ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

การเลี้ยงกุ้งแบบย้ายบ่อสไตล์คุณฉะแห่งบางสะพานน้อย

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีเกษตรกรผู้ติดตามหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยทุกท่านครับ ห่างกันนานเลยสำหรับบทความการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมาประเด็นร้อนของวงการกุ้งที่เราพลาดไม่ได้และต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าต้องเป็นเรื่องอาการขี้ขาวที่ระบาดอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ และอีกประเด็นที่กำลังมาแรงในการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันนี้นั่นคือการเลี้ยงกุ้งโดยใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัตินั่นเอง โดยทั้งสองกระแสนี้มีเกษตรกรให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ พอมาถึงหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยฉบับนี้ทางผู้จัดทำก็อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนบทความการเลี้ยงกุ้งหรือเทคนิคต่างๆที่ได้สัมภาษณ์มา ซึ่งคราวนี้จึงอยากเสนอการเลี้ยงกุ้งแบบย้ายบ่อของคุณกิจศักดา เจียมเจริญ หรือ พี่แฉะ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ พี่แฉะมีประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งมาประมาณ 10 ปีเห็นจะได้ครับ แต่ช่วงแรกเป็นการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และได้เปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาวตั้งแต่กุ้งขาวเข้ามาใหม่ๆในประเทศจนปัจจุบันนี้ครับ ที่สำคัญคือพี่แฉะได้บอกว่ากับพวกเราว่าพี่เป็นลูกค้าบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ มากว่า 6 ปีแล้ว พอได้ยินอย่างนั้นเราเองก็รู้สึกดีใจมากและต้องขอขอบคุณพี่แฉะในหนังสือเล่มนี้ด้วยนะครับที่ให้การสนับสนุนอาหารของบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์มาโดยตลอด พี่แฉะยังแอบบอกพวกเราอีกว่าสิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งคือหนังสือสวัสดีสัตว์น้ำไทยครับเพราะเนื้อหาดี เข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ย้อนกลับมาเข้าเรื่องของพี่แฉะดีกว่าครับ พี่แฉะได้เล่าให้ฟังว่าได้เริ่มเลี้ยงกุ้งครั้งแรกเลยที่ อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่การเลี้ยงช่วงแรกได้กำไรน้อยเสียเวลาไม่คุ้มทุน ดังนั้นจึงมีความคิดที่จะเลี้ยงเองดีกว่าและได้ขยับขยายมาอยู่ที่บางสะพานน้อยจนถึงปัจจุบันนี้และผลการเลี้ยงก็ดีขึ้นมีกำไรมากขึ้นจนคิดที่จะขยายบ่อเพิ่มแต่ติดที่หาบ่อไม่ได้นั่นเอง เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้พี่แฉะบอกว่าการเลี้ยงกุ้งค่อนข้างยากเพราะน้ำเค็มมาก อุณหภูมิน้ำสูง ทำให้อัตราแลกเนื้อหรือเอฟซีอาร์ของรอบที่ผ่านมาหลุดไปนิดหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็คุ้มเพราะปีนี้ราคากุ้งดี อีกทั้งจับกุ้งไซส์ใหญ่ประมาณ 30 กว่าตัวต่อกิโลกรัมที่เอฟซีอาร์ประมาณ 1.6-1.7 ระยะเวลาในการเลี้ยงนาน 140 - 150 วัน จับปิดบ่อที่ 13.6 ตัน
เทคนิคการเลี้ยงแบบย้ายบ่อของที่นี่ก็มีเหตุผลมาจากพี่แฉะมีบ่อเลี้ยงน้อยแต่อยากเลี้ยงกุ้งที่ความหนาแน่นสูงและต้องการทำกุ้งไซส์ใหญ่เนื่องจากราคาดีกว่า ความต้องการของตลาดสูง ดังนั้นจึงคิดว่าการเลี้ยงแบบย้ายบ่อน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ทั้งนี้เพราะสามารถเลี้ยงในช่วงแรกที่ความหนาแน่นสูงได้จากนั้นพอประเมินว่ากุ้งโตขึ้นบ่อเริ่มแน่นก็ค่อยย้ายบ่อออกไปเพื่อเลี้ยงต่อให้ได้ไซส์ใหญ่ขึ้นแทนที่จะเป็นการพาเชียล ซึ่งตอนท้ายการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ก็สามารถจับกุ้งที่ไซส์ใหญ่และปริมาณก็ได้เช่นกัน


การเตรียมบ่อ
ก่อนอื่นต้องขอบอกเลยนะครับว่าฟาร์มนี้มีบ่อกุ้งอยู่ 3 บ่อซึ่งเป็นบ่อที่มีขนาด 4 ไร่ จำนวน 2 บ่อซึ่งอยู่ติดกันโดยบ่อทั้งสองนี้จะมีประตูน้ำกั้นระหว่างบ่อไว้ เพราะบ่อทั้งสองนี่ล่ะครับที่เอาไว้เลี้ยงกุ้งแบบย้ายบ่อ ส่วนอีกบ่อขนาด 3 ไร่ (บ่อนี้จะเลี้ยงแบบระบบธรรมดาไม่มีการย้ายบ่อ) แต่ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการเตรียมบ่อของที่นี่ผมอยากให้ทุกท่านเข้าใจว่าผมจะแทนบ่อเลี้ยงของที่นี่ว่าบ่อแม่และบ่อลูก บ่อแม่ คือ บ่อเลี้ยงกุ้งเริ่มต้น บ่อลูก คือ บ่อที่เราจะย้ายกุ้งจากบ่อแม่มาเลี้ยงเมื่อกุ้งจากบ่อแม่โตได้ขนาดที่จะย้ายและเป็นบ่อพักน้ำให้กับบ่อแม่เมื่อต้องการเปลี่ยนถ่ายน้ำในช่วงแรกของการเลี้ยงนั่นเอง
การเตรียมบ่อของที่นี่จะใช้ระยะเวลานานประมาณ 1 เดือน โดยหลังจากจับกุ้งจะมีการเอาเลนออกทุกครั้ง จากนั้นตากบ่อทิ้งไว้ให้แห้งพอประมาณแล้วลงปูนขาวในสัดส่วน 1 ตันต่อบ่อขนาด 4 ไร่ แล้วตากบ่อต่อจนกระทั้งแห้งหรือถ้าอยู่ในช่วงน้ำเกิดซึ่งสามารถดึงน้ำจากภายนอกเข้ามาได้ เมื่อบ่อพร้อมแล้วจะสูบน้ำจากภายนอกมาพักที่บ่อลูกก่อนโดยน้ำที่สูบมายังบ่อนี้จะใช้มุ้งเขียวกรองชั้นเดียวเท่านั้น จากนั้นค่อยสูบน้ำจากบ่อลูกต่อไปยังบ่อแม่อีกต่อหนึ่งแต่ครั้งนี้การกรองน้ำจะละเอียดมากยิ่งขึ้น เมื่อน้ำในบ่อแม่ได้ระดับที่ต้องการแล้วจะมีการลงยาฆ่าพาหะในสัดส่วน 2 ขวด(ลิตร) ต่อบ่อขนาด 4 ไร่ จากนั้นเปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยปิดเพื่อให้ยาฆ่าพาหะกระจายทั่วบ่อ แล้วปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน ค่อยเปิดเครื่องตีน้ำอีกครั้งเพื่อที่จะสร้างสัตว์หน้าดินต่อไป ขั้นตอนในการสร้างสัตว์หน้าดินของที่นี่ พี่แกละบอกว่ามีการใช้เพียงแค่ รำ และปลาสดต้มสาดตอนเย็นเป็นระยะเวลานาน 1 สัปดาห์ เท่านั้นเอง สำหรับสัดส่วนที่ใช้คือ รำ 2-3 กิโลกรัมต่อปลาสด 5 กิโลกรัม ต้มแล้วนำไปสาด 5 กิโลกรัมต่อวัน เท่านี้สัตว์หน้าดินก็เกิดแล้ว แต่ถ้าช่วงไหนไม่มีปลาสดก็สามารถใช้รำเพียงอย่างเดียวแทนได้เช่นกัน

การติดต่อลูกกุ้งและการปล่อยกุ้ง

พี่แฉะบอกว่าจะสั่งลูกกุ้งก่อนแล้วค่อยมาปรุงแต่งน้ำที่หลังเพื่อให้ได้คุณภาพน้ำตามที่เราต้องการในวันที่เราจะปล่อย สำหรับคุณภาพน้ำที่พี่แฉะต้องการในวันปล่อยกุ้งคือ พีเอช 8 ในตอนบ่าย อัลคาไลน์นิตี้ 100 พีพีเอ็มขึ้นไป ความเค็มของที่นี่ปกติแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 30 พีพีที แต่ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาน้ำของที่บ่อจะเค็มประมาณ 38-40 พีพีที การปล่อยลูกกุ้งของที่นี่นิยมปล่อยช่วงตอนบ่ายทั้งนี้เพราะพี่แฉะมองถึงประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานของโรงเพาะฟักร่วมด้วย นอกเหนือจากเรื่องของคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียว การปล่อยลูกกุ้งตอนเช้าตรู่นั่นหมายความว่าพนักงานของโรงเพาะฟักต้องตื่นมาทำงานกันตอนกลางคืนประสิทธิภาพในการสุ่มนับ การบรรจุลูกกุ้งก็อาจเกิดการผิดพลาดได้ เพราะความง่วงนอน ซึ่งก่อนหน้านี้พี่แฉะเคยเจอะกับปัญหาถุงแฟบ ปริมาณน้ำน้อย ในกล่องขนส่งไม่มีน้ำแข็งกุ้งช้ำ เป็นต้น แต่พอเปลี่ยนมาเป็นการลงกุ้งตอนบ่าย พบว่าปัญหาดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นกับพี่เค้าอีกเลย สำหรับความหนาแน่นในการปล่อยของที่นี่คือ 1 ล้านตัวต่อบ่อขนาด 4 ไร่ รวมแถมแล้วครับ ซึ่งสังเกตได้เลยครับว่าพี่เค้าปล่อยแน่น ไม่มีการพาเชียลระหว่างเลี้ยงแต่จะใช้การย้ายบ่อมาช่วยเพื่อที่จะได้ทำกุ้งขนาดใหญ่นั่นเอง สำหรับการปล่อยลูกกุ้งของที่นี้จะใช้การปล่อยถุงเท่านั้นทั้งนี้เนื่องความสะดวกในการจัดการและปริมาณกุ้งที่ได้ค่อนข้างที่จะแน่นอน
การให้อาหาร
3 วันแรกหลังจากปล่อยลูกกุ้งจะเริ่มให้อาหารที่ 1.5 กิโลกรัมต่อลูกกุ้ง 1 แสนตัวต่อวัน ให้กุ้งกิน 3 มื้อ คือ 7.30, 11.30 และ 17.30 น. ช่วงสามวันนี้จะไม่มีการปรับปริมาณอาหารขึ้น
ในวันที่ 4 ไปจนถึงเช็คยอได้จะปรับมาให้อาหาร 4 มื้อ คือ 7.30, 11.30, 15.30 และ 19.00-20.00 น. การปรับอาหารจะปรับขึ้นวันละ 0.5 กิโลกรัมต่อแสน ไปจนกว่าจะเช็คยอได้ (ในช่วง 15 วันแรก พี่แฉะบอกว่าจะมีการใช้ปลาต้มผสมกับอาหารสาดให้กุ้งกินด้วย)
เมื่อปล่อยกุ้งได้ 7 วันจะเริ่มมีการวางยอในบ่อเลี้ยงแต่กว่าจะเช็คยอได้จริงก็ประมาณ 21 วัน หลังจากเช็คยอได้แล้วการให้อาหารก็จะปรับตามการกินอาหารของกุ้งตามยอนั่นเอง
การเช็คยอของพี่แฉะ
สำหรับกุ้งอายุไม่เกิน 50 วัน จะใส่อาหารในยอ 1 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมอาหารเช็คที่ 3 ชั่วโมง
เมื่อกุ้งอายุมากกว่า 60-100 วัน จะใส่อาหารในยอ 2 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมอาหารเช็คที่ 2.5 ชั่วโมง
หลังจากที่กุ้งอายุ 100 วัน จะใส่อาหารในยอ 2 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมอาหารเช็คที่ 2 ชั่วโมง
(ข้อแม้ บางครั้งยอมรับได้กับการเช็คยอที่ 3 ชั่วโมงหรือมื้อชนมื้อ แต่ถ้ายังไม่หมดก็ลดหรืองดได้เลย)
อาหารที่ใช้เลี้ยงของที่นี่คือ อาหารกุ้งขาว นานามิ เบอร์ 1, 2 และ 3 ส่วนอาหารเบอร์ 4 ที่นี่จะเปลี่ยนจากอาหารนานามิไปเป็นโปรฟีดแทนเพราะต้องการเร่งไซส์นั่นเอง

การจัดการระหว่างการเลี้ยง

ในรอบการเลี้ยงที่ผ่านๆมาพี่แฉะจะผสมวิตามินหรือบางครั้งจะเปลี่ยนมาเป็นแร่ธาตุหรืออาหารเสริมต่างๆคลุกอาหารพร้อมกับกล้วยน้ำหว้าสุกให้กุ้งกินอย่างต่อเนื่องโดยจะคลุกให้กุ้งกินเฉพาะตอนกลางวันซึ่งเป็นมื้อที่กุ้งกินดีที่สุดส่วนมื้อเย็นไม่ต้องคลุกอะไรเลย

การจัดการที่สำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องของแร่ธาตุในน้ำ เพราะพี่แฉะบอกว่าถึงแม้เราจะเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มปกติแต่เนื่องจากเราปล่อยกุ้งแน่น ปริมาณแร่ธาตุต่างๆอาจเกิดภาวะขาดได้ ดังนั้นพี่แฉะจึงต้องมีการตรวจแร่ธาตุอยู่อย่างสม่ำเสมอ ส่วนการเติมก็จะเลือกเติมเฉพาะตัวที่น้อยหรือขาดเท่านั้น โดยจะค่อยๆเติมทีละน้อยๆก็ได้แต่บ่อยครั้ง และที่สำคัญก่อนจะถึงวันพระทุกครั้งที่ก็จะมีการเติมแร่ธาตุเผื่อไว้ก่อนเสมอ

การเปลี่ยนถ่ายน้ำ เนื่องจากที่นี่มีข้อจำกัดในเรื่องของบ่อเลี้ยงซึ่งผมได้กล่าวไว้ตอนต้นแล้ว ดังนั้นในช่วงแรกของการเลี้ยงถ้าต้องการเปลี่ยนถ่าย น้ำที่จะนำมาเปลี่ยนถ่ายจะได้มาจากบ่อลูกนั่นเอง แต่เมื่อไหร่ที่ย้ายกุ้งแล้วบ่อเก็บน้ำไม่มีก็ต้องดึงน้ำดิบจากภายนอกมาเปลี่ยนถ่ายแทน แต่ทุกครั้งที่มีการเติมน้ำดิบจากภายนอกเข้ามาในบ่อจะต้องมีการเติมไอโอดีนเพื่อฆ่าเชื้อทุกครั้งในบ่อเลี้ยงด้วย
แต่ที่สำคัญที่สุดที่พี่แฉะบอกมาคือ เมื่อกุ้งอายุได้ 1 เดือนจะมีการเติมจุลินทรีย์ลงบ่อทุกๆ 7 วัน ซึ่งถ้าวันไหนตรงกับวันที่ถ่ายน้ำหรือเติมน้ำจากภายนอกเข้ามาวันนั้นจะงดการเติมเนื่องจากต้องฆ่าเชื้อในน้ำที่เติมเข้ามาก่อนหลังจากนั้นประมาณ 6-8 ชั่วโมงค่อยเติมจุลินทรีย์ตามลงไป

การให้อากาศ

การให้อากาศของที่นี่รวมถึงการตีน้ำก็ทำคล้ายกับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นการวางเครื่องตีน้ำหรือระยะเวลาในการเปิดเครื่องตีน้ำ และตอนกลางวันของที่นี่ก็ยังตีน้ำอยู่ตลอดเพราะปล่อยกุ้งแน่นถ้าไม่เปิดเครื่องตีน้ำให้น้ำหมุนแล้วกุ้งจะเสียบกันทำให้เป็นแผล เพียงแต่ตอนกลางวันจะลดการตีน้ำลงครึ่งหนึ่งเท่านั้นสำหรับกุ้งเล็กเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนค่าพลังงานได้ และที่สำคัญที่นี่เองจะมีอีกอย่างที่น่าสนใจนั่นคือการวางท่อลมใต้น้ำด้วยเพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ วิธีการติดตั้งท่อลมของที่นี่เองก็ไม่ยากและซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่มีเครื่องปั๊มลมและท่อพีวีซีเท่านั้นก็ทำได้แล้ว วิธีการทำ คือ นำท่อพีวีซีขนาดประมาณ 4 หุน ยาวประมาณ 4-5 เมตร นำมาเจาะรูให้ทั่วขนาดรูก็ใหญ่พอประมาณ จากนั้นนำผ้าบางๆหรือผ้าอะไรก็ได้ที่ระบายอากาศได้ดีมาเย็บเป็นปลอกเพื่อสวมเข้าท่อพีวีซีที่ได้เจาะเป็นรูไว้แค่นี้เองก็จะได้ฟองอากาศที่มีขนาดเล็กแล้วครับ อีกทั้งประหยัดต้นทุน อุดตันยากหรือถ้ามีการอุดตันเกิดขึ้นก็ง่ายต่อการทำความสะอาดหรือการจะเปลี่ยนผ้าคลุมท่อก็ถูกแสนถูกครับ

เทคนิคการย้ายบ่อของพี่แฉะ

พี่แฉะได้บอกกับเราว่าจะเริ่มย้ายบ่อเมื่อกุ้งอายุได้ประมาณ 70 วันหรือกุ้งมีขนาดประมาณ 100 ตัวต่อกิโลกรัม แต่ก่อนที่จะย้ายบ่อต้องมีการปรุงน้ำในบ่อลูกให้มีคุณภาพน้ำใกล้เคียงกับบ่อแม่มากที่สุด จากนั้นประมาณ 3-5 วันก่อนย้ายกุ้งจะมีการโฟร์น้ำ (หมุนเวียนน้ำ) ระหว่างบ่อแม่และบ่อลูกเพื่อให้คุณภาพน้ำทั้งสองบ่อใกล้เคียงกันมากยิ่งขึ้น โดยการใช้เครื่องสูบน้ำเข้า - ออกสลับกันนั่นเอง ในส่วนของประตูน้ำที่กั้นระหว่างบ่อทั้งสองนี้ไว้ยังไม่ต้องเปิดจนกว่าวันที่พร้อมจะย้ายค่อยเปิดเท่านั้น ส่วนอีกอย่างที่ต้องทำคือ ก่อนย้ายกุ้งต้องทดสอบความแข็งแรงและความพร้อมของกุ้งก่อนว่าอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะย้ายหรือไม่ เพราะถ้ากุ้งยังไม่พร้อมการย้ายกุ้งก็ต้องเลื่อนออกไปจนกว่ากุ้งจะพร้อมเพราะถ้าเราฝืนย้ายไปในวันที่กุ้งไม่พร้อมก็จะก่อให้เกิดความเสียหายตามมานั่นเอง การตรวจสอบว่ากุ้งพร้อมที่จะย้ายหรือยังสามารถทำได้โดยนำกุ้งมาสามตัวแล้ววางบนฝ่ามีทิ้งไว้ประมาณ 3 นาทีหรือเวลาสุ่มแหขึ้นมาแล้วพบว่ากุ้งไม่อาการเป็นตะคริวหรือกล้ามเนื้อขุ่นขาวนั่นแสดงว่ากุ้งในบ่อของเราแข็งแรงและพร้อมที่จะยายบ่อได้ แต่ถ้าในบ่อของเราเกิดพบอาการดังกล่าวนั้นแสดงว่ากุ้งเกิดความเครียด ไม่แข็งแรงและยังไม่พร้อมต่อการย้ายบ่อนั่นเอง
เทคนิคการย้ายบ่อ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งคุณภาพน้ำและความแข็งแรงของกุ้ง สิ่งต่อมาที่ต้องทำ คือ การยกระดับน้ำของบ่อแม่ให้มีระดับน้ำสูงกว่าบ่อลูก โดยการสูบน้ำจากบ่อลูกเติมเข้าบ่อแม่ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นในวันที่จะย้ายกุ้งจะให้อาหารแก่กุ้งช้าหน่อยเพื่อให้กุ้งมีความหิว และจะหว่านอาหารบริเวณปากประตูที่กั้นระหว่างบ่อทั้งสองเท่านั้น หลังจากหว่านอาหารทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที (เพื่อให้กุ้งมาอยู่บริเวณนั้นมากขึ้น) จากนั้นเปิดประตูกั้นระหว่างบ่อทั้งสองนี้เพื่อให้น้ำจากบ่อแม่ไหลและพัดกุ้งออกมายังบ่อลูกโดยกุ้งไม่เกิดความบอบช้ำใดๆเลย สำหรับระยะเวลาในการเปิดประตูของที่นี้ก็ประมาณ 0.5 - 1 ชั่วโมงจึงปิดประตู จากนั้นก็ประเมินปริมาณของกุ้งทั้งสองบ่อนี้จากการกินอาหารของกุ้งเป็นเกณฑ์ เช่น สมมุติว่ากุ้งกินอาหารก่อนการย้ายบ่อวันนั้นที่ 100 กิโลกรัม หลังจากการย้ายบ่อเรียบร้อยแล้วการกินอาหารของกุ้งทั้งสองบ่อต้องเท่ากัน คือ บ่อละ 50 กิโลกรัมหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด นั่นก็จะหมายถึงปริมาณกุ้งทั้งสองบ่อก็น่าจะต้องเท่ากันนั่นเอง โดยปกติแล้วที่นี่จะยอมรับได้ที่การกินอาหารของกุ้งทั้งสองบ่อต้องต่างกันไม่เกิน 10 กิโลกรัม ถ้าการกินอาหารต่างกันมากกว่านี้ก็จะมีการเปิดประตูกั้นระหว่างบ่อด้วยวิธีเดิมอีกครั้งแต่ระยะเวลาการเปิดจะลดลงกว่าเดิม เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ต้องการแล้วก็จะปิดประตูกั้นบ่อทั้งสองด้วยตะแกรงตาห่างประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันกุ้งข้ามบ่อเพราะจะทำให้การให้อาหารพลาดได้ เท่านี้ก็ถือเป็นเสร็จสิ้นกระบวนการย้ายบ่อของพี่แฉะครับ

ท้ายนี้ฝ่ายวิชาการของทางบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์หวังว่าเกษตรกรที่อยากเลี้ยงกุ้งแน่นและอยากทำกุ้งไซส์ใหญ่แต่ไม่อยากที่จะพาเชียลก็สามารถนำรูปแบบการเลี้ยงแบบย้ายบ่อของคุณแกละไปปรับปรุงหรือไปทดลองเลี้ยงกับฟาร์มของท่านได้นะครับ และหวังว่าบทความเรื่องนี้จะให้ความรู้แก่เกษตรกรทุกท่านไม่มากก็น้อย
สรุปและเรียบเรียงโดย เผด็จ หงษ์มณี

 

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ ุ7/12/2553
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด