ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

ชี้ปม "กุ้งขี้ขาว โตช้า กรอบแกรบ"
น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ

ความเป็นมา
ระหว่างปี 2543 - 2545 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำของไทยชะลอตัวลงต่อเนื่อง เพราะโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว (WSSV) ควบคู่กับปัญหากุ้งโตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ และบางฟาร์มมีอาการกุ้งขี้ขาว ดังนั้นปี 2545 สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย ร่วมกับอาสาสมัครกิจกรรมเครือข่าย คนไทย-กุ้งไทย จึงได้จัดทำชุดข้อมูลสรุปสถานการณ์ปัญหาในขณะนั้น และขออนุญาตกรมประมงขอปรับไปเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเสริมหรือทดแทนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่ปี 2546 ที่ฟาร์มกุ้งไทยปรับไปเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมแทนกุ้งกุลาดำ ผลการผลิตกุ้งโดยรวมได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งกุ้งขาวระยะแรกๆไม่ค่อยแพ้เชื้อวิบริโอ และกุ้งขาวมีสายพันธุ์เพาะเลี้ยงอยู่แล้ว จึงไม่เกิดปัญหากุ้งแตกไซซ์ กรอบแกรบ รวมทั้งไม่เกิดปัญหากุ้งขี้ขาวที่ระดับกระทบต่อการผลิต นอกจากโรคไวรัสที่ยังคงอยู่ แต่ฟาร์มเลี้ยงได้พัฒนาเทคนิคการป้องกันได้ดีขึ้นตามลำดับ
ถึงปี 2552 เริ่มพบปัญหาการติดเชื้อเนื่องจากแบคทีเรียวิบริโอในฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวหลายบริเวณ โดยเริ่มพบว่า มีกุ้งทยอยตายหรือต้องตักออกเมื่ออายุได้ 2-3 เดือน (ปลายรอบการผลิตของแต่ละบ่อ)และเพิ่มขึ้นตามลำดับ
ช่วงต้นปี 2553 จึงได้มีการนำ กุ้ง น้ำ และ เลนขี้กุ้ง ส่งตรวจห้อง
ปฏิบัติการ พบว่า มีเชื้อวิบริโอ กลุ่ม ฮาวีไอ, วัลนิฟิคัส, อัลจิโนไลติคัส และพาราฮีโมไลติคัสจำนวนมาก (ต่างจากอดีตตรงที่พบวิบริโอวัลนิฟิคัส เกือบทุกตัวอย่างจากฝั่งอ่าวไทย)
ในขณะเดียวกัน ปลายปี 2552 ปลาป่นเริ่มขาดตลาดโลก และมีราคาสูง ภาคการผลิตกุ้งกังวลว่าผู้ผลิตอาหารกุ้งต้องใช้วัตถุดิบอื่นๆทดแทนปลาป่นในอัตราส่วนสูงขึ้น จะกระทบถึงการเลี้ยงกุ้งได้จึงได้ติดตามข้อมูลด้านการผลิตเป็นพิเศษ พบว่า เราเริ่มพบปัญหากุ้งขี้ขาว โตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ ในฟาร์มกุ้งขาว จึงได้แจ้งแก่ภาคส่งออก

ตั้งแต่ต้นปีว่า ปี 2553 นี้มีความเสี่ยงด้านการผลิตเพิ่มขึ้น และอาจถึงขั้นทำให้เกิดการชะลอตัว ขอให้ภาคส่งออกเตรียมประสานป้องกันปัญหาด้านการตลาดโดยด่วน
ข้อมูลปัจจุบัน
1. ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2553 การผลิตกุ้งของไทยเสียหายจนผลผลิตชะลอตัวประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งปล่อยลูกกุ้งมากกว่าปีก่อน จึงได้เร่งกิจกรรมแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้ง การผลักดันการปรับเพิ่มราคาส่งออก และกระตุ้นการแก้ปัญหาด้านการผลิต
2. ปัญหาที่กระทบการผลิตโดยรวม มีปัญหาเก่า คือ โรคไวรัส และอื่นๆบางส่วนและปัญหาใหม่ คือกุ้ง ขี้ขาว โตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ
3. ปัจจุบัน สถานการณ์ปัญหาด้านการผลิตทุเลาลง เพราะฟาร์มเลี้ยงส่วนใหญ่พยายามป้องกันแก้ไขปัญหา (แต่มีความเสี่ยงเรื่องภูมิอากาศปลายปีที่อาจส่งผลกระทบการผลิตรุนแรงได้)
4. เกิดผลเกี่ยวเนื่อง (จากกรณีปัญหากุ้งขี้ขาว โตช้า กรอบแกรบ) ได้มีข่าวเหตุการณ์เกี่ยวเนื่อง คือ
4.1 เดือนเมษายน เกาหลี ตรวจพบแบคทีเรียวิบริโอ วัลนิฟิคัสในกุ้งไทยและได้เดินทางมาตรวจสอบถึงต้นทาง
4.2 เดือนกรกฎาคม ทราบว่าทางเยอรมันตรวจพบ ซิตริก แอซิค ปนเปื้อนในกุ้งไทยเกินกำหนด และแจ้งให้ต้นทางตรวจสอบ
4.3 ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เกิดปัญหาท้องร่วงที่ปัตตานี และหลายจังหวัดของภาคอีสาน และภาคเหนือ โดยกระทรวงสาธารณสุขสรุปสาเหตุการท้องร่วง ว่า มาจากการบริโภคอาหารทะเลที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย
4.4 ตัวอย่างกุ้งที่ตรวจส่วนใหญ่พบการติดเชื้อวิบริโอ วัลนิคัส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราพบการกระจายตัวของเชื้อนี้ทั่วไปเกือบทุกเขตเลี้ยงกุ้งชายฝั่ง

จากเหตุเกี่ยวเนื่องดังกล่าวประเมินได้ว่า หากไม่ทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหากุ้งขี้ขาว โตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ
ให้ลุล่วง จะเสี่ยงต่อผลกระทบกุ้งไทยในอนาคต คือ ผู้ประกอบการฟาร์มกุ้งที่ปรับตัวไม่ได้หรือไม่ทันจะต้องประสบปัญหาทางธุรกิจ / ผลผลิตกุ้งบางส่วนอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือสารต้องห้าม หรือสารควบคุมจนกระทบด้านการตลาด / ต้นทุนในการผลิตเฉลี่ยของกุ้งไทยเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจกุ้งโลก

ข้อมูลประกอบแนวทางการแก้ปัญหา
ฟาร์มเลี้ยงกุ้งไทย ได้มีประสบการณ์ปัญหา "กุ้งขี้ขาว" และ "โตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ" มาบ้างแล้วตั้งแต่ปี 2543 - 2546 พร้อมมีการศึกษาสะสมประสบการณ์และพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงกุ้งมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเกิด กุ้งขี้ขาว และกุ้งโตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ พร้อมกันทั่วประเทศในปี 2553 ภาคการผลิตจึงจำเป็นต้องศึกษาและประมวลข้อมูลเพื่อประกอบการแนวทางแก้ไขปัญหาอีกครั้ง ถึงปัจจุบันมีข้อมูลประกอบแนวทางการแก้ไขดังนี้
1. ในทางวิชาการ ได้ยืนยันสาเหตุกุ้งขี้ขาว จาก กรีการีน ไว้แล้วและทราบว่า ตัวอย่างกุ้งขี้ขาวที่ส่งตรวจคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบกรีการีนเป็นจำนวนมาก
2. จากประสบการณ์ฟาร์ม กรณีกุ้งขี้ขาว ฟาร์มเลี้ยงได้แก้ไขโดยหลากหลายวิธีการทั้งใช้สมุนไพร ยาฆ่าเชื้อ ยาปฏิชีวนะ ใช้กรดอินทรีย์ร่วมกับโปรไบโอติค รวมทั้งใช้วิธีการเปลี่ยนอาหารกุ้งจากบริษัทหนึ่งไปยังบริษัทหนึ่ง แต่ที่มีปัญหา คือ บ่อที่แก้ไขปัญหาขี้ขาวแล้วกุ้งมักจะโตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ และทยอยเสียหายตามมาเสมอ
3. ประสบการณ์ผู้ผลิตอาหารเอง พบว่าเมื่อใช้น้ำมันปลาเติมในสูตรอาหารมากเกินระดับหนึ่ง จะทำให้เกิดอาการกุ้งขี้ขาวได้ เมื่อปรับลดอัตราส่วนน้ำมัน อาการกุ้งขี้ขาวก็หายไป
4. ข้อมูลประกอบอื่น เมื่อปลายปี 2552 เป็นต้นมา ได้เกิดปัญหาปลาป่นขาดตลาดโลกและราคาสูงผิดปกติ (ปัจจุบันลดลงแล้ว) ทราบว่าผู้ผลิตอาหารใช้วัตถุดิบทดแทนปลาป่นในสูตรอาหารอย่างแพร่หลาย พร้อมการปรับอัตราส่วนการใช้น้ำมันปลาเพื่อเป็นสารดึงดูดการกินอาหารของกุ้งและช่วยในการอัดเม็ดอาหาร อีกทั้งคุณสมบัติเม็ดอาหารแกว่งตามชนิดของวัตถุดิบและวิธีการผลิต (ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเองก็มีความกังวลถึงคุณภาพของวัตถุดิบอีกด้วย) จึงเชื่อว่าอาหารกุ้งน่าจะเป็นเหตุโน้มนำของการเกิดปัญหากุ้งขี้ขาวเมื่อต้นปี 2553 นี้ (เพราะอาการนี้เกิดพร้อมกันทุกเขตการเลี้ยงกุ้งทั้งประเทศ)
รอบต้นปี 2553 ต้องเลี้ยงกุ้งขาวผ่านช่วงอากาศร้อน - แล้ง (อุณหภูมิน้ำสูงและน้ำเค็มจัดกว่าปี2552) ส่งผลให้ฟาร์มเลี้ยงจัดการเลี้ยงยากขึ้น ผิดพลาดได้ง่ายขึ้น จึงเอื้อให้เกิดปัญหาการหมักหมมและกุ้งอ่อนแอติดเชื้อง่ายขึ้น (อีกทั้งช่วงต้นปี 2553 ฟาร์มเลี้ยงส่วนใหญ่รู้สึกว่ากุ้งโตช้ากว่ารอบก่อน จึงเกิดพฤติกรรมเอื้ออาหารให้กุ้งกินซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการภาวะหมักหมมยิ่งขึ้นนั่นเอง)

แนวทางการป้องกันแก้ไขในปัจจุบัน
แม้ปัจจุบัน ปัญหากุ้งขี้ขาว โตช้า แตกไซซ์ กรอบแกรบ จะทุเลาลง แต่จำเป็นต้องมีการประสานข้อมูลเพื่อประสิทธิภาพการป้องกันแก้ไขปัญหาในอนาคต ซึ่งมีแนวทางป้องกันปัญหาโดยสรุปดังนี้
1. ก่อนเริ่มรอบการผลิต
-เคลียร์ฟาร์มและเตรียมบ่อให้สะอาดที่สุดก่อนเริ่มการเลี้ยงกุ้งรอบใหม่
-กรณีฟาร์มที่เคยมีปัญหากุ้งขี้ขาวหรือกรอบแกรบ ทยอยตาย จะต้องเคลียร์ฟาร์มและบ่อเลี้ยง พร้มมีการบำบัด และทรีตน้ำในระบบเป็นพิเศษด้วย
2. การใช้น้ำ
-นำน้ำเข้าระบบพักน้ำ พักน้ำนาน บำบัดน้ำ เน้นการกรอง และทรีตน้ำในบ่อเลี้ยง อย่างมีประสิทธิภาพ
-ใช้จุลินทรีย์ที่ดีช่วยคุมสภาพแวดล้อมในระบบน้ำ
3. การเลือกลูกกุ้ง
- เลือกลูกกุ้งที่มั่นใจและไม่มีปัญหาโรคติดเชื้อแบคทีเรียในขบวนการเพาะอนุบาลลูกกุ้ง
4. การให้อาหาร
- เน้นการคุมอาหารควบคู่กับการปรับวิธีให้และเช็คยอตามคุณสมบัติเม็ดอาหารแต่ละล๊อตการผลิต ฟาร์มที่มีศักยภาพเริ่มใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้การให้อาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5. การใช้อุปกรณ์ตีน้ำ
-เน้นให้มีอุปกรณ์เกินพอเพื่อสำรองใช้และมีอุปกรณ์ที่สามารถช่วยเพิ่มออกซิเจนบริเวณบ่อเขตชานเลนมากขึ้น
-มีอุปกรณ์ หรือสารเพิ่มออกซิเจนสำรอง เพื่อใช้ในกรณีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะในเขตชานเลนในช่วงปลายรอบการผลิต
6. การคุมสภาพแวดล้อม
-ใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ และโปรไบโอติคตามความเหมาะสม
-ดูแลพื้นบ่อ และคุณภาพน้ำตลอดการเลี้ยง
7. การเฝ้าระวัง
- ตรวจเฝ้าระวังสุขภาพกุ้งอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องอย่างเป็นพิเศษ เพื่อให้รู้เร็ว และแก้ไขปัญหาได้เร็วก่อนเกิดการเสียหายหรือเกินแก้ไข

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ ุ09/09/2553
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด