ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

สามปัจจัยพึงระวัง เพื่อความไม่ประมาท (กุมภาพันธ์ /2554)
ดร.พรเลิศ จันทร์รัชชกูล


จนถึงขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่คงกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อการปล่อยกุ้งรอบใหม่กันอย่างคึกคัก เนื่องจากมีหลายปัจจัยบวกที่น่าจะส่งผลให้ราคากุ้งยังคงสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง แต่ก็คงมีเกษตรกรอีกหลาย ๆ ท่านที่ปล่อยกุ้งไปก่อนหน้านี้แล้วและประสบกับปัญหากุ้งป่วย ตายกันมากพอสมควร โดยเฉพาะโรคตัวแดงดวงขาวที่มักจะเกิดระบาดในช่วงที่อุณหภูมิต่ำและมีการแกว่งตัวสูง แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเกษตรกรที่ยังไม่พบปัญหาหรือยังไม่ได้ปล่อยกุ้งก็ควรจะเตรียมความพร้อมและให้ความสำคัญกับปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลลบต่อสุขภาพของกุ้งในช่วงสองสามเดือนที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงมากขึ้นและอาจมีฝนตกมาสลับเป็นช่วง ๆ อันจะส่งผลให้การจัดการควบคุมคุณภาพน้ำ ดิน และสุขภาพกุ้งทำได้ยากมากขึ้นอีก ดังนั้นผู้เขียนจึงได้พยายามรวบรวมข้อมูลต่าง ๆในอดีตมาประเมินหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะส่งผลโน้มนำการเกิดโรคในกุ้งช่วงหน้าแล้งที่จะถึงนี้ เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบสำหรับการวางแผนการปล่อยกุ้งและจัดการฟาร์มเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคขี้ขาว โรคติดเชื้อแบคทีเรีย หรือแม้กระทั่ง โรคไวรัส ต่าง ๆ ที่อาจเกิดได้ง่ายในฤดูกาลที่จะถึงนี้

โดยปัจจัยที่สำคัญ ๆ จะมีสามปัจจัยคือ
อัตราความหนาแน่นของการปล่อยลูกกุ้งสูงเกิน มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าความหนาแน่นของการปล่อยกุ้งในรอบการเลี้ยงนี้น่าจะสูงมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากราคาขายกุ้งขนาดเล็กค่อนข้างสูงมาก เกษตรกรส่วนใหญ่จึงวางแผนเลี้ยงกุ้งระยะสั้น ๆ โดยปล่อยกุ้งแน่นมากขึ้น เพื่อให้ได้จำนวนตันต่อไร่สูง จึงจะมีกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าหากความหนาแน่นกุ้งมากเกินกว่ากำลังผลิตของบ่อก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาเช่น การเกิดโรค หรือมีกุ้งป่วย ตาย ได้ง่ายขึ้น
เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว เกษตรกรจึงควรปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมกับศักยภาพของบ่อแต่ละบ่อ โดยอาศัยการคำนวณหรือประเมินย้อนกลับจากผลผลิตสูงสุดของบ่อแต่ละบ่อในรอบที่ผ่าน ๆ มา เพื่อดูว่าควรปล่อยลูกกุ้งเท่าใด โดยอาศัยหลักการที่ว่า เมื่อกุ้งโตได้ขนาดที่ต้องการจะจับแล้ว ผลผลิตที่มีจะต้องไม่เกินปริมาณที่บ่อและอุปกรณ์ที่มีจะรับได้โดยไม่มีปัญหาการจัดการ หรืออาจต้องวางแผนสำหรับการแบ่งจับกุ้งขายก่อนที่จะเกิดปัญหา ยกตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปในบ่อดินที่มีระดับน้ำลึกประมาณ 1. 4 ม. และมีเครื่องให้อากาศพอประมาณหรือเฉลี่ยที่ 4 แรงม้าต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อหนึ่งตารางเมตรควรไม่เกิน 1.5 กก.เป็นต้น
การให้อาหารผิดพลาด ปัญหานี้อาจเกิดจากสองสาเหตุหลักคือ ประเมิมอัตราการเติบโตของกุ้งสูงเกินไป ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรจำนวนหนึ่งเริ่มมีความมั่นใจในคุณภาพของลูกกุ้งมากขึ้น โดยเฉพาะพบว่าอัตราการเจริญเติบโตของกุ้งในรอบที่ผ่านมาสูงมากขึ้นกว่าเก่าทั้งจากประสบการณ์ตรง หรือจากข้อมูลที่ได้รับมา ทำให้อาจมีการประเมินอัตราการเพิ่มอาหารกุ้งต่อวันผิดพลาดมากขึ้น โดยเฉพาะหากเกษตรกรได้รับลูกกุ้งที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลให้มีอาหารเหลือตกค้างในบ่อ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือ เกิดจากการที่กุ้งกินอาหารเร็วมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น จึงทำให้พบว่ากุ้งกินอาหารในยอหมดเร็วกว่าปกติ เกษตรกรจึงเพิ่มอาหารมากขึ้นไปอีก แต่ความเป็นจริงกุ้งไม่สามารถนำอาหารนั้นไปใช้ประโยชน์ได้มากเท่าที่ควร เนื่องจากกุ้งจะขับถ่ายเศษอาหารออกมาเร็วกว่าปกติ จึงอาจทำให้มีการให้อาหารมากกว่าปกติถึง 20 เปอร์เซ็นต์
จากทั้งสองสาเหตุที่กล่าวมาจะมีผลทำให้แพลงค์ตอนและจุลินทรีย์ต่าง ๆ ในบ่อเติบโตเร็วขึ้นมากกว่าปกติเนื่องจากมีอาหารมาก ทำให้เกิดสีน้ำเข้ม และเกิดน้ำล้ม ตลอดจนเกิดการเติบโตของจุลินทรีย์ต่าง ๆ สูงมากผิดปกติได้ คุณภาพน้ำเกิดการแปรปรวน ทำให้กุ้งอ่อนแอ และเกิดโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อวิบริโอหากปริมาณวิบริโอสูงกว่าปกติในช่วงดังกล่าว และอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคขี้ขาวได้
แนวทางการป้องกันปัญหาการให้อาหารเกินสามารถทำได้โดยการเริ่มเช็คยอให้เร็วขึ้น โดยอาจเริ่มประเมิณอัตรารอด ผลผลิตและมีการปรับเพิ่ม/ลดปริมาณอาหารที่ให้ตามขนาดกุ้งและผลผลิตกุ้งเพื่อตรวจสอบการเจริญเติบโตของกุ้งตั้งแต่ 20-25 วันหลังปล่อยกุ้ง ซึ่งหากมีการตรวจสอบต่อเนื่องทุก ๆ 3 -5 วันเพียงสองสามครั้ง ก็จะทราบอัตราการเติบโตของกุ้งแต่ละบ่อและทำให้สามารถควบคุมการปรับลด เพิ่มอาหารได้แม่นยำมากขึ้น โดยทั่วไปหากเริ่มประเมินอัตรารอดของกุ้งในบ่อได้แล้ว อัตราการเพิ่มอาหารต่อวันเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 500-600 กรัมต่อกุ้ง 100,000 ตัว
สิ่งสำคัญที่เกษตรกรควรระวังก็คือ อย่าพยายามเพิ่มอาหารให้กุ้งกินต่อเนื่องโดยใช้ผลจากการคำนวณเพื่อให้กุ้งโตตามอัตราการเจริญที่คาดการณ์เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน มิฉนั้นอาจทำให้เกิดอาหารเหลือมากหากกุ้งไม่โตตามที่คาดไว้เพราะอย่าลืมว่ากุ้งแต่ละบ่ออาจโตไม่เท่ากันเนื่องจากมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ต่างกัน
การควบคุมปริมาณออกซิเจนในบ่อ เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดและมักเกิดต่อเนื่องมาจากสองปัจจัยข้างต้น โดยอาจพบว่า ปริมาณออกซิเจนมักต่ำกว่าค่าที่เหมาะสมหลังจากสีน้ำเปลี่ยนหรือแพลงค์ตอนโตมากเกินไปและตาย ดังนั้นนอกเหนือจากการเตรียมเครื่องให้อากาศให้มีเพียงพอแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมความหนาแน่นของแพลงค์ตอนที่เหมาะสมอีกด้วย โดยหลักการพื้นฐานที่สำคัญคือการจำกัดอาหารของแพลงค์ตอนในบ่อ นั่นก็คืออย่าให้มีอาหารเหลือสะสมในบ่อมากเกินไป หรืออาจมีการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายเติมลงในบ่อเพื่อให้จุลินทรีย์ดังกล่าวไปแย่งอาหารจากแพลงค์ตอนอีกทางหนึ่ง
ในทางปฏิบัติแล้วเกษตรกรควรตรวจเช็คปริมาณออกซิเจนบริเวณขอบกองเลนเสมอและควบคุมอย่าให้มีค่าต่ำกว่า 3 พีพีเอ็ม ซึ่งก็จะช่วยลดการเกิดแก๊สไข่เน่าที่จะทำให้กุ้งอ่อนแอและเกิดการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายอีกทางหนึ่งด้วย
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากซึ่งเกษตรกรควรให้ความสำคัญและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากพบปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเกษตรกรก็จะสามารถจัดการแก้ปัญหาโดยวิธีข้างต้นได้แต่เนิ่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามหากพบว่าในบ่อเกิดปัญหาน้ำล้ม และ/หรือพบว่ามีปริมาณวิบริโอสูงมากกว่าปกติ (มากกว่า 5,000 CFU/cc ) หรือมีกุ้งอ่อนแอ ป่วยและไม่สามารถจัดการโดยวิธีอื่นได้ การใช้ยาฆ่า/ลดเชื้อ ที่เหมาะสมโดยที่ไม่กระทบต่อแพลงค์ตอน เพื่อลดปริมาณวิบริโอลงก่อนที่จะเติมจุลินทรีย์โปรไบโอติกที่มีประสิทธิภาพลงไปเพื่อควบคุมการเพิ่มของวิบริโอ และลดการเกิดแก๊สไข่เน่าอีกทางหนึ่งก็น่าจะเป็นวิธีการที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้โดยไม่ต้องใช้ยาหรือสารปฏิชีวนะเลย
สุดท้ายผู้เขียนหวังว่าข้อมูลข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเพื่อใช้ประกอบในการวางแผนการจัดการฟาร์มให้มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จมากขึ้นตามสมควร และขอผลจากกรรมดีที่ทุกท่านได้ประกอบไว้ช่วยดลบรรดาลให้ทุกท่านประสบความสำเร็จตามที่หวังทุก ๆ ท่านครับ

นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ ุ15/2/2554
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด