกรรมเฉพาะกิจ สื่อถึงเพื่อนชาวกุ้งให้ตระหนักร่วมกันว่า "การผลิตกุ้งของเรามีปัญหากุ้งติดเชื้อแบคทีเรียเพราะภาวะหมักหมม และอยู่ระหว่างการต่อเชื้อร้ายสู่แหล่งน้ำในทุกแหล่งเลี้ยงกุ้ง" จึงจำเป็นที่เราต้องร่วมปรับแนวทางการเลี้ยงกุ้งโดยเร่งด่วน โดยการสื่อสารหลายด้านพร้อมกัน ทั้งประสานแจ้งข้อมูลโดยตรงต่อผู้เกี่ยวข้องและแจ้งผ่านเอกสารไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ในสารฉบับนี้ ผมขอสรุป เฉพาะในสาระสำคัญอีกครั้ง

แนวทางผลิตกุ้งไทยช่วงปลายปี 2553 โดยสรุป (อีกครั้ง)
ขอให้ยอมรับและตระหนักร่วมกัน คือ "การผลิตกุ้งขาวในปัจจุบัน เริ่มพบอุปสรรคควบคู่ ทั้ง โรคไวรัสและแบคทีเรียแล้ว" ตามที่ผมเคยย้ำมาเสมอว่า เลี้ยงกุ้งขาวใหม่ๆจะเลี้ยงง่าย แต่เมื่อเลี้ยงต่อเนื่องไปนานๆ เชื้อโรคจะกินกุ้งเป็น เราจะเลี้ยงยากขึ้น เชื้อโรคที่ผมกล่าวถึงคือ แบคทีเรีย เพราะกุ้งเป็นสัตว์เลี้ยงที่เราให้อยู่ร่วมกับส้วมหรือพื้นที่รองรับสิ่งขับถ่ายของตัวสัตว์เองโดยกุ้งอาศัยหรือกินตะกอนพื้นที่มีขี้กุ้งผสมอยู่ และวิธีการเลี้ยงกุ้งที่ทำกันส่วนใหญ่เป็นการคัดเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายโดยปริยายอยู่แล้ว (การฆ่าเชื้อไม่ถูกวิธี, การให้กุ้งบางตัวติดเชื้อแบคทีเรียและเป็นอาหารกุ้งปกติ, เปิดโอกาสให้เชื้อที่ปรับตัวย่อยเนื้อเยื่อทางเดินอาหารกุ้งได้บลูมในบ่อเลี้ยงและปล่อยสู่แหล่งน้ำ)
ดังนั้น การที่เรามีความเสี่ยงในการผลิตกุ้งปลายปี 2553 ทั้ง โรคติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ซึ่งยังคงมีปัญหาต่อเนื่องอยู่ในทุกแหล่งเลี้ยงอยู่แล้ว ควบคู่ ปลายปีนี้ที่เรามีความเสี่ยง เรื่อง ภูมิอากาศแปรปรวนผิดปกติอีกด้วย (เพราะช่วงที่ผ่านมาเกิดร้อน - แล้ง และมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดรุนแรงจนฝนข้ามไทยไปตกหนักน้ำท่วมตอนใต้พร้อมมีภาวะหย่อมอากาศร้อนจัดตอนบนของจีน ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกเขตอบอุ่นทั่วโลก) หมายถึงช่วงรอยต่อปรับเปลี่ยนลมมรสุม และต้นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือปลายปีนี้ จะมีความเสี่ยงพายุฝนและตกหนักมากกว่าปีปกติได้ จึงกลายเป็นว่าเราต้องลุ้นให้ การเลี้ยงกุ้งที่มีอยู่ในบ่อ ณ ปัจจุบัน หยุดสูญเสียหรือเสียหายน้อยที่สุดเพื่อให้มีผลผลิตกุ้งในเดือน ก.ค.-ก.ย. และเลี้ยงกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงในเดือนกรกฏาคม - กันยายน ให้ได้ผลดีที่สุดเพื่อให้มีผลผลิตในเดือน ต.ค.-ธ.ค. จึงจะสามารถสร้างผลผลิตรวมปี 2553 ให้ผ่านเป้าหมาย 500,000 ตันไปได้
กรณีดังกล่าว จึงได้เสนอแนวทางของการผลิตกุ้งไว้แล้ว คือ
กรณีกุ้งกุลาดำ
ได้ประสานให้ขยายการผลิตลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพ [ทั้งของเอกชน (โมอาน่า) และไบโอเทค] เพื่อบริการแก่ฟาร์มกุลาดำให้ทันรอบการผลิตปลายปี 2553 นี้โดยด่วน ตามแผนที่จะให้มีผลผลิตเพียงพอตามโครงการเชื่อมโยงที่ได้กำหนดกันไว้ และได้เสนอให้เตรียมความพร้อมในการผลิตกุ้งกุลาดำแก่ตลาดจีนที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2553 นี้เป็นต้นไป

กรณีกุ้งขาว
ได้ประสานข้อมูลแก่ผู้เกี่ยงข้อง และองค์กรหรือกลุ่มฟาร์มเลี้ยงไปแล้วใน 4 ประเด็นหลัก คือ
1. เตรียมบ่อให้สะอาด และให้มีจุลินทรีย์ที่ดีช่วยคงความสมดุลของสภาพแวดล้อมในบ่อพัก บ่อชง และที่สำคัญคือเขตเลนบ่อเลี้ยง (ไม่ควรเร่งรอบ หรือรีบปล่อยกุ้งโดยไม่เคลียร์บ่อที่ดีพอ)
2. เลือกลูกกุ้งคุณภาพที่มั่นใจ และมั่นใจว่าการป้องกันปัญหาแบคทีเรียวิบริโอของฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งเขาทำได้ดี (ลูกกุ้งที่มีปัญหาโรคแบคทีเรียวิบริโอในบ่ออนุบาล จะเสี่ยงต่อกรส่งเชื้อผ่านลูกกุ้งสู่ฟาร์มเลี้ยงได้)
3. เตรียมอุปกรณ์ตีน้ำให้พร้อมและมากเป็นพิเศษ (ควรติดตั้งสำรองพร้อมใช้เมื่อจำเป็น) และควรมีแอร์เจทหรืออุปกรณ์อื่นๆที่เหมาะสม เพื่อสามารถเคล้าน้ำให้ออกซิเจนที่ผิวพื้นบ่อเขตชานเลนและเขนเลนสูงกว่าเดิม (ไม่ควรต่ำกว่า 3.0) เพื่อให้แบคทีเรียที่ดีย่อยสลายสารอินทรีย์ส่วนเกินได้เต็มที่ และช่วยข่มแบคทีเรียตัวร้ายซึ่งมี เป้าหมายคือไม่ปล่อยให้วิบริโอหรืออื่นๆ (ในเขตน้ำจืด) บลูมในตะกอนเลนเหมือนที่ผ่านมา
4. ปรับเทคนิคให้อาหาร โดยวิธีให้อาหารตามคุณสมบัติของเม็ดอาหารในแต่ละชุดการผลิตของแต่ละบริษัท เพื่อป้องกันการให้อาหารพลาด และป้องกันสารอินทรีย์ส่วนเกินไปสมทบหมักหมมในตะกอนเลนโดยไม่ตั้งใจ ในที่นี้มีแนวทางคร่าวๆ คือ
- กรณีอาหารแข็งเกินไป แจ้งบริษัท และพรมน้ำทิ้งไว้สักระยะก่อนหว่าน ทั้งนี้ หากไม่มีประสบการณ์ก็อาจให้ตามปกติแต่ระวังไม่ให้เกิน(คุมอาหารกว่าปกติ) หรือใช้วิธีให้อาหารครั้งละน้อยแต่บ่อยมื้อก็ได้ (กรณีใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ หากดูแลปรับเครื่องได้ลงตัวจะได้เปรียบในกรณีนี้)
- กรณีอาหารยุ่ยง่ายเกินไป ก็แจ้งบริษัท พร้อมการปรับเช็คยอเร็วเป็นพิเศษ โดยยึดหลักกุ้งกินน้อยเพียงระดับที่เจริญเติมโตเป็นปกติได้
หลักการนี้ใช้ได้ผลกับทุกฟาร์ม โดยไม่เกิดปัญหา และบางฟาร์มกลับได้ผลดีกว่าปีก่อน เพราะอากาศร้อนนิ่ง ช่วยให้การย่อยสลายพื้นบ่อเร็วและไม่ชะงัก ซึ่งต่างจากฤดูฝนหรือฤดูหนาวที่ภูมิอากาศในรอบวันแกว่งและมีช่วงอุณหภูมิน้ำต่ำ จนการย่อยสลายชะงัก แกว่ง และช้ากว่าปกติ (หลายฟาร์มยืนยันกับผมชัดเจนว่า เลี้ยงอาหารยี่ห้อไหนหรือบริษัทไหนก็ได้ ถ้าตรวจสอบคุณสมบัติเม็ดอาหารทุกล๊อตการผลิต และปรับวิธีให้อาหารได้ทันเหตุการณ์ จะให้ผลการเลี้ยงเหมือนๆกัน)
ท้ายบทความ
ส่วนสุดท้ายที่ภาคการผลิตกุ้งควรร่วมตระหนัก คือ การที่ได้เกิดวิกฤติการผลิตกุ้งโลกปีนี้ ถือเป็นปีเริ่มต้นของการแข่งขันรอบใหม่ของธุรกิจกุ้งโลกในอนาคตอันใกล้ เพราะอีกไม่นานฟาร์มกุ้งอินโดนีเซียจะแก้ปัญหาได้ผลเกือบปกติ ควบคู่กับเวียดนาม, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ซึ่งจะผลิตกุ้งขาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอเมริกาใต้ก็คงจะพบช่องทางการผลิตกุ้งที่ลงตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ปีนี้แมกซิโกคงจะมีโอกาสขยายฐานตลาดได้เพิ่มขึ้นด้วย

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ ุ14/8/2553
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด